คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุดคือ จะดีกว่าไหมถ้าย้ายไปทำในนามบริษัท หรือทำในนามส่วนตัวแบบเดิมก็พอ คำตอบขึ้นอยู่กับระดับรายได้ โครงสร้างค่าใช้จ่าย และเป้าหมายระยะยาวของธุรกิจ
ทำไมการเลือกโครงสร้างธุรกิจจึงมีผลต่อภาษีอย่างมาก
ระบบภาษีไทยแยกการเก็บภาษีระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลออกจากกันอย่างชัดเจน อัตราภาษีและรายการหักที่ยอมให้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปี การเลือกโครงสร้างที่เหมาะสมจึงเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการเริ่มต้นหรือพัฒนาธุรกิจ
โครงสร้างภาษีของบุคคลธรรมดา (เจ้าของคนเดียว / ห้างหุ้นส่วนสามัญ)
บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้จากธุรกิจจะถูกเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0% ถึง 35% โดยอัตราสูงสุด 35% จะใช้กับเงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 - 150,000 | ได้รับการยกเว้น |
| 150,001 - 300,000 | 5% |
| 300,001 - 500,000 | 10% |
| 500,001 - 750,000 | 15% |
| 750,001 - 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 - 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 - 5,000,000 | 30% |
| มากกว่า 5,000,000 | 35% |
สำหรับธุรกิจประเภทที่มิใช่การรับจ้างทำของหรือวิชาชีพอิสระ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงหรือแบบเหมา 60% ของรายรับ (แล้วแต่ประเภทเงินได้ 8 ประเภทตาม ม.40)
โครงสร้างภาษีของบริษัทจำกัด (นิติบุคคล)
บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจะเสียภาษีนิติบุคคล (CIT) โดยอัตราสำหรับ SME ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี มีดังนี้
- กำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท: อัตรา 0%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%
แต่ทั้งนี้ เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น จะถูกหักภาษีเงินปันผล 10% ณ ที่จ่ายอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ต้องคำนวณภาษีรวม 2 ชั้น
ตัวอย่างเปรียบเทียบกำไรสุทธิ 2 ล้านบาท
สมมติว่าธุรกิจมีกำไรสุทธิ (หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว) 2,000,000 บาทต่อปี และเจ้าของต้องการรับเงินเข้ากระเป๋าตัวเองทั้งหมด
| รายการ | บุคคลธรรมดา | บริษัทจำกัด |
|---|---|---|
| กำไร / เงินได้สุทธิก่อนภาษี | 2,000,000 | 2,000,000 |
| ภาษีชั้นแรก | ~392,500 (ภาษีบุคคลธรรมดา) | 255,000 (CIT SME) |
| เงินหลังภาษีชั้นแรก | 1,607,500 | 1,745,000 |
| ภาษีเงินปันผล 10% | ไม่มี | 174,500 |
| เงินเข้ากระเป๋าจริง | 1,607,500 | 1,570,500 |
| ภาษีรวมทั้งหมด | 392,500 | 429,500 |
จากตัวอย่างนี้ พบว่าสำหรับกำไร 2 ล้านบาท การทำในนามบุคคลธรรมดาอาจเสียภาษีน้อยกว่าเล็กน้อย หากไม่มีการวางแผนภาษีเพิ่มเติม
เมื่อไหร่ที่บริษัทจำกัดมีความได้เปรียบ
บริษัทจำกัดจะได้เปรียบกว่าอย่างชัดเจนในกรณีต่อไปนี้
- รายได้สูงเกิน 5 ล้านบาท: อัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะขึ้นถึง 30-35% ขณะที่ CIT SME ยังอยู่ที่ 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3 ล้าน ทำให้ประหยัดภาษีได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ไม่ต้องการเบิกกำไรออกทั้งหมด: หากกำไรบางส่วนยังอยู่ในบริษัทเพื่อนำไปลงทุนต่อ จะไม่เสียภาษีเงินปันผล ทำให้ภาระภาษีรวมต่ำกว่ามาก
- จ่ายเงินเดือนตัวเองและคนในครอบครัว: เงินเดือนที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ช่วยลดกำไรที่ต้องเสีย CIT และเจ้าของได้รับสิทธิ์หักค่าลดหย่อนส่วนตัวตามกฎหมายภาษีบุคคลธรรมดาอีกด้วย
- ต้องการความน่าเชื่อถือและสัญญากับลูกค้าองค์กร: แม้ไม่ใช่เรื่องภาษีโดยตรง แต่การเป็นบริษัทจำกัดมีผลต่อโอกาสทางธุรกิจที่ส่งผลต่อรายได้ระยะยาว
ข้อได้เปรียบของบุคคลธรรมดา
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำกว่า ไม่มีค่าทำบัญชีรายปีและค่าสอบบัญชี
- ขั้นตอนภาษีง่ายกว่า ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ปีละครั้ง
- รายได้ไม่สูงมาก (ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี) มักเสียภาษีน้อยกว่า
ตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ
ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับทุกคน การตัดสินใจขึ้นอยู่กับ: ระดับกำไรสุทธิต่อปี สัดส่วนกำไรที่ต้องการเบิกออกจริง ความต้องการด้านสินเชื่อและการขยายธุรกิจ ประเภทของลูกค้าและคู่ค้า และค่าใช้จ่ายในการบริหารบริษัท ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อวิเคราะห์ตัวเลขของตัวเองก่อนตัดสินใจ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ประกอบธุรกิจในนามบริษัท vs บุคคลธรรมดา: ภาระภาษีรวมต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
กำไรเท่าไหร่ถึงควรเปลี่ยนมาทำในนามบริษัท?
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปหากกำไรสุทธิเกิน 3-5 ล้านบาทต่อปีและไม่ต้องการเบิกออกทั้งหมด บริษัทจำกัดมักได้เปรียบด้านภาษีรวม ควรคำนวณกับนักบัญชีเพื่อเปรียบเทียบตัวเลขจริง
บุคคลธรรมดาสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่?
ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ตามมาตรา 40 เช่น เงินได้ประเภท 8 (ธุรกิจทั่วไป) หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงหรือแบบเหมา 60% แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า แต่บริษัทสามารถหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้จริงโดยมีเอกสารครบถ้วน
ภาษีเงินปันผลกระทบอย่างไรเมื่อทำในนามบริษัท?
เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล จะถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% ทำให้ภาษีรวมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหากยังไม่เบิกกำไรออก จะไม่เสียภาษีปันผล ทำให้บริษัทที่ต้องการสะสมทุนได้เปรียบกว่า
สามารถย้ายจากบุคคลธรรมดามาเป็นบริษัทได้ไหม?
ได้ แต่ต้องจดทะเบียนบริษัทใหม่และโอนสินทรัพย์/สัญญาต่าง ๆ มายังบริษัท ซึ่งอาจมีผลทางภาษีและกฎหมายที่ต้องพิจารณาก่อน เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหากมีทรัพย์สิน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
บริษัทเสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมเมื่อเทียบกับบุคคลธรรมดา?
บริษัทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าทำบัญชีรายเดือน ค่าสอบบัญชีรายปี ค่าจดทะเบียนและค่าต่ออายุ ต้นทุนเหล่านี้ต้องนำมาหักออกจากประโยชน์ด้านภาษีเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนรวมที่แท้จริง
ห้างหุ้นส่วนสามัญเสียภาษีอย่างไร ต่างจากบริษัทไหม?
ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนเสียภาษีในฐานะบุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า ส่วนห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนจำกัดเสียภาษีเหมือนบริษัทจำกัด คือ CIT ตามอัตราปกติ ควรตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนเลือกรูปแบบ