คำตอบสั้น ๆ คือ ต้องนำต้นทุนการกู้ยืมมารวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ตามมาตรฐาน TAS 23 เมื่อเงินกู้นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการก่อสร้างหรือจัดหาสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไอง Qualifying Asset

คือสินทรัพย์ที่ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรเพื่อให้พร้อมใช้งานหรือขาย เช่น อาคารระหว่างก่อสร้าง หรือเครื่องจักรที่สั่งผลิตพิเศษ

ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ลักษณะนี้ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันทีตามปกติ

คำตอบสั้น ๆ คือ ต้องนำต้นทุนการกู้ยืมมารวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ตามมาตรฐาน TAS 23 เมื่อเงินกู้นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการก่อสร้างหรือจัดหาสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข Qualifying Asset

คือสินทรัพย์ที่ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรเพื่อให้พร้อมใช้งานหรือขาย เช่น อาคารระหว่างก่อสร้าง หรือเครื่องจักรที่สั่งผลิตพิเศษ

ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ลักษณะนี้ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันทีตามปกติ

สารบัญบทความ
  1. ต้นทุนการกู้ยืมคืออะไร
  2. Qualifying Asset คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ
  3. เงื่อนไขการเริ่มต้นและหยุด Capitalize ต้นทุนการกู้ยืม
  4. วิธีคำนวณต้นทุนการกู้ยืมที่ต้อง Capitalize
  5. ตัวอย่างการคำนวณ
  6. ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ต้นทุนการกู้ยืมคืออะไร

ต้นทุนการกู้ยืม (Borrowing Costs) ตามมาตรฐาน TAS 23 หมายถึง ดอกเบี้ยและต้นทุนอื่นที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินของกิจการ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว

ค่าธรรมเนียมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืม

ผลต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้ยืมสกุลต่างประเทศในส่วนที่ถือเป็นการปรับปรุงต้นทุนดอกเบี้ย และค่าตัดจำหน่ายส่วนลดหรือส่วนเกินมูลค่าที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืม หลักการสำคัญของ

TAS 23

คือการพิจารณาว่าต้นทุนเหล่านี้ควรรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทันที หรือควรนำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินทรัพย์ (Capitalization)

Qualifying Asset คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

Qualifying Asset หมายถึง สินทรัพย์ที่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร (Substantial Period of Time) ในการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์หรือเพื่อขาย เช่น

อาคารสำนักงานหรือโรงงานระหว่างก่อสร้าง

เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ต้องสั่งผลิตและติดตั้งเป็นเวลานาน หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายที่อยู่ระหว่างการพัฒนา สินทรัพย์ที่พร้อมใช้งานหรือขายได้ทันทีที่ซื้อมา เช่น

สินค้าคงเหลือที่ผลิตซ้ำเป็นประจำในระยะเวลาสั้น

หรือสินทรัพย์ที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม จะไม่เข้าเงื่อนไขเป็น Qualifying Asset และไม่ต้องนำต้นทุนการกู้ยืมมารวมเป็นต้นทุน

เงื่อนไขการเริ่มต้นและหยุด Capitalize ต้นทุนการกู้ยืม

มาตรฐาน TAS 23 กำหนดให้กิจการเริ่มนำต้นทุนการกู้ยืมมารวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์เมื่อเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อพร้อมกัน คือ มีรายจ่ายเกี่ยวกับสินทรัพย์นั้นเกิดขึ้นแล้ว

มีต้นทุนการกู้ยืมเกิดขึ้นแล้ว

และกิจการกำลังดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นเพื่อเตรียมสินทรัพย์ให้พร้อมใช้งานหรือขาย ส่วนการหยุด Capitalize

จะเกิดขึ้นเมื่อกิจกรรมส่วนใหญ่ที่จำเป็นในการเตรียมสินทรัพย์ให้พร้อมใช้งานเสร็จสิ้นแล้ว แม้ว่างานตกแต่งเล็กน้อยจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม

และหากมีการหยุดพัฒนาสินทรัพย์เป็นระยะเวลานานผิดปกติ (ไม่ใช่การหยุดชั่วคราวตามความจำเป็นทางเทคนิคหรือทางธุรกิจ) กิจการต้องหยุด Capitalize ต้นทุนการกู้ยืมในช่วงที่หยุดพัฒนานั้นด้วย

วิธีคำนวณต้นทุนการกู้ยืมที่ต้อง Capitalize

การคำนวณแบ่งเป็น 2 กรณีหลัก

  • กรณีกู้ยืมเฉพาะเจาะจงสำหรับสินทรัพย์นั้น (Specific Borrowing): ให้นำดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจริงจากเงินกู้ก้อนนั้นมารวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ทั้งจำนวน หักด้วยรายได้จากการนำเงินกู้ที่ยังไม่ได้ใช้ไปลงทุนชั่วคราว เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารระหว่างรอเบิกใช้เงินกู้
  • กรณีใช้เงินกู้ยืมทั่วไปของกิจการ (General Borrowing): ต้องคำนวณอัตราการตั้งขึ้นเป็นทุน (Capitalization Rate) จากถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของต้นทุนการกู้ยืมทั้งหมดที่มีอยู่ในระหว่างงวด แล้วนำอัตรานั้นไปคูณกับรายจ่ายสะสมของสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขในแต่ละช่วงเวลา โดยจำนวนต้นทุนการกู้ยืมที่ Capitalize ได้ต้องไม่เกินต้นทุนการกู้ยืมทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงในงวดนั้น

ตัวอย่างการคำนวณ

สมมติบริษัทแห่งหนึ่งกู้เงินเฉพาะเจาะจง 10,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี เพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ โดยเบิกใช้เงินกู้ทันทีทั้งจำนวนตั้งแต่ต้นปี

และนำเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ 2,000,000 บาทไปฝากประจำได้ดอกเบี้ย 40,000

บาทระหว่างที่รอเบิกจ่ายค่าก่อสร้าง

รายการจำนวนเงิน (บาท)
ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดขึ้นทั้งปี (10,000,000 x 6%)600,000
หัก ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากระหว่างรอเบิกจ่าย(40,000)
ต้นทุนการกู้ยืมสุทธิที่ต้อง Capitalize เข้าต้นทุนโรงงาน560,000

*ตัวเลขข้างต้นเป็นตัวอย่างประกอบหลักการเท่านั้น การคำนวณจริงต้องพิจารณาระยะเวลาการก่อสร้างและจังหวะเบิกจ่ายเงินกู้ตามข้อเท็จจริงของแต่ละโครงการ

ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล

การนำดอกเบี้ยเงินกู้มารวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ตามหลักบัญชีมีผลต่อจังหวะเวลาการรับรู้ค่าใช้จ่ายทางภาษีด้วย เพราะดอกเบี้ยที่ Capitalize แล้วจะไม่ถูกรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทันที

แต่จะทยอยรับรู้ผ่านค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ในอนาคต

ซึ่งอาจแตกต่างจากมุมมองทางภาษีในบางกรณี กิจการควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าดอกเบี้ยที่ Capitalize เข้าต้นทุนสินทรัพย์นั้น

กรมสรรพากรยอมรับให้ทยอยหักเป็นรายจ่ายผ่านค่าเสื่อมราคาตามหลักบัญชีหรือไม่

เพื่อวางแผนภาษีให้สอดคล้องกันทั้งสองด้าน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • Capitalize ดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Qualifying Asset: เช่น นำดอกเบี้ยเงินกู้หมุนเวียนทั่วไปมารวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ทั้งที่ไม่ได้ใช้เงินกู้นั้นเพื่อก่อสร้างหรือจัดหาสินทรัพย์โดยตรง
  • ลืมหักดอกเบี้ยรับจากเงินกู้ที่ยังไม่ได้ใช้: ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมที่ Capitalize สูงเกินความเป็นจริงในกรณีกู้ยืมเฉพาะเจาะจง
  • ไม่หยุด Capitalize เมื่อโครงการหยุดชะงักเป็นเวลานาน: เช่น โครงการก่อสร้างหยุดชะงักเพราะปัญหาทางการเงินหรือข้อพิพาทกับผู้รับเหมาเป็นเวลานานผิดปกติ แต่ยังคงบันทึกดอกเบี้ยเข้าต้นทุนสินทรัพย์ต่อเนื่อง
  • คำนวณอัตราการตั้งขึ้นเป็นทุนผิดพลาด: กรณีใช้เงินกู้ยืมทั่วไปหลายก้อนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่างกัน แต่ไม่ได้ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามยอดเงินกู้คงค้างจริง
  • ไม่หยุด Capitalize เมื่อสินทรัพย์พร้อมใช้งานแล้ว: ยังคงรวมดอกเบี้ยเข้าต้นทุนต่อไปแม้กิจกรรมหลักในการเตรียมสินทรัพย์เสร็จสิ้นแล้ว ทำให้ต้นทุนสินทรัพย์สูงเกินจริง

แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่

ผู้ประกอบการที่กำลังก่อสร้างอาคาร โรงงาน หรือสั่งผลิตเครื่องจักรขนาดใหญ่โดยใช้เงินกู้ยืม ควรแยกบัญชีเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้นออกจากเงินกู้ยืมทั่วไปตั้งแต่ต้น

เพื่อให้คำนวณต้นทุนการกู้ยืมที่ต้อง Capitalize

ได้ชัดเจนและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย ควรจัดทำตารางบันทึกวันที่เริ่มเบิกจ่ายเงินกู้ วันที่โครงการแล้วเสร็จพร้อมใช้งาน และช่วงเวลาที่โครงการหยุดชะงัก (ถ้ามี)

เพื่อใช้อ้างอิงในการคำนวณและปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนปิดงบการเงินทุกครั้งที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ระหว่างปี

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

การตัดสินใจว่าดอกเบี้ยเงินกู้ก้อนใดควร Capitalize เข้าต้นทุนสินทรัพย์หรือควรรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทันที

มีผลต่อทั้งกำไรที่รายงานในงบการเงินและมูลค่าสินทรัพย์ที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน

ผู้ประกอบการที่มีโครงการก่อสร้างหรือลงทุนสินทรัพย์ขนาดใหญ่โดยใช้เงินกู้ยืม ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มโครงการเพื่อวางระบบติดตามต้นทุนการกู้ยืมให้ถูกต้องตามมาตรฐาน TAS 23

และประสานกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนผลกระทบทางภาษีควบคู่กันไป

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

TAS 23 กำหนดให้ Capitalize ต้นทุนการกู้ยืมเมื่อไร

เมื่อต้นทุนการกู้ยืมนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการก่อสร้างหรือจัดหาสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไข Qualifying Asset คือสินทรัพย์ที่ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรจึงจะพร้อมใช้งานหรือขายได้

และต้องเข้าเงื่อนไขทั้งการมีรายจ่าย ต้นทุนการกู้ยืม

และกิจกรรมเตรียมสินทรัพย์เกิดขึ้นพร้อมกัน

Qualifying Asset คืออะไร

คือสินทรัพย์ที่ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรในการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้งานหรือขาย เช่น อาคารระหว่างก่อสร้าง เครื่องจักรที่สั่งผลิตพิเศษ

หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างพัฒนา ไม่รวมสินทรัพย์ที่พร้อมใช้งานได้ทันที

กู้เงินทั่วไปของกิจการมาใช้ก่อสร้างบางส่วน คำนวณ Capitalize อย่างไร

ต้องคำนวณอัตราการตั้งขึ้นเป็นทุนจากถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของต้นทุนการกู้ยืมทั้งหมดที่มีอยู่ในงวดนั้น แล้วนำไปคูณกับรายจ่ายสะสมของสินทรัพย์ โดยจำนวนที่ Capitalize

ได้ต้องไม่เกินต้นทุนการกู้ยืมจริงที่เกิดขึ้นทั้งงวด

เมื่อไรต้องหยุด Capitalize ต้นทุนการกู้ยืม

เมื่อกิจกรรมส่วนใหญ่ที่จำเป็นในการเตรียมสินทรัพย์ให้พร้อมใช้งานหรือขายเสร็จสิ้นแล้ว

หรือเมื่อโครงการหยุดพัฒนาเป็นระยะเวลานานผิดปกติที่ไม่ใช่การหยุดชั่วคราวตามความจำเป็นทางเทคนิคหรือธุรกิจ

ดอกเบี้ยรับจากเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกใช้ต้องนำมาหักหรือไม่

ต้องนำมาหักออกจากต้นทุนการกู้ยืมที่จะ Capitalize ในกรณีกู้ยืมเฉพาะเจาะจงสำหรับสินทรัพย์นั้น เช่น

ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ได้จากการนำเงินกู้ที่ยังไม่ได้ใช้ไปฝากประจำระหว่างรอเบิกจ่าย

ดอกเบี้ยที่ Capitalize เข้าต้นทุนสินทรัพย์ หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ทันทีหรือไม่

โดยทั่วไปจะทยอยรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีผ่านค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ตามหลักบัญชี แต่รายละเอียดอาจแตกต่างกันตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนยื่นแบบ

SME ที่ก่อสร้างโรงงานด้วยเงินกู้ควรเตรียมเอกสารอะไรบ้าง

ควรแยกบัญชีเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ บันทึกวันที่เริ่มเบิกจ่าย วันที่โครงการแล้วเสร็จ และช่วงเวลาที่หยุดชะงัก (ถ้ามี) เพื่อใช้คำนวณต้นทุนการกู้ยืมที่ต้อง Capitalize

ได้ถูกต้องและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย

ถ้ากำลังเตรียมข้อมูลเพื่อยื่นธนาคารหรือคุยกับผู้ลงทุน การตรวจสุขภาพกิจการแบบละเอียดจะช่วยให้เห็นจุดที่ควรปรับปรุงก่อนนำตัวเลขไปใช้จริง