ผู้ที่ต้องการเปิดบริษัทหลักทรัพย์เพื่อประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Broker) ต้องผ่านทั้งขั้นตอนจดทะเบียนนิติบุคคลตามปกติ

และขออนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ซึ่งมีเงื่อนไขทุนจดทะเบียนและมาตรฐานการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าธุรกิจทั่วไปมาก บทความนี้สรุปภาพรวมขั้นตอนที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนเริ่มดำเนินการ

สารบัญบทความ
  1. ธุรกิจหลักทรัพย์คืออะไร และทำไมต้องขอใบอนุญาตพิเศษ
  2. ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด (มหาชน) หรือบริษัทจำกัด
  3. ขั้นตอนที่ 2: เงื่อนไขทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ
  4. ขั้นตอนที่ 3: ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ต่อ ก.ล.ต.
  5. บัญชีและภาษีของบริษัทหลักทรัพย์
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ธุรกิจหลักทรัพย์คืออะไร และทำไมต้องขอใบอนุญาตพิเศษ

ธุรกิจหลักทรัพย์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ครอบคลุมกิจกรรมหลายประเภท เช่น การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage) การเป็นผู้ค้าหลักทรัพย์ (Dealing)

การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Underwriting) และการจัดการกองทุน

เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนของประชาชนจำนวนมากและมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนโดยรวม กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขอรับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.

ก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ

ต่างจากธุรกิจทั่วไปที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้วเริ่มดำเนินการได้ทันที

ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด (มหาชน) หรือบริษัทจำกัด

ก่อนยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ผู้ก่อตั้งต้องจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน โดยส่วนใหญ่บริษัทหลักทรัพย์ในไทยจะจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด

(บมจ.) หรือบริษัทจำกัด

ขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจว่าจะระดมทุนจากประชาชนในอนาคตหรือไม่

ขั้นตอนนี้ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของบริษัทให้ครอบคลุมการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ตามประเภทที่ต้องการขอใบอนุญาตให้ชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้ต้องแก้ไขวัตถุประสงค์ในภายหลัง

ขั้นตอนที่ 2: เงื่อนไขทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ

การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แต่ละประเภทมีเงื่อนไขทุนจดทะเบียนชำระแล้วขั้นต่ำที่แตกต่างกันตามประกาศของ ก.ล.ต. เช่น ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ทั่วไป

ธุรกิจการเป็นที่ปรึกษาการลงทุน หรือธุรกิจจัดการกองทุน

แต่ละประเภทมีเกณฑ์เงินกองทุนขั้นต่ำและอัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital Ratio หรือ NCR) ที่ต้องดำรงไว้ตลอดเวลาที่ประกอบธุรกิจ

เนื่องจากตัวเลขเหล่านี้อาจมีการปรับปรุงเป็นระยะ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของ ก.ล.ต.

หรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายด้านตลาดทุนโดยตรง แทนการอ้างอิงตัวเลขเก่าที่อาจไม่เป็นปัจจุบัน

ขั้นตอนที่ 3: ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ต่อ ก.ล.ต.

หลังจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ผู้ก่อตั้งต้องเตรียมเอกสารยื่นขอใบอนุญาตต่อ ก.ล.ต. ซึ่งรวมถึงแผนธุรกิจ โครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการ ระบบควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง

นโยบายป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์

และคุณสมบัติของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องผ่านการรับรองความรู้ความสามารถ (เช่น ผู้แนะนำการลงทุนต้องมีใบอนุญาตส่วนบุคคลจากสมาคมที่เกี่ยวข้อง) กระบวนการพิจารณาของ ก.ล.ต.

ใช้เวลานานกว่าการจดทะเบียนธุรกิจทั่วไปมาก

ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนเวลาล่วงหน้าอย่างเหมาะสม

ขั้นตอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสิ่งที่ต้องเตรียม
จดทะเบียนนิติบุคคลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าวัตถุประสงค์ครอบคลุมธุรกิจหลักทรัพย์ ทุนจดทะเบียน
ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำนักงาน ก.ล.ต.แผนธุรกิจ ระบบควบคุมภายใน คุณสมบัติผู้บริหาร
เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ระบบซื้อขายและการเชื่อมต่อที่ได้มาตรฐาน
ขึ้นทะเบียนผู้ปฏิบัติงานสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน/นักวิเคราะห์

บัญชีและภาษีของบริษัทหลักทรัพย์

บริษัทหลักทรัพย์ต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่บังคับใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAE) เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินลงทุนของลูกค้าจำนวนมาก

และต้องนำส่งงบการเงินให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบตามรอบเวลาที่กำหนด

นอกเหนือจากการยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตามปกติ รายได้หลักของบริษัทมาจากค่าคอมมิชชั่นซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาการลงทุน และดอกเบี้ยจากบัญชีมาร์จิ้น

ซึ่งแต่ละประเภทรายได้มีหลักการรับรู้และภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม/ภาษีธุรกิจเฉพาะที่แตกต่างกัน

ผู้ประกอบการควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีที่มีประสบการณ์เฉพาะทางธุรกิจหลักทรัพย์ตั้งแต่เริ่มวางระบบ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • จดทะเบียนวัตถุประสงค์บริษัทไม่ครอบคลุมประเภทธุรกิจหลักทรัพย์ที่ต้องการขอใบอนุญาต ต้องแก้ไขวัตถุประสงค์ภายหลัง เสียเวลาซ้ำซ้อน
  • ประเมินทุนจดทะเบียนและเงินกองทุนขั้นต่ำจากข้อมูลเก่าที่ไม่เป็นปัจจุบัน
  • ไม่เตรียมระบบควบคุมภายในและนโยบายป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้พร้อมก่อนยื่นขอใบอนุญาต ทำให้ ก.ล.ต. ขอเอกสารเพิ่มหลายรอบ
  • ผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานขาดใบอนุญาตส่วนบุคคลตามที่กฎหมายกำหนด
  • วางระบบบัญชีแบบธุรกิจทั่วไป ไม่รองรับมาตรฐานการรายงานสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ที่ต้องการเปิดบริษัทหลักทรัพย์ควรเริ่มจากปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายด้านตลาดทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีที่มีประสบการณ์เฉพาะทางไปพร้อมกันตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนธุรกิจ

เพื่อออกแบบโครงสร้างทุน วัตถุประสงค์บริษัท

และระบบควบคุมภายในให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของ ก.ล.ต. ตั้งแต่ต้น ลดความเสี่ยงที่จะต้องแก้ไขเอกสารซ้ำหลายรอบและเสียเวลาในกระบวนการขอใบอนุญาต

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เปิดบริษัทหลักทรัพย์ต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานใด

ต้องจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน จากนั้นยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

บริษัทหลักทรัพย์ต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนเสมอไปหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจว่าจะระดมทุนจากประชาชนในอนาคตหรือไม่ บางแห่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดทั่วไปก็ได้ตราบใดที่ผ่านเงื่อนไขของ ก.ล.ต.

ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของธุรกิจหลักทรัพย์เท่าไร

แตกต่างกันตามประเภทธุรกิจหลักทรัพย์และมีการปรับปรุงประกาศเป็นระยะ ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของ ก.ล.ต. หรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายด้านตลาดทุนโดยตรงแทนการอ้างอิงตัวเลขเก่า

ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ต้องมีคุณสมบัติพิเศษหรือไม่

ต้องผ่านการรับรองความรู้ความสามารถตามที่ ก.ล.ต. กำหนด และผู้ปฏิบัติงาน เช่น ผู้แนะนำการลงทุน ต้องมีใบอนุญาตส่วนบุคคลจากสมาคมที่เกี่ยวข้องด้วย

บริษัทหลักทรัพย์ต้องยื่นงบการเงินที่ไหนบ้าง

นอกจากยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตามปกติ ยังต้องนำส่งงบการเงินให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบตามมาตรฐานการรายงานสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAE)

รายได้ของบริษัทหลักทรัพย์มาจากอะไรบ้าง

หลักๆ มาจากค่าคอมมิชชั่นซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาการลงทุน และดอกเบี้ยจากบัญชีมาร์จิ้น ซึ่งแต่ละประเภทมีหลักการรับรู้รายได้และภาระภาษีต่างกัน

กระบวนการขอใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ใช้เวลานานแค่ไหน

นานกว่าการจดทะเบียนธุรกิจทั่วไปมาก เนื่องจากต้องตรวจสอบแผนธุรกิจ ระบบควบคุมภายใน และคุณสมบัติผู้บริหารอย่างละเอียด ควรวางแผนเวลาล่วงหน้าและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

เพราะการจดทะเบียนบริษัทเกี่ยวข้องกับทั้งเอกสาร ภาษี และบัญชีตั้งแต่วันเริ่มต้น เจ้าของธุรกิจจึงอาจพิจารณาให้ผู้ช่วยดูแลงานจดบริษัทและงานหลังจดของ A Plus Me

เข้ามาช่วยตั้งแต่ขั้นตอนแรก