โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าระบบ CMT (Cut-Make-Trim) ต้องคิดต้นทุนแรงงานต่อชิ้นให้แม่นยำ เพราะเป็นต้นทุนหลักที่กำหนดราคาเสนอลูกค้าและกำไรของกิจการ

การผสมค่าแรงเหมาชิ้นกับเงินเดือนประจำ รวมถึงค่าแรงทางอ้อมอย่างค่าไฟและค่าเสื่อมเครื่องจักร

ต้องมีระบบคำนวณที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้ตั้งราคาต่ำกว่าทุนโดยไม่รู้ตัว

ธุรกิจโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่รับงานแบบ CMT หรือ Cut-Make-Trim คือรับงานตัด เย็บ และตกแต่งชิ้นงานตามแบบและวัตถุดิบที่ลูกค้าจัดหามาให้ โดยโรงงานไม่ต้องลงทุนซื้อผ้าเอง

รายได้หลักจึงมาจากค่าแรงในการผลิตเท่านั้น

การคิดต้นทุนแรงงานให้แม่นยำจึงเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้ เพราะหากคิดต้นทุนผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยต่อชิ้น เมื่อคูณด้วยยอดผลิตหลักหมื่นหลักแสนตัวต่อเดือน

อาจทำให้กำไรที่ควรได้หายไปทั้งหมด

สารบัญบทความ
  1. โครงสร้างต้นทุนแรงงานในโรงงาน CMT
  2. ระบบค่าแรงเหมาชิ้น (Piece Rate) กับเงินเดือนประจำ
  3. วิธีคำนวณต้นทุนแรงงานต่อชิ้นแบบเป็นระบบ
  4. ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
  5. ภาษีและประกันสังคมที่เกี่ยวข้องกับค่าแรงเหมาชิ้น
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. การควบคุมของเสียและงานที่ต้องแก้ไข (Rework)
  8. การจัดทำใบเสนอราคา CMT ให้สะท้อนต้นทุนจริง
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

โครงสร้างต้นทุนแรงงานในโรงงาน CMT

ต้นทุนแรงงานของโรงงานตัดเย็บแบ่งได้เป็นสองส่วนหลัก คือแรงงานทางตรง (Direct Labor) ซึ่งหมายถึงค่าแรงของพนักงานที่ลงมือตัด เย็บ และตกแต่งชิ้นงานโดยตรง และแรงงานทางอ้อม (Indirect

Labor) ซึ่งหมายถึงค่าแรงของหัวหน้าไลน์ ผู้ควบคุมคุณภาพ (QC)

ช่างซ่อมเครื่องจักร และพนักงานคลังวัตถุดิบ ที่ไม่ได้ลงมือผลิตโดยตรงแต่จำเป็นต่อกระบวนการผลิต

โรงงานหลายแห่งคิดต้นทุนเฉพาะแรงงานทางตรงแล้วลืมปันส่วนแรงงานทางอ้อมเข้าไปในต้นทุนต่อชิ้น ทำให้ต้นทุนที่คำนวณได้ต่ำกว่าความเป็นจริง

ระบบค่าแรงเหมาชิ้น (Piece Rate) กับเงินเดือนประจำ

โรงงานตัดเย็บส่วนใหญ่ใช้ระบบค่าแรงเหมาชิ้น คือจ่ายค่าแรงตามจำนวนชิ้นงานที่ผลิตสำเร็จในแต่ละขั้นตอน เช่น ค่าเย็บแขนเสื้อ ค่าเย็บคอเสื้อ ค่าติดกระดุม

โดยแต่ละขั้นตอนมีอัตราค่าแรงต่อชิ้นแตกต่างกันตามความยากง่าย ขณะที่พนักงานบางตำแหน่ง เช่น

หัวหน้าไลน์ QC และช่างซ่อมเครื่อง มักได้รับเงินเดือนประจำแทนค่าแรงเหมาชิ้น การคำนวณต้นทุนต่อตัวจึงต้องนำทั้งสองระบบมารวมกัน

โดยเงินเดือนประจำต้องปันส่วนตามจำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้ในช่วงเวลานั้น

เพื่อให้ได้ต้นทุนแรงงานทางอ้อมต่อชิ้นที่สมเหตุสมผล

ประเภทแรงงานลักษณะการจ่ายวิธีคิดเข้าต้นทุนต่อชิ้น
พนักงานตัด/เย็บ/ตกแต่งค่าแรงเหมาชิ้นตามขั้นตอนคิดตรงตามอัตราต่อชิ้นที่กำหนด
หัวหน้าไลน์/QCเงินเดือนประจำปันส่วนตามจำนวนชิ้นที่ผลิตได้ในเดือน
ช่างซ่อมเครื่องจักรเงินเดือนประจำปันส่วนเป็นค่าโสหุ้ยการผลิต (Overhead)
พนักงานคลังวัตถุดิบเงินเดือนประจำปันส่วนเป็นค่าโสหุ้ยการผลิต (Overhead)

วิธีคำนวณต้นทุนแรงงานต่อชิ้นแบบเป็นระบบ

การคำนวณที่แม่นยำควรเริ่มจากการทำ Time Study หรือบันทึกเวลามาตรฐานที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนการผลิต (SAM - Standard Allowed Minute)

เพื่อกำหนดอัตราค่าแรงเหมาชิ้นที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งต่อโรงงานและพนักงาน

จากนั้นนำต้นทุนแรงงานทางตรงต่อชิ้นมาบวกกับต้นทุนแรงงานทางอ้อมที่ปันส่วนแล้ว รวมถึงค่าไฟฟ้า ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร และค่าโสหุ้ยโรงงานอื่นๆ

จึงจะได้ต้นทุนการผลิตรวมต่อชิ้นที่ใกล้เคียงความเป็นจริง โรงงานควรทบทวนอัตราค่าแรงเหมาชิ้นเป็นระยะ

โดยเฉพาะเมื่อมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำหรือเปลี่ยนแบบสินค้าที่มีความซับซ้อนต่างจากเดิม

ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น

สมมติโรงงานรับงานตัดเย็บเสื้อยืดจำนวน 10,000 ตัวต่อเดือน มีค่าแรงเหมาชิ้นรวมทุกขั้นตอน (ตัด เย็บ ตกแต่ง) เฉลี่ยตัวละ 18 บาท คิดเป็นต้นทุนแรงงานทางตรง 180,000 บาท

ขณะที่เงินเดือนหัวหน้าไลน์ QC และช่างซ่อมเครื่องรวมกันเดือนละ 60,000 บาท

เมื่อปันส่วนตามจำนวนชิ้นงาน 10,000 ตัว จะได้ต้นทุนแรงงานทางอ้อมเพิ่มอีกตัวละ 6 บาท รวมต้นทุนแรงงานทั้งหมดต่อตัวเท่ากับ 24 บาท หากโรงงานเสนอราคาค่าแรง CMT ให้ลูกค้าเพียงตัวละ 20

บาทโดยไม่ได้รวมต้นทุนแรงงานทางอ้อม

จะขาดทุนจากงานนี้ทันทีตัวละ 4 บาท คูณ 10,000 ตัวเท่ากับขาดทุน 40,000 บาทต่อเดือน

ภาษีและประกันสังคมที่เกี่ยวข้องกับค่าแรงเหมาชิ้น

ค่าแรงเหมาชิ้นที่จ่ายให้พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือน โรงงานมีหน้าที่หักภาษี ณ

ที่จ่ายและนำส่งเงินสมทบประกันสังคมตามฐานเงินได้ที่พนักงานได้รับจริงในแต่ละเดือน

แม้จะจ่ายเป็นค่าแรงเหมาชิ้นแทนเงินเดือนคงที่ก็ตาม โรงงานจึงควรมีระบบบันทึกจำนวนชิ้นงานและค่าแรงของพนักงานแต่ละคนรายเดือนอย่างละเอียด เพื่อคำนวณฐานภาษีและประกันสังคมได้ถูกต้อง

หากมีการจ้างช่างเย็บอิสระที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำมารับงานเสริมช่วงพีค ควรตรวจสอบสถานะและอัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

เพราะอาจเข้าข่ายเงินได้คนละประเภทกับลูกจ้างประจำ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดต้นทุนแรงงานเฉพาะค่าแรงเหมาชิ้นทางตรง ไม่ปันส่วนเงินเดือนหัวหน้าไลน์และ QC เข้าต้นทุนต่อชิ้น ทำให้ต้นทุนต่ำกว่าจริง
  • ไม่ทบทวนอัตราค่าแรงเหมาชิ้นเมื่อมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่คำนวณไว้ในใบเสนอราคาเดิม
  • ไม่มีระบบบันทึกจำนวนชิ้นงานต่อพนักงานรายวัน ทำให้คำนวณค่าแรงและฐานประกันสังคมผิดพลาด
  • ปะปนพนักงานประจำกับช่างเย็บอิสระที่รับงานเสริม โดยใช้อัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายเดียวกันทั้งหมด
  • ไม่แยกต้นทุนตามแบบสินค้าที่มีความซับซ้อนต่างกัน ทำให้เสื้อผ้าแบบยากถูกคิดต้นทุนเท่ากับแบบง่าย

การควบคุมของเสียและงานที่ต้องแก้ไข (Rework)

ในกระบวนการตัดเย็บมักมีชิ้นงานที่เย็บผิดพลาดหรือคุณภาพไม่ผ่านมาตรฐานและต้องนำกลับมาแก้ไข (Rework)

โรงงานควรบันทึกต้นทุนแรงงานที่ใช้ในการแก้ไขงานเหล่านี้แยกต่างหากจากต้นทุนการผลิตปกติ

เพื่อวิเคราะห์ว่าไลน์ผลิตหรือพนักงานคนใดมีอัตรางานเสียสูงผิดปกติ และนำไปปรับปรุงกระบวนการฝึกอบรมหรือควบคุมคุณภาพ หากไม่แยกต้นทุนส่วนนี้ออกมา

ต้นทุนแรงงานต่อชิ้นที่แท้จริงจะสูงกว่าที่บันทึกในระบบบัญชีอย่างมาก

การจัดทำใบเสนอราคา CMT ให้สะท้อนต้นทุนจริง

เมื่อโรงงานได้ต้นทุนแรงงานต่อชิ้นที่แม่นยำแล้ว ควรนำมาบวกกับค่าโสหุ้ยโรงงานและกำไรที่ต้องการ ก่อนเสนอราคา CMT ให้ลูกค้าแบรนด์เสื้อผ้า

การมีข้อมูลต้นทุนที่ชัดเจนยังช่วยให้โรงงานสามารถต่อรองราคากับลูกค้าได้อย่างมีหลักฐานรองรับ

แทนที่จะตั้งราคาตามความรู้สึกหรือราคาตลาดคู่แข่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจนำไปสู่การรับงานที่ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

โรงงานตัดเย็บควรทำ Time Study เพื่อกำหนดอัตราค่าแรงเหมาชิ้นตามขั้นตอนจริง จัดทำระบบบันทึกจำนวนชิ้นงานต่อพนักงานรายวัน

และปันส่วนเงินเดือนพนักงานทางอ้อมเข้าต้นทุนต่อชิ้นอย่างสม่ำเสมอ

ทบทวนอัตราต้นทุนทุกครั้งที่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำหรือรับงานแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนต่างจากเดิม

และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีต้นทุนเพื่อวางระบบคำนวณต้นทุนที่แม่นยำและใช้ตั้งราคาได้อย่างมั่นใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ระบบ CMT คืออะไร ต่างจากรับตัดเย็บทั่วไปอย่างไร

CMT คือ Cut-Make-Trim หมายถึงโรงงานรับตัด เย็บ และตกแต่งชิ้นงานตามแบบและวัตถุดิบที่ลูกค้าจัดหาให้ โดยรายได้ของโรงงานมาจากค่าแรงในการผลิตเท่านั้น ไม่ได้ลงทุนซื้อผ้าเอง

ต้นทุนแรงงานทางอ้อมต้องปันส่วนเข้าต้นทุนต่อชิ้นด้วยหรือไม่

ต้องปันส่วน เพราะเงินเดือนหัวหน้าไลน์ QC และช่างซ่อมเครื่องจักรเป็นต้นทุนที่จำเป็นต่อการผลิต หากไม่ปันส่วนเข้าไปจะทำให้ต้นทุนต่อชิ้นต่ำกว่าความเป็นจริง

ค่าแรงเหมาชิ้นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและประกันสังคมหรือไม่

ค่าแรงเหมาชิ้นที่จ่ายให้พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งเงินสมทบประกันสังคมตามฐานเงินได้จริงเช่นเดียวกับเงินเดือน

งานที่ต้องแก้ไข (Rework) ควรบันทึกต้นทุนอย่างไร

ควรบันทึกแยกต่างหากจากต้นทุนการผลิตปกติ เพื่อวิเคราะห์อัตรางานเสียและนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิต หากไม่แยกจะทำให้ต้นทุนแรงงานต่อชิ้นที่แท้จริงถูกซ่อนอยู่ในตัวเลขรวม

จ้างช่างเย็บอิสระมาช่วยงานช่วงพีค ต้องหักภาษีอย่างไร

ควรตรวจสอบสถานะว่าเป็นผู้รับจ้างอิสระหรือลูกจ้างประจำ เพราะอาจเข้าข่ายเงินได้คนละประเภทและมีอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายต่างจากพนักงานประจำ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

ทำไมต้องทบทวนอัตราค่าแรงเหมาชิ้นเมื่อค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้น

เพราะหากไม่ปรับอัตราค่าแรงเหมาชิ้นให้สอดคล้อง ต้นทุนแรงงานจริงจะสูงกว่าที่คำนวณไว้ในใบเสนอราคาเดิม ทำให้กำไรที่ควรได้ลดลงหรือขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

Time Study หรือ SAM มีประโยชน์อย่างไรกับการคิดต้นทุน

ช่วยกำหนดเวลามาตรฐานที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนการผลิต ทำให้กำหนดอัตราค่าแรงเหมาชิ้นที่เหมาะสมและเป็นธรรม เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการคำนวณต้นทุนต่อชิ้นที่แม่นยำ

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้