คลินิกกายภาพบำบัดกีฬาที่ให้บริการนักกีฬาอาชีพ นักกีฬาสมัครเล่น หรือทีมกีฬาต่าง ๆ มีลักษณะเฉพาะทั้งเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การทำสัญญากับสโมสรหรือทีมกีฬา และภาษีที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้สรุปขั้นตอนจดทะเบียนธุรกิจ ใบอนุญาตที่ต้องมี

และการวางระบบภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มกิจการ

สารบัญบทความ
  1. รูปแบบธุรกิจคลินิกกายภาพบำบัดกีฬา
  2. ใบอนุญาตและใบประกอบวิชาชีพที่ต้องมี
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการกายภาพบำบัดกีฬา
  4. สัญญากับสโมสรกีฬาและภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. การบันทึกบัญชีสัญญาดูแลนักกีฬาระยะยาว
  8. อุปกรณ์และเครื่องมือกายภาพบำบัดกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  9. การบริหารความเสี่ยงด้านเอกสารเมื่อดูแลนักกีฬาต่างชาติ
  10. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  11. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

รูปแบบธุรกิจคลินิกกายภาพบำบัดกีฬา

คลินิกกายภาพบำบัดกีฬาแตกต่างจากคลินิกกายภาพบำบัดทั่วไปตรงที่มักมีลูกค้าเป็นนักกีฬาอาชีพ ทีมกีฬา หรือสโมสรกีฬาที่ต้องการดูแลนักกีฬาต่อเนื่องในรูปแบบสัญญาระยะยาว

นอกเหนือจากลูกค้าทั่วไปที่เข้ามารักษาอาการบาดเจ็บเป็นครั้งคราว

ผู้ที่ต้องการเปิดคลินิกลักษณะนี้ควรตัดสินใจตั้งแต่ต้นว่าจะจดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพราะหากมีแผนทำสัญญากับสโมสรกีฬาหรือองค์กรกีฬาขนาดใหญ่ การเป็นนิติบุคคล

มักช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการเจรจาสัญญา

และเปิดโอกาสรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกิจการ SME ได้มากกว่าการดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา

ใบอนุญาตและใบประกอบวิชาชีพที่ต้องมี

ผู้ให้บริการกายภาพบำบัดต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดตามกฎหมาย และหากคลินิกมีลักษณะเป็นสถานพยาบาลตามกฎหมายสถานพยาบาล

ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลเพิ่มเติมด้วย คลินิกกายภาพบำบัดกีฬาบางแห่งอาจมีบริการเสริม เช่น

การนวดกีฬา การให้คำแนะนำโภชนาการ หรือการฝึกความแข็งแรงเฉพาะทาง ซึ่งบริการเหล่านี้อาจไม่เข้าข่ายบริการกายภาพบำบัดทางการแพทย์โดยตรง

จึงต้องพิจารณาแยกประเภทใบอนุญาตและสถานะภาษีของแต่ละบริการให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการกายภาพบำบัดกีฬา

บริการกายภาพบำบัดเพื่อการรักษาพยาบาลของผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาตอาจเข้าข่ายได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย ในขณะที่บริการเสริมอื่น เช่น การฝึกความแข็งแรง

โปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อการกีฬาที่ไม่เข้าลักษณะการรักษาพยาบาล

หรือการขายอุปกรณ์กีฬาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มักต้องเสีย VAT ตามอัตราปกติ (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร) คลินิกที่มีรายได้จากส่วนที่ต้องเสีย VAT รวมกันเกิน 1.8

ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา

แม้รายได้บางส่วนจากการรักษาพยาบาลจะได้รับยกเว้นก็ตาม

ประเภทบริการแนวโน้มสถานะ VATข้อควรตรวจสอบ
กายภาพบำบัดรักษาอาการบาดเจ็บโดยแพทย์/นักกายภาพที่มีใบอนุญาตอาจเข้าข่ายยกเว้น VATต้องมีเวชระเบียนและใบวินิจฉัยรองรับ
โปรแกรมฝึกความแข็งแรง/ฟื้นฟูสมรรถภาพทั่วไปมักต้องเสีย VATแยกบันทึกจากบริการรักษาพยาบาล
ขายอุปกรณ์กีฬา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องเสีย VAT ตามปกติแยกบัญชีสินค้าจากบริการ

