ธุรกิจยางพาราในไทยครอบคลุมตั้งแต่เกษตรกรผู้กรีดยางไปจนถึงโรงงานผลิตถุงมือและยางล้อ โดยแต่ละขั้นตอนในห่วงโซ่มีสถานะภาษีมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

สารบัญบทความ
  1. ภาพรวมห่วงโซ่ยางพาราและสถานะ VAT ในแต่ละขั้น
  2. ยางพาราดิบ: เมื่อไหร่จึง "ยกเว้น VAT" ตามมาตรา 81(1)(ก)
  3. ยางแปรรูปและผลิตภัณฑ์ยาง: เส้นแบ่งที่ต้องเสีย VAT 7%
  4. VAT 0% เมื่อส่งออก: สิทธิที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องใช้ให้เป็น
  5. การคุมน้ำหนักและความชื้น: ประเด็นภาษีที่มักถูกมองข้าม
  6. ภาษีเงินได้นิติบุคคลและการวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจยาง
  7. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกิจยาง
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

ภาพรวมห่วงโซ่ยางพาราและสถานะ VAT ในแต่ละขั้น

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก ห่วงโซ่อุตสาหกรรมยางพาราแบ่งได้เป็นสามระดับหลัก ได้แก่ ต้นน้ำ (เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร) กลางน้ำ

(โรงรมและโรงผลิตยางแท่ง) และปลายน้ำ (ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป)

กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มในประมวลรัษฎากรได้วางกรอบการยกเว้นและการจัดเก็บไว้ต่างกันในแต่ละระดับ

ผู้ประกอบการที่อยู่ในหลายระดับพร้อมกันหรือที่มีรายได้จากทั้งยางดิบและยางแปรรูปในบัญชีเดียวกัน

จำเป็นต้องแยกบันทึกรายได้ไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้การยื่นภาษีถูกต้อง

ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงตามกฎหมายและแนวปฏิบัติ ณ ปี 2569 โดยอัตรา VAT 7% มีผลบังคับใช้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

หากท่านยื่นภาษีในปีถัดไปควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ขณะนั้นกับกรมสรรพากรก่อนเสมอ

ยางพาราดิบ: เมื่อไหร่จึง "ยกเว้น VAT" ตามมาตรา 81(1)(ก)

ประมวลรัษฎากรมาตรา 81(1)(ก) กำหนดให้การขายสินค้าที่เป็น พืชผลทางการเกษตร ในประเทศได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ยางพาราที่อยู่ในขั้นผลผลิตการเกษตรขั้นต้น ไม่ว่าจะเป็น น้ำยางสด

(ลาเท็กซ์ข้น) ยางก้อนถ้วย ยางแผ่นดิบ

รวมถึงยางแผ่นผึ่งแห้งที่ผ่านการแปรรูปเบื้องต้นในระดับไร่ ล้วนอยู่ในขอบเขตการยกเว้นดังกล่าว กรมสรรพากรได้วินิจฉัยซ้ำหลายครั้งว่าการขายยางแผ่น น้ำยาง

และยางแท่งในลักษณะที่ยังคงสภาพพืชผลทางการเกษตรนั้น ได้รับยกเว้น VAT เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มาตรา 81/3 เปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ขายสินค้ายกเว้น VAT สมัครใจขอจดทะเบียน VAT ได้ โดยต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี

เมื่อจดทะเบียนแล้วสถานะของกิจการเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งมีทั้งหน้าที่เสีย VAT และสิทธิขอคืนภาษีซื้อ

ดังนั้นการตัดสินใจจดหรือไม่จดทะเบียน VAT สำหรับกิจการยางดิบจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายกับสิทธิประโยชน์ภาษีซื้อที่จะได้รับ

  • น้ำยางสดและน้ำยางข้น — ยกเว้น VAT (สินค้าเกษตรขั้นต้น)
  • ยางก้อนถ้วย — ยกเว้น VAT (ผลผลิตจากไร่)
  • ยางแผ่นดิบ — ยกเว้น VAT (แปรรูปเบื้องต้นระดับไร่)
  • ยางแผ่นผึ่งแห้ง (ADS) — ยกเว้น VAT ในลักษณะสินค้าเกษตร

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ การยกเว้นนี้ครอบคลุม เฉพาะการขายภายในประเทศ ที่ผู้ขายยังไม่ได้จดทะเบียน VAT เท่านั้น หากกิจการมีรายได้จากสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย VAT เกิน 1,800,000

บาทต่อปี ก็มีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT สำหรับส่วนที่ต้องเสีย VAT

นั้น

ยางแปรรูปและผลิตภัณฑ์ยาง: เส้นแบ่งที่ต้องเสีย VAT 7%

เมื่อยางผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่าเกินกว่าการแปรรูปขั้นเกษตร สินค้าจะหลุดพ้นจากขอบเขตพืชผลทางการเกษตรและกลายเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งต้องเสีย VAT 7% (ปัจจุบัน ณ ปี

2569) เมื่อผู้ขายเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT

ตัวอย่างสินค้าที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • ยางแผ่นรมควัน (RSS — Ribbed Smoked Sheet) — ผ่านกระบวนการอบรมควัน ถือเป็นสินค้าอุตสาหกรรมยาง
  • ยางแท่งมาตรฐาน (STR — Standard Thai Rubber) — ผ่านการบด ล้าง อบ อัดแท่ง ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม
  • น้ำยางข้นเชิงอุตสาหกรรม ที่ผ่านกระบวนการเหวี่ยงแยกและเติมสารรักษาสภาพสำหรับใช้ในโรงงาน
  • ถุงมือยาง สายยาง แผ่นยาง ยางล้อ และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอื่น ๆ

ในทางปฏิบัติ เมื่อโรงงานแปรรูปยางจดทะเบียน VAT (ซึ่งมักจำเป็นเมื่อรายได้เกิน 1,800,000 บาท) การขายยางแปรรูปทุกประเภทในประเทศจะต้องออก ใบกำกับภาษี และเรียกเก็บ VAT 7% จากผู้ซื้อ

ในขณะเดียวกันก็มีสิทธินำภาษีซื้อที่จ่ายสำหรับวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการผลิตมาหักออกได้

ประเด็นที่ผู้ประกอบการมักสับสนคือ กรณีโรงรมหรือโรงผลิตยางแท่งที่รับซื้อยางก้อนถ้วย (ยกเว้น VAT) แล้วแปรรูปเป็น STR เพื่อขาย เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว การขาย STR

ในประเทศจะอยู่ในอัตรา 7% แต่ ภาษีซื้อจากการซื้อยางก้อนถ้วย

จะเป็นศูนย์เพราะต้นทางได้รับยกเว้น ซึ่งทำให้ภาษีซื้อที่นำมาหักได้มีเพียงค่าใช้จ่ายด้านอื่น เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าขนส่ง และค่าซ่อมบำรุง

VAT 0% เมื่อส่งออก: สิทธิที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องใช้ให้เป็น

การส่งออกสินค้าทุกประเภท รวมถึงยางแปรรูปและผลิตภัณฑ์ยาง ได้รับสิทธิ เสีย VAT ในอัตราร้อยละ 0 (ศูนย์)  ตามมาตรา 80/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร สิทธินี้มีเฉพาะ

ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT เท่านั้น และแตกต่างจากการยกเว้น VAT อย่างสิ้นเชิง

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง "ยกเว้น VAT" กับ "VAT 0%"

  • ยกเว้น VAT — ผู้ขายไม่เก็บ VAT จากผู้ซื้อ และ ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ ที่จ่ายไปในกระบวนการผลิต
  • VAT อัตรา 0% — ผู้ขายเก็บ VAT ในอัตราศูนย์ แต่ มีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตสินค้าที่ส่งออก

ผลในทางปฏิบัติคือ บริษัทที่ผลิตยางแปรรูปเพื่อส่งออก สามารถขอคืนภาษีซื้อที่จ่ายสำหรับเครื่องจักร วัสดุสิ้นเปลือง บรรจุภัณฑ์ และค่าบริการต่าง ๆ ได้ทั้งหมด

ทำให้ต้นทุนสินค้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การจัดการขอคืนภาษีซื้ออย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือวางแผนภาษีที่สำคัญสำหรับผู้ส่งออกยาง

เงื่อนไขสำคัญในการใช้สิทธิ VAT 0% สำหรับการส่งออก ได้แก่ ต้องมีเอกสารส่งออกที่ครบถ้วนจากกรมศุลกากร ได้แก่ ใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration)

ที่แสดงว่าสินค้าได้ออกนอกราชอาณาจักรแล้วจริง รวมถึงหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศ

การคุมน้ำหนักและความชื้น: ประเด็นภาษีที่มักถูกมองข้าม

ยางพาราเป็นสินค้าที่มีความชื้นเป็นองค์ประกอบ น้ำหนักและปริมาณความชื้นส่งผลโดยตรงต่อ ราคาซื้อขายและฐานภาษี ผู้ประกอบการยางต้องเข้าใจประเด็นนี้อย่างถ่องแท้

มาตรฐานความชื้น (Dry Rubber Content — DRC) เป็นตัวแปรสำคัญในสัญญาซื้อขายยาง โดยน้ำยางสดมักมี DRC ประมาณ 30–35% ยางก้อนถ้วย 50–60% และยางแผ่นดิบ 85–95%

การตกลงราคาจึงมักอ้างอิงราคาต่อน้ำหนักยางแห้ง (น้ำหนักแห้ง) ไม่ใช่น้ำหนักรวมทั้งหมด

ในทางบัญชีและภาษี ประเด็นที่ต้องระวังคือ

  • ฐานภาษี VAT ต้องคำนวณจาก มูลค่าที่แท้จริงของสินค้า ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งคือราคาที่ตกลงซื้อขายจริงหลังหักส่วนลดทางการค้า ไม่ใช่ราคาก่อนตรวจสอบคุณภาพ
  • การปรับน้ำหนักย้อนหลัง เมื่อผลวิเคราะห์ DRC ออกมาต่างจากที่ประมาณไว้ ต้องมีการออกใบลดหนี้หรือใบเพิ่มหนี้ให้ถูกต้อง ซึ่งกระทบต่อ VAT ที่ต้องชำระหรือขอคืนในงวดนั้น
  • การชั่งน้ำหนัก ณ จุดรับซื้อ ควรมีเอกสารใบชั่งน้ำหนัก (Weight Slip) และผลวิเคราะห์ DRC ที่ลงนามรับรองทุกครั้ง เพราะเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการตรวจสอบภาษี
  • สต็อกยางในคลัง ที่มีการเสื่อมสภาพหรือสูญเสียน้ำหนักตามธรรมชาติ ต้องมีการบันทึกและตัดสต็อกอย่างเป็นระบบ หากถูกตรวจสอบโดยไม่มีหลักฐาน กรมสรรพากรอาจตีความว่าสินค้าขาดบัญชีซึ่งนำไปสู่การประเมินภาษีเพิ่ม

การจัดทำบัญชีที่ถูกต้องและครบถ้วนโดยผู้เชี่ยวชาญช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ ผู้ประกอบการยางสามารถพิจารณาใช้บริการรับทำบัญชีรายเดือน

ที่เข้าใจธุรกิจยางเพื่อดูแลประเด็นเหล่านี้อย่างเป็นระบบ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและการวางแผนภาษีสำหรับธุรกิจยาง

นอกจาก VAT แล้ว ธุรกิจยางที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องชำระ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) โดยบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปเสียภาษีในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิ

สำหรับ SME ที่มีคุณสมบัติครบ คือทุนชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5,000,000 บาท และ มีรายได้จากกิจการไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได

ดังนี้

  • กำไรสุทธิส่วน 0 – 300,000 บาท: อัตรา 0%
  • กำไรสุทธิส่วน 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

ธุรกิจยางขนาดกลางที่มีรายได้สูงแต่กำไรสุทธิไม่มากนัก เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบสูง การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่หักได้อย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญมาก

รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรงเช่น ค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าทดสอบคุณภาพ

ค่าประกันภัยสินค้า และค่าเช่าพื้นที่กักเก็บยาง ล้วนสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้หากมีเอกสารประกอบครบถ้วน

ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังในรอบบัญชีกลางปี คือการยื่น ภ.ง.ด.51 (ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี) ภายในสองเดือนนับจากวันครบรอบหกเดือนของรอบบัญชี โดยต้องประมาณกำไรสุทธิให้ถูกต้อง

มิฉะนั้นจะถูกปรับ 20%

ของภาษีที่ขาดไปหากประเมินกำไรต่ำกว่าความเป็นจริงเกิน 25%

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกิจยาง

ในธุรกิจยางมีการจ่ายเงินหลายประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนชำระ ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจว่าตนมีหน้าที่หักหรือถูกหักในฐานะใด

  • ค่าขนส่ง — บริษัทที่จ้างขนส่งยางจากสถาบันเกษตรกรหรือผู้รับเหมาขนส่งซึ่งเป็นนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ของค่าขนส่ง
  • ค่าเช่าพื้นที่เก็บยาง คลังสินค้า หรือโรงรม — อัตราหัก ณ ที่จ่าย 5% หากผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา หรือตามอัตราที่กำหนดหากเป็นนิติบุคคล
  • ค่าบริการทดสอบคุณภาพยาง — หากจ้างห้องปฏิบัติการเอกชน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่เกี่ยวข้อง
  • ค่าที่ปรึกษาและค่าธรรมเนียมวิชาชีพ — หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% สำหรับนิติบุคคลผู้รับ หรือ 5% สำหรับบุคคลธรรมดา

สำหรับผู้ประกอบการที่มีระบบ e-Withholding Tax ผ่านกรมสรรพากร อาจได้รับอัตราหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ลดลงสำหรับบางประเภทรายจ่าย ซึ่งช่วยลดภาระด้านกระแสเงินสดได้ในระยะสั้น

ผู้ประกอบการยางที่มีธุรกรรมหลายประเภทในแต่ละเดือนควรให้สำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ดูแลการยื่นแบบหัก ณ ที่จ่ายรายเดือน (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53)

เพื่อความถูกต้องและทันกำหนดเวลา ลดความเสี่ยงจากเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ภาพรวมห่วงโซ่ยางพาราและสถานะ VAT ในแต่ละขั้นตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ยางพาราดิบ: เมื่อไหร่จึง "ยกเว้น VAT" ตามมาตรา 81(1)(ก)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ยางแปรรูปและผลิตภัณฑ์ยาง: เส้นแบ่งที่ต้องเสีย VAT 7%ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ชาวสวนยางที่ขายยางแผ่นดิบต้องจด VAT ไหม?

ชาวสวนยางที่ขายยางแผ่นดิบและน้ำยางสดเป็นสินค้าเกษตรในประเทศได้รับยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT แม้รายได้จะเกิน 1,800,000

บาทต่อปี อย่างไรก็ตาม

หากกิจการมีรายได้จากสินค้าหรือบริการประเภทอื่นที่ต้องเสีย VAT ด้วย ต้องพิจารณาแยกส่วนนั้นออกมาคำนวณเกณฑ์จดทะเบียน VAT ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากธุรกิจมีรายได้หลายประเภทปะปนกัน

โรงงานยางแท่ง STR ส่งออกต้องเสีย VAT เท่าไหร่ และขอคืนภาษีซื้อได้ไหม?

โรงงานที่จดทะเบียน VAT และส่งออกยางแท่ง STR เสีย VAT ในอัตรา 0% ตามมาตรา 80/1(1) ซึ่งแตกต่างจากการยกเว้น VAT ตรงที่ผู้ส่งออกสามารถขอคืนภาษีซื้อทั้งหมดที่เกิดจากกระบวนการผลิต

เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมบำรุงเครื่องจักร บรรจุภัณฑ์

และค่าบริการอื่น ๆ ได้ เงื่อนไขสำคัญคือต้องมีใบขนสินค้าขาออกจากกรมศุลกากรยืนยันว่าสินค้าออกนอกราชอาณาจักรแล้ว และมีหลักฐานการรับชำระเงินจากต่างประเทศครบถ้วน

กิจการซื้อยางก้อนถ้วยมาแปรรูปขายในประเทศ ต้องเสีย VAT บนยางที่ซื้อเข้าไหม?

ยางก้อนถ้วยที่ซื้อจากเกษตรกรได้รับยกเว้น VAT ตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ซื้อจะไม่มีภาษีซื้อจากการรับซื้อยางก้อนถ้วย และไม่สามารถนำมาหักในการคำนวณ VAT ที่ต้องชำระได้

เมื่อนำยางนั้นมาแปรรูปเป็นสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ยางแผ่นรมควันหรือยางแท่ง

และขายในประเทศในฐานะผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT จะต้องเรียกเก็บ VAT 7% (ณ ปี 2569) จากผู้ซื้อ โดยภาษีซื้อที่หักได้มีเพียงค่าใช้จ่ายอื่นในกระบวนการผลิตที่มี VAT เช่น ค่าไฟฟ้า

วัสดุสิ้นเปลือง และค่าบริการต่าง ๆ

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีธุรกิจยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง: สินค้าเกษตรยกเว้น VAT เทียบกับยางแปรรูปและภาษีส่งออก

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีธุรกิจยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง: สินค้าเกษตรยกเว้น VAT เทียบกับยางแปรรูปและภาษีส่งออก

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล