บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่จู่ๆ ก็ได้รับหนังสือจากกรมสรรพากร ไม่ใช่เพื่อเรียกตรวจสอบภาษีของกิจการตัวเอง

แต่เพื่อขอให้ไปให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมที่ทำกับคู่ค้ารายหนึ่งซึ่งกำลังถูกสรรพากรตรวจสอบอยู่

คุณจะได้เข้าใจว่าหมายเรียกพยานคืออะไร แตกต่างจากการถูกเรียกตรวจสอบตัวเองอย่างไร มีสิทธิและหน้าที่อะไรบ้างตามกฎหมาย ต้องให้ข้อมูลแค่ไหนถึงจะปลอดภัย

และหากไม่ให้ความร่วมมือจะมีผลอย่างไร

เพื่อให้รับมือได้อย่างถูกต้องโดยไม่กระทบธุรกิจของตัวเอง

สารบัญบทความ
  1. 1. "หมายเรียกพยาน" คืออะไร ต่างจากหมายเรียกตรวจสอบตัวเองตรงไหน
  2. 2. กำหนดเวลาและรูปแบบของหมายเรียกที่ต้องตรวจให้ดี
  3. 3. ต้องให้ข้อมูลอะไรบ้าง และมีขอบเขตแค่ไหน
  4. 4. ถ้าไม่ให้ความร่วมมือ หรือปล่อยเลยกำหนด จะเกิดอะไรขึ้น
  5. 5. สรุป: เช็กลิสต์เมื่อได้รับหมายเรียกพยานคู่ค้า
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

1. "หมายเรียกพยาน" คืออะไร ต่างจากหมายเรียกตรวจสอบตัวเองตรงไหน

สถานการณ์นี้พบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ กิจการของคุณไม่ได้ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีของตัวเอง แต่จู่ๆ กลับได้รับหนังสือให้ไปให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารเกี่ยวกับธุรกรรมที่ทำกับ "คู่ค้า"

รายหนึ่งซึ่งกำลังถูกเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบภาษีอยู่

หนังสือลักษณะนี้เรียกว่า "หมายเรียกพยาน" ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบัญญัติว่า

เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีรายใดแสดงรายการไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกทั้งตัวผู้ยื่นรายการเองมาไต่สวน และออกหมายเรียกบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น (เรียกว่า "พยาน") ให้มาให้ถ้อยคำ หรือสั่งให้นำบัญชี

เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดง กล่าวคือ

ทั้งการเรียกตัวคู่ค้าที่ถูกตรวจสอบเองและการเรียกคุณในฐานะพยานบุคคลที่สาม ล้วนอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 มาตราเดียวกัน

เพียงแต่ต่างกันที่ตัวผู้ถูกเรียกและวัตถุประสงค์เฉพาะหน้าเท่านั้น (ข้อสังเกต: มาตรา 23 แห่งประมวลรัษฎากรเป็นอำนาจเรียกคนละกรณี

ใช้เฉพาะเมื่อพบว่ามีผู้ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเลย จึงไม่ใช่บทบัญญัติที่ใช้เรียกพยานให้ข้อมูลคู่ค้าตามที่กล่าวถึงในบทความนี้)

จุดที่ SME ต้องเข้าใจให้ชัดคือ การถูกเรียกในฐานะพยานนี้ ไม่เท่ากับ การที่กิจการของคุณถูกเปิดตรวจสอบภาษีของตัวเอง เป้าหมายหลักของเจ้าหน้าที่คือการตรวจสอบความถูกต้องของคู่ค้า

ไม่ใช่ตัวคุณโดยตรง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลย

เพราะข้อมูลที่คุณส่งไปอาจสะท้อนกลับมาที่ตัวคุณเองได้ หากไม่ตรงกับสิ่งที่คุณเคยยื่นแบบภาษีไว้ (อ่านเพิ่มในหัวข้อที่ 3)

หมายเรียกพยาน (บุคคลที่สาม/คู่ค้า)หมายเรียกไต่สวนตนเอง (ผู้ยื่นแบบภาษี)
ผู้ถูกเรียกบุคคลที่สาม/คู่ค้าที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับผู้ถูกตรวจสอบผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่ถูกสงสัยว่าแสดงรายการไม่ถูกต้อง
ฐานอำนาจตามกฎหมายมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร (ส่วนหมายเรียกพยาน)มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร (ส่วนหมายเรียกผู้ยื่นรายการ)
วัตถุประสงค์ยืนยัน/ไต่สวนข้อมูลของคู่ค้าที่กำลังถูกตรวจตรวจสอบความถูกต้องของแบบภาษีที่ตนยื่นเอง
ผลลัพธ์ที่อาจตามมาโดยหลักไม่มีการประเมินภาษีตนเองทันที เว้นแต่พบความผิดปกติเพิ่มเติมอาจมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเพิ่มตามมาตรา 20 พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าตามมาตรา 22 และเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด
ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันไม่น้อยกว่า 7 วัน

2. กำหนดเวลาและรูปแบบของหมายเรียกที่ต้องตรวจให้ดี

กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินจะออกหมายเรียกพยานตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องให้เวลาล่วงหน้าแก่ผู้รับหมาย ไม่น้อยกว่า 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายเรียก

เพื่อให้มีเวลาเพียงพอรวบรวมเอกสารและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้าพบ

หากวันนัดกระชั้นกว่านี้ ให้ทำหนังสือชี้แจงขอเลื่อนนัดได้ทันที

ก่อนดำเนินการใดๆ ให้ตรวจก่อนว่าหนังสือที่ได้รับเป็น "หมายเรียก" อย่างเป็นทางการ (มีเลขที่หนังสือ ลงนามโดยเจ้าพนักงานประเมิน อ้างมาตราชัดเจน) หรือเป็นเพียง

"หนังสือขอความร่วมมือ" ที่ไม่มีผลบังคับทางกฎหมายเท่าหมายเรียก

แต่โดยทั่วไปแนะนำให้ให้ความร่วมมือทั้งสองกรณี เพราะการปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลอาจทำให้เจ้าหน้าที่ยกระดับเป็นหมายเรียกอย่างเป็นทางการในภายหลัง หากเจ้าของกิจการไม่สะดวกไปเอง

สามารถมอบอำนาจให้พนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีไปแทนได้ โดยทำ

หนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร (ปัจจุบันกรณีมอบอำนาจให้กระทำการครั้งเดียวอยู่ที่ 10 บาท

และกรณีมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าหนึ่งครั้งอยู่ที่ 30 บาท)

ซึ่งช่วยให้มีผู้เชี่ยวชาญตรวจขอบเขตคำถามและเอกสารก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่

3. ต้องให้ข้อมูลอะไรบ้าง และมีขอบเขตแค่ไหน

สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ข้อมูลเฉพาะในขอบเขตที่หมายเรียกระบุไว้เท่านั้น ไม่ต้องอาสาส่งเอกสารหรือให้ถ้อยคำที่กว้างกว่าที่ถูกถาม เอกสารที่มักถูกขอโดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้

  • สำเนาใบกำกับภาษีขาย/ซื้อที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมกับคู่ค้ารายนั้นในช่วงเวลาที่ระบุ
  • สัญญาซื้อขายสินค้าหรือสัญญาบริการ ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ หรือใบรับสินค้า
  • หลักฐานการชำระเงิน เช่น Bank Statement สลิปโอนเงิน หรือเช็ค
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น

ก่อนส่งมอบเอกสารทุกครั้ง ควรให้สำนักงานบัญชีตรวจสอบภายในก่อนว่าข้อมูลที่จะส่งไป ตรงกับสิ่งที่กิจการของคุณเคยยื่นแบบภาษีไว้แล้วหรือไม่ เช่น

ยอดขายในใบกำกับภาษีที่จะส่งให้สรรพากรตรงกับยอดที่แสดงใน ภ.พ.30 ของเดือนนั้น หรือมีการนำส่งภาษีหัก ณ

ที่จ่ายตามแบบ ภ.ง.ด.53 ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เพราะหากพบว่าไม่ตรงกัน เจ้าหน้าที่อาจขยายผลมาตรวจสอบกิจการของคุณเพิ่มเติมในภายหลัง แม้ว่าจุดเริ่มต้นจะมาจากการตรวจสอบคู่ค้าก็ตาม

4. ถ้าไม่ให้ความร่วมมือ หรือปล่อยเลยกำหนด จะเกิดอะไรขึ้น

การเพิกเฉยต่อหมายเรียกพยานที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นความผิดตามมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร

ซึ่งกำหนดโทษไว้สำหรับผู้ที่รู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน คือ จำคุกไม่เกิน 1

เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้โทษตามกฎหมายจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับความเสียหายทางธุรกิจที่อาจตามมา แต่ผลกระทบทางปฏิบัติที่ SME ควรกังวลมากกว่าคือ

  • เจ้าหน้าที่อาจมองว่าการไม่ให้ความร่วมมือเป็นพฤติการณ์ผิดปกติ และหันมาตรวจสอบธุรกิจของคุณเพิ่มเติมโดยตรง
  • เจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินภาษีของคู่ค้าโดยใช้ข้อมูลเท่าที่มีอยู่ ซึ่งอาจกระทบความสัมพันธ์ทางธุรกิจของคุณในระยะยาว
  • หากภายหลังพบว่าข้อมูลที่ไม่ยอมให้ไปเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางภาษีของคุณเองด้วย อาจถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องเจตนาปกปิดข้อมูล

แนวทางที่ปลอดภัยกว่าการเพิกเฉยคือ หากเตรียมเอกสารไม่ทันจริง ให้ทำหนังสือขอเลื่อนนัดเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนถึงกำหนด ระบุเหตุผลและวันที่คาดว่าจะพร้อม แทนการไม่ตอบกลับใดๆ

5. สรุป: เช็กลิสต์เมื่อได้รับหมายเรียกพยานคู่ค้า

เมื่อได้รับหนังสือลักษณะนี้ ให้ตั้งสติและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อให้ความร่วมมือกับสรรพากรได้อย่างถูกต้องโดยไม่สร้างความเสี่ยงเพิ่มให้ธุรกิจของตัวเอง

  • ตรวจสอบว่าเป็นหมายเรียกทางการหรือหนังสือขอความร่วมมือ และอ่านขอบเขตเอกสาร/ช่วงเวลาที่ต้องการให้ชัดเจน
  • นับวันที่ได้รับหมายเรียก ต้องมีเวลาเตรียมตัวไม่น้อยกว่า 7 วันตามกฎหมาย หากกระชั้นเกินไปให้ทำหนังสือขอเลื่อน
  • ปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนส่งเอกสารทุกครั้ง เพื่อตรวจความสอดคล้องกับแบบภาษีที่เคยยื่นไว้
  • ทำสำเนาเอกสารทุกฉบับที่ส่งมอบเก็บไว้เป็นหลักฐาน และขอ "ใบรับเอกสาร" จากเจ้าหน้าที่ทุกครั้งที่ส่งมอบ
  • ให้ข้อมูลเฉพาะขอบเขตที่ถูกถาม ไม่ต้องอาสาให้ข้อมูลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ระบุในหมายเรียก
  • พิจารณามอบอำนาจให้ผู้เชี่ยวชาญไปให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารแทน แทนที่จะไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่โดยลำพัง

การถูกเรียกในฐานะพยานเพื่อให้ข้อมูลคู่ค้าไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรมองข้าม

เพราะเป็นทั้งภาระหน้าที่ตามกฎหมายและโอกาสที่ธุรกิจของคุณจะได้ทบทวนความถูกต้องของเอกสารบัญชีของตัวเองไปพร้อมกัน การมีระบบจัดเก็บเอกสารที่ดีตั้งแต่ต้น

จะทำให้เมื่อวันที่ต้องตอบหมายเรียกมาถึง คุณพร้อมรับมือได้โดยไม่ต้องเร่งรีบหาเอกสารย้อนหลัง

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง หมายเรียกพยานคู่ค้าสรรพากร ต้องให้ข้อมูลหรือไม่ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถูกเรียกเป็นพยานให้ข้อมูลคู่ค้า แปลว่าธุรกิจของเราจะถูกตรวจสอบภาษีด้วยหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป การเรียกในฐานะพยานตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร มีเป้าหมายเพื่อยืนยันข้อมูลของคู่ค้าที่กำลังถูกไต่สวนอยู่ ไม่ใช่การเปิดตรวจสอบภาษีของกิจการคุณโดยตรง

แต่หากข้อมูลที่คุณส่งไปไม่ตรงกับแบบภาษีที่คุณเคยยื่นไว้เอง

เจ้าหน้าที่อาจตั้งข้อสังเกตและขยายผลมาตรวจสอบกิจการของคุณต่อได้ในภายหลัง

ได้รับหมายเรียกพยาน มีเวลาเตรียมตัวกี่วัน?

กฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหมายเรียก หากหมายเรียกกำหนดวันนัดกระชั้นกว่านี้ หรือเอกสารที่ขอมีจำนวนมากจนเตรียมไม่ทัน

สามารถทำหนังสือขอเลื่อนนัดเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนถึงกำหนดได้

ไปเองไม่ได้ ให้พนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีไปแทนได้ไหม?

ได้ โดยทำหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ (ปัจจุบัน 10 บาท กรณีมอบอำนาจให้กระทำการครั้งเดียว หรือ 30 บาท

หากมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าหนึ่งครั้ง)

ให้ผู้รับมอบอำนาจนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ในวันนัด ซึ่งเป็นแนวทางที่แนะนำ เพราะที่ปรึกษาภาษีจะช่วยตรวจสอบขอบเขตคำถามและความสอดคล้องของเอกสารก่อนส่งมอบได้

ถ้าไม่ไปตามนัดหรือไม่ส่งเอกสารเลย จะเกิดอะไรขึ้น?

ถือเป็นการฝ่าฝืนหมายเรียกโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งมีโทษตามมาตรา 36 แห่งประมวลรัษฎากร คือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่อาจมองว่าเป็นพฤติการณ์ผิดปกติและหันมาตรวจสอบธุรกิจของคุณเพิ่มเติมได้ จึงควรติดต่อกลับไปยังเจ้าหน้าที่หรือขอเลื่อนนัดเป็นลายลักษณ์อักษรแทนการเพิกเฉย

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน