ผู้จำหน่ายอาหารเสริมแบบเครือข่าย (MLM) มักสับสนว่ารายได้ที่ได้รับจากบริษัทแม่ทั้งค่าคอมมิชชั่นขายตรง โบนัสทีมงาน และส่วนต่างจากการซื้อขายสินค้า ต้องเสียภาษีแบบเดียวกันหรือไม่

คำตอบสั้นๆ คือรายได้แต่ละประเภทมีลักษณะทางภาษีต่างกัน

จึงต้องแยกบันทึกให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ธุรกิจขายตรงแบบเครือข่าย (Multi-Level Marketing หรือ MLM) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเติบโตอย่างต่อเนื่องในไทย ผู้จำหน่ายอิสระจำนวนมากเริ่มต้นจากการขายสินค้าให้คนรู้จัก

แล้วขยายเป็นทีมงานขนาดใหญ่ที่มีรายได้หลายทาง

ทั้งกำไรจากการขายสินค้าตรงหน้า ค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายของทีมงานในสาย (ดาวน์ไลน์) และโบนัสพิเศษตามตำแหน่งหรือยอดรวมทั้งเครือข่าย

ปัญหาคือหลายคนไม่รู้ว่ารายได้แต่ละก้อนนี้ต้องนำไปยื่นภาษีอย่างไร และบริษัทแม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายให้หรือไม่

สารบัญบทความ
  1. แยกประเภทรายได้ของนักธุรกิจเครือข่าย
  2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย บริษัทแม่ต้องหักให้หรือไม่
  3. ต้องยื่นภาษีเองหรือไม่ หากมีรายได้หลายทาง
  4. ควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. การหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่าย
  8. การวางแผนภาษีเมื่อทีมงานเติบโตขึ้น
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

แยกประเภทรายได้ของนักธุรกิจเครือข่าย

รายได้ของผู้จำหน่ายอิสระ MLM มักแบ่งได้เป็นสามกลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มมีลักษณะทางภาษีต่างกัน

  • กำไรจากการซื้อมาขายไป: เมื่อผู้จำหน่ายซื้อสินค้าจากบริษัทแม่ในราคาสมาชิกแล้วนำไปขายต่อให้ลูกค้าในราคาปลีก ส่วนต่างที่ได้ถือเป็นรายได้จากการค้าขาย (เงินได้ประเภทที่ 40(8))
  • ค่าคอมมิชชั่นและโบนัสจากยอดขายทีมงาน: เงินที่บริษัทแม่จ่ายให้ตามผลงานยอดขายของดาวน์ไลน์ในสาย มักถือเป็นเงินได้จากการรับจ้างทำงานให้หรือค่านายหน้า (เงินได้ประเภทที่ 40(2) หรือ 40(8) ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาที่ทำกับบริษัท)
  • รางวัลหรือสิ่งจูงใจพิเศษ: เช่น ทริปท่องเที่ยว รถยนต์ หรือของรางวัลตามยอดขาย ซึ่งถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมูลค่าตลาดมารวมคำนวณภาษีด้วย

เนื่องจากลักษณะสัญญาของแต่ละบริษัทแม่ MLM อาจกำหนดประเภทเงินได้แตกต่างกัน

จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสอบถามฝ่ายบัญชีของบริษัทแม่โดยตรงว่าเอกสารที่ออกให้ระบุประเภทเงินได้อย่างไร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย บริษัทแม่ต้องหักให้หรือไม่

โดยทั่วไป เมื่อบริษัทแม่จ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือโบนัสให้ผู้จำหน่ายอิสระที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

(ใบ 50 ทวิ) ให้ผู้จำหน่ายทุกครั้ง ผู้จำหน่ายควรเก็บใบ 50 ทวิ

ทุกใบไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี เพราะภาษีที่ถูกหักไว้นี้สามารถนำไปเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระจริงตอนสิ้นปีได้ อัตราการหักภาษี ณ

ที่จ่ายที่แน่นอนขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และลักษณะสัญญา

จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือสอบถามจากบริษัทแม่โดยตรง

ต้องยื่นภาษีเองหรือไม่ หากมีรายได้หลายทาง

ผู้จำหน่ายอิสระ MLM ที่มีรายได้จากบริษัทแม่ถือเป็นผู้มีเงินได้ที่ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตนเอง แม้บริษัทแม่จะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วก็ตาม เพราะการหักภาษี ณ

ที่จ่ายเป็นเพียงการชำระภาษีล่วงหน้าบางส่วน ไม่ใช่การยื่นภาษีแทนกัน

ผู้จำหน่ายต้องนำรายได้ทั้งหมดในรอบปีมารวมคำนวณกับเงินได้อื่น (หากมี) แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ตามประเภทเงินได้ให้ครบถ้วน

ประเภทรายได้ลักษณะเงินได้สิ่งที่ต้องเก็บ
กำไรจากการขายสินค้าตรงหน้าเงินได้ประเภทที่ 40(8)ใบเสร็จซื้อจากบริษัทแม่ ใบเสร็จขายให้ลูกค้า
ค่าคอมมิชชั่น/โบนัสทีมเงินได้ประเภทที่ 40(2) หรือ 40(8)ใบ 50 ทวิ จากบริษัทแม่ทุกรอบจ่าย
รางวัลพิเศษ (ทริป รถ ของรางวัล)เงินได้ตามมูลค่าตลาดของรางวัลเอกสารแจ้งมูลค่ารางวัลจากบริษัทแม่

ควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่

สำหรับนักธุรกิจเครือข่ายที่มีรายได้เติบโตจนมีทีมงานขนาดใหญ่และรายได้รวมต่อปีสูงมาก การเปรียบเทียบระหว่างการทำในนามบุคคลธรรมดากับการจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นเรื่องที่ควรพิจารณา

เพราะอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดอาจสูงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคล SME เมื่อกำไรถึงระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทแม่ MLM

หลายแห่งมีเงื่อนไขสัญญาที่ผูกกับตัวบุคคลผู้จำหน่ายเท่านั้น ไม่สามารถโอนสิทธิ์ไปยังนิติบุคคลได้

จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญากับบริษัทแม่ก่อนตัดสินใจ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่ยื่นภาษีเงินได้ประจำปีเพราะเข้าใจผิดว่าบริษัทแม่หักภาษี ณ ที่จ่ายให้แล้วถือว่าจบ ทั้งที่ยังต้องยื่นแบบและคำนวณภาษีเพิ่มเติมหรือขอคืนหากมี
  • ไม่เก็บใบ 50 ทวิ จากบริษัทแม่ครบทุกรอบ ทำให้ไม่มีหลักฐานเครดิตภาษีตอนยื่นแบบสิ้นปี
  • รวมรายได้ค่าคอมมิชชั่นกับรายได้ขายสินค้าเป็นก้อนเดียวโดยไม่แยกประเภทเงินได้ ทำให้กรอกแบบภาษีผิดหมวดและอาจเสียภาษีเกินหรือขาด
  • ไม่นำมูลค่ารางวัลพิเศษ เช่น ทริปท่องเที่ยวหรือรถยนต์ มารวมคำนวณเป็นเงินได้ ทำให้ยื่นภาษีไม่ครบถ้วน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

ผู้จำหน่ายอาหารเสริมรายหนึ่งมีรายได้จากกำไรขายสินค้าตรงหน้าประมาณ 400,000 บาทต่อปี และมีค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายทีมงานในสายอีกประมาณ 600,000 บาทต่อปี บริษัทแม่หักภาษี ณ

ที่จ่ายจากค่าคอมมิชชั่นและออกใบ 50 ทวิ ให้ทุกเดือน เมื่อถึงสิ้นปี

ผู้จำหน่ายนำรายได้ทั้งสองส่วนมารวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมแนบใบ 50 ทวิ ทั้งหมดเพื่อขอเครดิตภาษีที่ถูกหักไว้แล้ว

ทำให้คำนวณภาษีที่ต้องชำระเพิ่มหรือขอคืนได้ถูกต้องตามความเป็นจริง

การหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่าย

นักธุรกิจเครือข่ายที่ทำในนามบุคคลธรรมดาสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้แต่ละประเภท ซึ่งอาจเลือกหักตามจริงหากมีเอกสารครบถ้วน หรือหักแบบเหมาตามอัตราที่กำหนด

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เช่น

ค่าเดินทางไปพบลูกทีม ค่าจัดสัมมนาแนะนำสินค้า ค่าโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย หรือค่าตัวอย่างสินค้าที่แจกลูกค้า ควรเก็บใบเสร็จและหลักฐานการจ่ายเงินไว้ให้ครบ

เพื่อใช้ประกอบหากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง

เพราะบางครั้งการหักตามจริงอาจให้ผลประหยัดภาษีมากกว่าการหักแบบเหมา โดยเฉพาะนักธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายด้านการตลาดสูง

การวางแผนภาษีเมื่อทีมงานเติบโตขึ้น

เมื่อทีมงานในสายขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รายได้ค่าคอมมิชชั่นและโบนัสจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นักธุรกิจเครือข่ายควรเริ่มวางแผนภาษีล่วงหน้า เช่น ประมาณการรายได้รวมทั้งปีตั้งแต่ครึ่งปีแรก

เพื่อประเมินว่าจะอยู่ในอัตราภาษีขั้นบันไดระดับใด

และควรมีการวางแผนสำรองเงินสำหรับชำระภาษีปลายปีไว้ล่วงหน้า ไม่ควรใช้เงินที่ได้รับทั้งหมดโดยไม่กันส่วนหนึ่งไว้จ่ายภาษี

เพราะเมื่อถึงเวลายื่นแบบจริงอาจพบว่าต้องชำระภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมากจนกระทบสภาพคล่องส่วนตัว

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

นักธุรกิจเครือข่ายอาหารเสริมควรขอเอกสารสรุปรายได้ประจำปีและใบ 50 ทวิ จากบริษัทแม่ให้ครบทุกรอบ แยกบันทึกรายได้แต่ละประเภทให้ชัดเจน

และเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไว้เสมอ หากมีรายได้เติบโตจนซับซ้อน

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนยื่นแบบให้ถูกต้องและประเมินว่าควรเปลี่ยนโครงสร้างเป็นนิติบุคคลหรือไม่

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รายได้จากการขายอาหารเสริม MLM ต้องยื่นภาษีเองหรือไม่ ทั้งที่บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว?

ต้องยื่นเอง เพราะการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการชำระภาษีล่วงหน้าบางส่วน ผู้จำหน่ายต้องนำรายได้ทั้งหมดมารวมยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีและคำนวณภาษีให้ครบถ้วน

ค่าคอมมิชชั่นและโบนัสทีมงานถือเป็นเงินได้ประเภทใด?

มักถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 40(2) หรือ 40(8) ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาที่ทำกับบริษัทแม่ ควรตรวจสอบกับฝ่ายบัญชีของบริษัทแม่หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจน

รางวัลพิเศษ เช่น ทริปท่องเที่ยวหรือรถยนต์ ต้องเสียภาษีหรือไม่?

ต้องนำมูลค่าตลาดของรางวัลมารวมคำนวณเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แม้จะไม่ได้รับเป็นเงินสดโดยตรงก็ตาม

ใบ 50 ทวิ สำคัญอย่างไรสำหรับนักธุรกิจเครือข่าย?

ใบ 50 ทวิ เป็นหลักฐานยืนยันว่าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วเท่าไร ใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระจริงตอนยื่นแบบประจำปี หากไม่เก็บไว้จะเสียสิทธิเครดิตภาษีนี้

นักธุรกิจเครือข่ายควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อไร?

เมื่อรายได้รวมเติบโตสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดแพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคล SME แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญากับบริษัทแม่ก่อน เพราะบางสัญญาผูกสิทธิ์กับตัวบุคคลเท่านั้น

ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจเครือข่าย เช่น ค่าเดินทางหรือค่าสัมมนา หักภาษีได้หรือไม่?

หากทำในนามบุคคลธรรมดาสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงหากมีเอกสารครบถ้วน หรือหักแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ควรเก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไว้เสมอ

หากไม่แน่ใจว่ารายได้แต่ละประเภทต้องยื่นแบบไหน ควรทำอย่างไร?

ควรสอบถามเอกสารสรุปรายได้จากบริษัทแม่ให้ชัดเจนว่าแต่ละยอดจัดอยู่ในประเภทเงินได้ใด และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อยื่นแบบให้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากการยื่นผิดประเภท

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการยกระดับระบบบัญชีให้พร้อมบริหารมากขึ้น สามารถติดต่อขอคำปรึกษาบริการเสริมของ A Plus Me ได้ตามความเหมาะสม