สัญญากับสโมสรกีฬาและภาษีหัก ณ ที่จ่าย

คลินิกที่ทำสัญญาดูแลนักกีฬาหรือทีมกีฬาแบบรายเดือนหรือรายปีกับสโมสรกีฬา ควรตรวจสอบว่าฝ่ายสโมสรมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการที่จ่ายให้คลินิกหรือไม่

ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาว่าเป็นค่าบริการวิชาชีพหรือค่าจ้างทำของ อัตราหัก ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรง เนื่องจากมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของสัญญาแต่ละฉบับ คลินิกควรขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ

ที่จ่ายทุกครั้งที่ได้รับเงินจากสโมสร

เพื่อนำมาใช้เป็นเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปี

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

คลินิกกายภาพบำบัดกีฬาแห่งหนึ่งทำสัญญาดูแลนักกีฬาของสโมสรฟุตบอลแบบรายเดือน มีรายได้จากสัญญานี้ปีละ 1.2 ล้านบาท

และมีรายได้จากลูกค้าทั่วไปที่เข้ามารักษาอาการบาดเจ็บและซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกปีละ 900,000 บาท เมื่อรวมรายได้ส่วนที่ต้องเสีย

VAT จากการขายผลิตภัณฑ์และโปรแกรมฝึกความแข็งแรงแล้วพบว่าใกล้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คลินิกจึงเริ่มวางแผนจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มล่วงหน้า

พร้อมตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าเงินที่ได้รับจากสโมสรฟุตบอลตามสัญญาถูกหักภาษี ณ

ที่จ่ายในอัตราที่ถูกต้องหรือไม่ และขอหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกเดือน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่แยกบันทึกรายได้บริการกายภาพบำบัดรักษาพยาบาลกับบริการเสริมความแข็งแรงทั่วไป
  • ไม่ตรวจสอบว่าเงินที่ได้รับจากสัญญาสโมสรกีฬาถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่ถูกต้องหรือไม่
  • ไม่ขอหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากสโมสรกีฬา ทำให้เสียสิทธิ์เครดิตภาษี
  • ไม่ติดตามยอดรายได้ส่วนที่ต้องเสีย VAT ทำให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้ากว่ากำหนด
  • ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดครบถ้วนสำหรับผู้ให้บริการทุกคนในคลินิก

การบันทึกบัญชีสัญญาดูแลนักกีฬาระยะยาว

สัญญาดูแลนักกีฬาแบบรายเดือนหรือรายปีมักมีลักษณะเป็นรายได้ที่รับรู้ตามงวดเวลาที่ให้บริการจริง คลินิกควรบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ให้บริการแต่ละเดือน

ไม่ใช่รับรู้รายได้ทั้งก้อนตั้งแต่วันเซ็นสัญญา

หากสัญญามีการจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นก้อนใหญ่ ควรใช้หลักการรายได้รับล่วงหน้าเช่นเดียวกับธุรกิจบริการอื่น และทยอยรับรู้ตามการให้บริการจริงในแต่ละเดือน

เพื่อให้งบการเงินสะท้อนผลดำเนินงานที่แท้จริง

อุปกรณ์และเครื่องมือกายภาพบำบัดกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

คลินิกกายภาพบำบัดกีฬามักต้องลงทุนเครื่องมือเฉพาะทางราคาสูง เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เครื่องอัลตราซาวด์บำบัด หรืออุปกรณ์ฝึกความแข็งแรงเฉพาะทาง

ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ถาวรที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานที่เหมาะสม

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์บางประเภทเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนของ SME หรือไม่ เช่น

การหักค่าเสื่อมราคาในอัตราเร่งสำหรับสินทรัพย์บางประเภทตามที่กรมสรรพากรกำหนด

ซึ่งควรตรวจสอบเงื่อนไขและอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนวางแผนจัดซื้อ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษีสูงสุดจากการลงทุนอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดูแลนักกีฬา

การบริหารความเสี่ยงด้านเอกสารเมื่อดูแลนักกีฬาต่างชาติ

คลินิกที่รับดูแลนักกีฬาต่างชาติในทีมกีฬาต่างประเทศที่มาแข่งขันหรือฝึกซ้อมในไทยชั่วคราว ควรระวังเรื่องการออกใบเสร็จและเอกสารภาษีให้ถูกต้องตามที่หน่วยงานต้นสังกัดของนักกีฬาต้องการ

เพราะบางสโมสรต่างชาติต้องการเอกสารประกอบการเบิกจ่ายค่ารักษาที่มีรายละเอียดครบถ้วน ทั้งชื่อผู้รับบริการ วันที่ให้บริการ และลักษณะการรักษาที่ชัดเจน

คลินิกควรมีแบบฟอร์มมาตรฐานสำหรับกรณีนี้โดยเฉพาะ

เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการรับชำระเงินจากสโมสรต่างประเทศ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ที่ต้องการเปิดคลินิกกายภาพบำบัดกีฬาควรขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและใบอนุญาตสถานพยาบาลให้ครบถ้วนก่อนเริ่มกิจการ

พร้อมวางระบบบัญชีแยกรายได้ตามประเภทบริการและติดตามยอดรายได้ที่ต้องเสีย VAT อย่างใกล้ชิด

หากมีสัญญากับสโมสรกีฬาควรตรวจสอบเงื่อนไขภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ชัดเจน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มกิจการ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คลินิกกายภาพบำบัดกีฬาต้องมีใบอนุญาตอะไรบ้าง

ผู้ให้บริการต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด และหากคลินิกมีลักษณะเป็นสถานพยาบาลตามกฎหมาย ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลเพิ่มเติมด้วย

บริการกายภาพบำบัดกีฬาได้รับยกเว้น VAT หรือไม่

บริการรักษาพยาบาลของผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาตอาจเข้าข่ายยกเว้น VAT แต่บริการเสริม เช่น โปรแกรมฝึกความแข็งแรงหรือขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มักต้องเสีย VAT ตามปกติ

สัญญากับสโมสรกีฬาต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาว่าเป็นค่าบริการวิชาชีพหรือค่าจ้างทำของ ควรตรวจสอบอัตราหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรง

ควรจดทะเบียนธุรกิจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

หากมีแผนทำสัญญากับสโมสรกีฬาหรือองค์กรกีฬาขนาดใหญ่ การเป็นนิติบุคคลมักช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและเปิดโอกาสรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกิจการ SME ได้มากกว่า

คลินิกต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้จากส่วนที่ต้องเสีย VAT เช่น บริการเสริมความแข็งแรงหรือขายผลิตภัณฑ์ รวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา

สัญญาดูแลนักกีฬาที่จ่ายเงินล่วงหน้าควรบันทึกบัญชีอย่างไร

ควรใช้หลักการรายได้รับล่วงหน้าและทยอยรับรู้เป็นรายได้ตามช่วงเวลาที่ให้บริการจริงในแต่ละเดือน ไม่ใช่รับรู้รายได้ทั้งก้อนตั้งแต่วันเซ็นสัญญา

ก่อนเปิดคลินิกกายภาพบำบัดกีฬา ควรเตรียมอะไรก่อน

ควรขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและใบอนุญาตสถานพยาบาลให้ครบ วางระบบบัญชีแยกรายได้ตามประเภทบริการ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเรื่องสัญญากับสโมสรกีฬาก่อนเริ่มกิจการ

หากต้องการดูแลบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น ลองศึกษาบริการบัญชี ภาษี และวางระบบการเงินสำหรับ SME ของ A Plus Me เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนงาน