TFRS 3 กำหนดให้กิจการที่ซื้อธุรกิจอื่นในราคาสูงกว่ามูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์สุทธิต้องบันทึกส่วนต่างเป็นค่าความนิยม โดยต้องวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์และหนี้สินให้ครบก่อน

คำตอบสั้น ๆ คือ เมื่อกิจการซื้อธุรกิจอื่นในราคาที่สูงกว่ามูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์สุทธิที่ได้มา ส่วนต่างนั้นต้องบันทึกเป็น ค่าความนิยม (Goodwill) ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน

TFRS 3 เรื่องการรวมธุรกิจ

โดยต้องระบุและวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์และหนี้สินที่ได้มาให้ครบถ้วนก่อน ไม่ใช่นำราคาซื้อทั้งหมดไปลงเป็นค่าความนิยมทันที บทความนี้อธิบายหลักการ ขั้นตอน และตัวอย่างคำนวณที่

SME ควรเข้าใจ

สารบัญบทความ
  1. การรวมธุรกิจ (Business Combination) คืออะไร
  2. ขั้นตอนหลักในการบันทึกบัญชีการรวมธุรกิจ
  3. สูตรคำนวณค่าความนิยม (Goodwill)
  4. ตัวอย่างการคำนวณค่าความนิยม
  5. ค่าความนิยมไม่ตัดจำหน่าย แต่ต้องทดสอบการด้อยค่า
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

การรวมธุรกิจ (Business Combination) คืออะไร

TFRS 3 นิยาม การรวมธุรกิจ ว่าเป็นธุรกรรมที่ผู้ซื้อได้มาซึ่งการควบคุมในธุรกิจอื่นหนึ่งกิจการหรือมากกว่า เช่น การซื้อหุ้นทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ของบริษัทเป้าหมาย

การซื้อสินทรัพย์และหนี้สินทั้งชุดของกิจการอื่นมาดำเนินการต่อ หรือการควบรวมกิจการ

สำหรับ SME ไทย สถานการณ์ที่พบบ่อยคือการซื้อกิจการคู่แข่งหรือกิจการที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดหรือฐานลูกค้า

ขั้นตอนหลักในการบันทึกบัญชีการรวมธุรกิจ

TFRS 3 กำหนดให้ใช้ วิธีซื้อ (Acquisition Method) ในการบันทึกบัญชี ซึ่งมีขั้นตอนหลักดังนี้

  • ขั้นที่ 1: ระบุผู้ซื้อ (Identify the Acquirer) คือกิจการที่ได้มาซึ่งการควบคุมในธุรกิจอื่น
  • ขั้นที่ 2: กำหนดวันที่ซื้อ (Acquisition Date) คือวันที่ผู้ซื้อได้รับการควบคุมกิจการที่ถูกซื้อจริง
  • ขั้นที่ 3: รับรู้และวัดมูลค่าสินทรัพย์ที่ระบุได้ หนี้สินที่รับมา และส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม ด้วยมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ซื้อ รวมถึงสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่อาจไม่เคยปรากฏในงบการเงินเดิมของกิจการที่ถูกซื้อ เช่น รายชื่อลูกค้า เครื่องหมายการค้า หรือสัญญาที่มีมูลค่า
  • ขั้นที่ 4: รับรู้และวัดมูลค่าค่าความนิยมหรือกำไรจากการต่อรองราคาซื้อ โดยเปรียบเทียบสิ่งตอบแทนที่โอนให้กับมูลค่ายุติธรรมสุทธิของสินทรัพย์และหนี้สินที่ระบุได้

สูตรคำนวณค่าความนิยม (Goodwill)

ค่าความนิยมคำนวณจากส่วนต่างระหว่างสิ่งที่จ่ายไปกับมูลค่ายุติธรรมสุทธิของสินทรัพย์และหนี้สินที่ระบุได้ ตามสูตร

ค่าความนิยม = สิ่งตอบแทนที่โอนให้ (ราคาซื้อ) - มูลค่ายุติธรรมสุทธิของสินทรัพย์ที่ระบุได้และหนี้สินที่รับมา

หากผลลัพธ์เป็นบวก แสดงว่าผู้ซื้อจ่ายเงินสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่ได้มา ส่วนต่างนี้บันทึกเป็น ค่าความนิยม ในงบแสดงฐานะการเงิน แต่หากผลลัพธ์เป็นลบ

คือราคาซื้อต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมสุทธิที่ได้มา จะรับรู้เป็น กำไรจากการต่อรองราคาซื้อ

(Bargain Purchase Gain) ในงบกำไรขาดทุนทันที หลังจากทบทวนการวัดมูลค่าอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้อง

ตัวอย่างการคำนวณค่าความนิยม

สมมติบริษัท A ซื้อกิจการบริษัท B ทั้งหมดในราคา 5,000,000 บาท ณ วันที่ซื้อ ทีมประเมินมูลค่าได้ตรวจสอบและวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท B ดังนี้

รายการมูลค่ายุติธรรม (บาท)
เงินสดและลูกหนี้การค้า800,000
สินค้าคงเหลือ600,000
ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์2,200,000
รายชื่อลูกค้า (สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ระบุใหม่)400,000
หัก หนี้สินที่รับมา (เจ้าหนี้การค้าและเงินกู้)(1,000,000)
มูลค่ายุติธรรมสุทธิของสินทรัพย์ที่ระบุได้3,000,000

ค่าความนิยม = 5,000,000 - 3,000,000 = 2,000,000 บาท

*ตัวเลขเป็นตัวอย่างประกอบหลักการเท่านั้น การประเมินมูลค่ายุติธรรมจริงต้องอาศัยผู้ประเมินอิสระหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะด้าน โดยเฉพาะสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ระบุใหม่ เช่น

รายชื่อลูกค้าหรือเครื่องหมายการค้า*

บริษัท A จะบันทึกค่าความนิยม 2,000,000 บาทเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในงบแสดงฐานะการเงิน และต้องทดสอบการด้อยค่า (Impairment Test) อย่างน้อยปีละครั้ง

แทนการทยอยตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายแบบสินทรัพย์ไม่มีตัวตนทั่วไป

ค่าความนิยมไม่ตัดจำหน่าย แต่ต้องทดสอบการด้อยค่า

ข้อสำคัญที่ SME ต้องเข้าใจคือ ค่าความนิยมตามมาตรฐาน TFRS ไม่ได้ทยอยตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายทุกปีเหมือนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนทั่วไป

แต่กิจการต้องทดสอบการด้อยค่าของหน่วยสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดเงินสด (Cash-Generating Unit)

ที่เกี่ยวข้องกับค่าความนิยมนั้นอย่างน้อยปีละครั้ง หากพบว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี ต้องบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าทันที

ซึ่งจะกระทบกำไรของกิจการในงวดนั้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • นำส่วนต่างราคาซื้อทั้งหมดไปลงเป็นค่าความนิยมทันที: โดยไม่ได้ระบุและวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ระบุใหม่ เช่น รายชื่อลูกค้าหรือเทคโนโลยี ทำให้ค่าความนิยมสูงเกินจริงและสินทรัพย์อื่นต่ำเกินจริง
  • ใช้มูลค่าตามบัญชีเดิมของกิจการที่ถูกซื้อแทนมูลค่ายุติธรรม: ทำให้การคำนวณค่าความนิยมคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
  • ลืมทดสอบการด้อยค่าค่าความนิยมทุกปี: ทำให้งบการเงินแสดงมูลค่าค่าความนิยมสูงเกินความเป็นจริงหากธุรกิจที่ซื้อมาผลประกอบการแย่ลง
  • สับสนระหว่างการซื้อธุรกิจกับการซื้อสินทรัพย์เดี่ยว: การซื้อสินทรัพย์เดี่ยวที่ไม่ประกอบเป็นธุรกิจ (เช่น ซื้อที่ดินเปล่าแปลงเดียว) ไม่เข้าข่ายมาตรฐาน TFRS 3 และไม่มีการรับรู้ค่าความนิยม
  • ไม่ปรึกษาผู้ประเมินอิสระในการวัดมูลค่ายุติธรรม: โดยเฉพาะสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ประเมินมูลค่าได้ยาก ทำให้ตัวเลขที่ได้ขาดความน่าเชื่อถือเมื่อถูกตรวจสอบ

ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล

ประเด็นสำคัญคือค่าความนิยมทางบัญชีตาม TFRS 3 อาจมีหลักเกณฑ์การรับรู้เป็นรายจ่ายทางภาษีที่แตกต่างจากทางบัญชี รวมถึงโครงสร้างการซื้อขายธุรกิจ (ซื้อหุ้นหรือซื้อสินทรัพย์)

ก็ส่งผลต่อภาระภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น

ภาษีเงินได้จากการขายหุ้น อากรแสตมป์ หรือภาษีธุรกิจเฉพาะที่อาจเกี่ยวข้อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและกฎหมายตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนการซื้อขายกิจการ ก่อนที่จะลงนามในสัญญาซื้อขาย

เพื่อวางโครงสร้างธุรกรรมให้เหมาะสมและถูกต้องตามกฎหมาย

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

การซื้อหรือควบรวมธุรกิจเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่มีผลกระทบระยะยาว SME ที่วางแผนจะซื้อกิจการอื่นควรจัดทำการตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) อย่างรอบคอบ ทั้งด้านบัญชี การเงิน

กฎหมาย และภาษี ก่อนตกลงราคาซื้อขาย

พร้อมว่าจ้างผู้ประเมินอิสระเพื่อวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์และหนี้สินที่ได้มาอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน TFRS 3 และปรึกษาผู้สอบบัญชีเรื่องการทดสอบการด้อยค่าค่าความนิยมในระยะยาว

เพื่อให้งบการเงินหลังการรวมธุรกิจสะท้อนความเป็นจริงและช่วยตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าความนิยม (Goodwill) คืออะไรตาม TFRS 3?

คือส่วนต่างระหว่างราคาที่จ่ายซื้อกิจการกับมูลค่ายุติธรรมสุทธิของสินทรัพย์และหนี้สินที่ระบุได้ที่ได้มาจากการซื้อ หากราคาซื้อสูงกว่ามูลค่ายุติธรรมสุทธิ

ส่วนต่างนั้นบันทึกเป็นค่าความนิยมในงบแสดงฐานะการเงิน

ค่าความนิยมต้องตัดจำหน่ายทุกปีหรือไม่?

ไม่ต้องตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายแบบสินทรัพย์ไม่มีตัวตนทั่วไป แต่ต้องทดสอบการด้อยค่าอย่างน้อยปีละครั้ง หากมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี

ต้องบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าทันที

หากราคาซื้อต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมสุทธิของสินทรัพย์ ต้องทำอย่างไร?

จะรับรู้เป็นกำไรจากการต่อรองราคาซื้อ (Bargain Purchase Gain) ในงบกำไรขาดทุนทันที แต่ก่อนรับรู้ควรทบทวนการวัดมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินอีกครั้งเพื่อยืนยันความถูกต้องของตัวเลข

การซื้อสินทรัพย์เดี่ยวเข้าข่าย TFRS 3 หรือไม่?

ไม่เข้าข่าย หากเป็นการซื้อสินทรัพย์เดี่ยวที่ไม่ประกอบกันเป็นธุรกิจ เช่น ซื้อที่ดินเปล่าแปลงเดียว จะไม่มีการรับรู้ค่าความนิยม มาตรฐาน TFRS 3

ใช้เฉพาะกรณีที่เป็นการรวมธุรกิจจริงเท่านั้น

ทำไมต้องระบุสินทรัพย์ไม่มีตัวตนใหม่ เช่น รายชื่อลูกค้า ก่อนคำนวณค่าความนิยม?

เพราะหากไม่ระบุแยกออกมา ส่วนต่างราคาซื้อทั้งหมดจะถูกลงเป็นค่าความนิยมสูงเกินจริง ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนมูลค่าสินทรัพย์แต่ละประเภทที่แท้จริง และอาจกระทบการทดสอบการด้อยค่าในอนาคต

ค่าความนิยมทางบัญชีหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่?

หลักเกณฑ์ทางภาษีอาจแตกต่างจากทางบัญชี และขึ้นอยู่กับโครงสร้างการซื้อขาย เช่น ซื้อหุ้นหรือซื้อสินทรัพย์

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนธุรกรรมก่อนตัดสินใจซื้อกิจการ

SME ควรทำอะไรก่อนตัดสินใจซื้อกิจการอื่น?

ควรจัดทำการตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) ด้านบัญชี การเงิน กฎหมาย และภาษีอย่างรอบคอบ

พร้อมว่าจ้างผู้ประเมินอิสระวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์และหนี้สินให้ถูกต้องก่อนตกลงราคาซื้อขาย

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้