เจ้าของ SME หลายคนทุ่มเงินและแรงกายลงในธุรกิจโดยไม่รู้ว่าผลตอบแทนที่ได้รับคุ้มค่าหรือไม่ ROE และ ROA เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้อย่างตรงจุด และเจ้าของธุรกิจทุกคนควรรู้จักทั้งสองค่านี้
ROE คืออะไร?
ROE ย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัววัดว่าทุกๆ 100 บาทที่เจ้าของลงทุนในธุรกิจนั้น สร้างกำไรสุทธิได้กี่บาท
สูตรคำนวณ ROE:
ROE = กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย × 100
โดยส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย = (ส่วนของผู้ถือหุ้นต้นงวด + ส่วนของผู้ถือหุ้นปลายงวด) ÷ 2
ตัวอย่าง: บริษัท A มีกำไรสุทธิ 1,500,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย 10,000,000 บาท ROE = 1,500,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 15%
หมายความว่าทุก 100 บาทที่เจ้าของลงทุน ได้กำไรคืนมา 15 บาทต่อปี
ROA คืออะไร?
ROA ย่อมาจาก Return on Assets หรือ อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม เป็นตัววัดว่าสินทรัพย์ทุกชนิดที่กิจการมี (ทั้งที่ซื้อด้วยเงินเจ้าของและเงินกู้) ถูกนำไปใช้สร้างกำไรได้มีประสิทธิภาพเพียงใด
สูตรคำนวณ ROA:
ROA = กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย × 100
โดยสินทรัพย์รวมเฉลี่ย = (สินทรัพย์รวมต้นงวด + สินทรัพย์รวมปลายงวด) ÷ 2
ตัวอย่าง: บริษัทเดิมมีสินทรัพย์รวมเฉลี่ย 20,000,000 บาท ROA = 1,500,000 ÷ 20,000,000 × 100 = 7.5%
ความแตกต่างระหว่าง ROE และ ROA
| เกณฑ์ | ROE | ROA |
|---|---|---|
| วัดอะไร | ประสิทธิภาพการใช้เงินเจ้าของ | ประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ทั้งหมด |
| ตัวหาร | ส่วนของผู้ถือหุ้น | สินทรัพย์รวม (รวมหนี้สิน) |
| ได้รับผลจาก | โครงสร้างเงินทุน (Leverage) | การดำเนินงานและสินทรัพย์ที่ใช้ |
| ค่าสูงหมายความว่า | เจ้าของได้ผลตอบแทนดี | สินทรัพย์ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ |
ความสัมพันธ์ระหว่าง ROE และ ROA: ความลับของ Leverage
ROE มักสูงกว่า ROA เสมอ เพราะ ROE ดูเฉพาะเงินเจ้าของ ขณะที่ ROA ดูสินทรัพย์ทั้งหมดรวมส่วนที่กู้มา หากกิจการกู้เงินมาลงทุนและได้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ย ROE จะสูงกว่า ROA มาก ในทางกลับกันหากการกู้ยืมไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทน ROE จะต่ำ
สูตรง่ายๆ ที่เรียกว่า DuPont Analysis แสดงความสัมพันธ์นี้ว่า:
ROE = ROA × (สินทรัพย์รวม ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น)
ส่วนที่คูณเพิ่มนั้นเรียกว่า Financial Leverage Multiplier ยิ่งกิจการกู้เงินมาก ตัวคูณนี้ยิ่งสูง ROE จึงสูงกว่า ROA มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
ค่า ROE และ ROA ที่ดีควรเป็นเท่าไรสำหรับ SME ไทย?
ไม่มีค่ามาตรฐานสากลที่ตายตัว แต่โดยทั่วไปสำหรับ SME ในประเทศไทย
- ROE ที่ดี: อยู่ที่ 15% ขึ้นไป หมายความว่าธุรกิจสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าการนำเงินไปฝากธนาคารหรือลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอย่างชัดเจน
- ROA ที่ดี: อยู่ที่ 5–10% ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์เข้มข้นเช่นโรงงานผลิตอาจมี ROA ต่ำกว่าธุรกิจบริการ
ที่สำคัญกว่าค่าตัวเลขคือแนวโน้ม หาก ROE และ ROA เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าธุรกิจมีพัฒนาการที่ดี
ตัวอย่างเปรียบเทียบ 2 ธุรกิจ
| รายการ | บริษัท X (ร้านอาหาร) | บริษัท Y (โรงงานผลิต) |
|---|---|---|
| กำไรสุทธิ | 2,000,000 บาท | 2,000,000 บาท |
| ส่วนของผู้ถือหุ้น | 8,000,000 บาท | 20,000,000 บาท |
| สินทรัพย์รวม | 10,000,000 บาท | 40,000,000 บาท |
| ROE | 25% | 10% |
| ROA | 20% | 5% |
แม้กำไรเท่ากัน แต่บริษัท X ใช้ทุนน้อยกว่าและได้ผลตอบแทนสูงกว่ามาก ขณะที่บริษัท Y ต้องใช้สินทรัพย์มากกว่าเพื่อสร้างกำไรเท่าเดิม ซึ่งเป็นลักษณะปกติของธุรกิจที่ใช้เงินทุนสูง
วิธีนำ ROE และ ROA ไปใช้จริงสำหรับเจ้าของ SME
- เปรียบเทียบกับปีก่อน: หากทั้งสองค่าลดลงต่อเนื่อง ต้องค้นหาสาเหตุว่ามาจากกำไรที่ลดลงหรือสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ก่อประโยชน์
- เปรียบเทียบกับ Benchmark อุตสาหกรรม: ช่วยบอกว่าอยู่ในระดับใดเทียบกับคู่แข่ง
- ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน: ก่อนลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ ให้ประมาณ ROA หลังการลงทุนว่ายังน่าพอใจหรือไม่
- ใช้ประกอบการพิจารณากู้เงิน: หากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่า ROA แสดงว่าการกู้มาลงทุนเพิ่มมีโอกาสเพิ่ม ROE ได้
ข้อจำกัดที่ควรระวัง
ROE สูงไม่ได้ดีเสมอไป หากมาจากการกู้หนี้มากจนส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำ ROE จะสูงแต่กิจการมีความเสี่ยงทางการเงินสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ทั้ง ROE และ ROA ใช้กำไรสุทธิซึ่งอาจได้รับผลจากรายการพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำ ควรดูแนวโน้มหลายปีร่วมกับการวิเคราะห์เชิงคุณภาพเสมอ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ROE และ ROA คืออะไร? เจ้าของ SME ใช้วัดประสิทธิภาพการลงทุนในธุรกิจตัวเองได้อย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ROE กับ ROA ต่างกันอย่างไรในภาษาง่ายๆ?
ROE บอกว่าเงินที่เจ้าของลงทุนเองได้ผลตอบแทนเท่าไร ส่วน ROA บอกว่าสินทรัพย์ทั้งหมดของธุรกิจ (รวมส่วนที่กู้เงินมา) ถูกนำไปใช้สร้างกำไรได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน
ROE ที่ดีสำหรับ SME ไทยควรอยู่ที่เท่าไร?
โดยทั่วไป ROE ที่ 15% ขึ้นไปถือว่าดีสำหรับ SME ไทย เพราะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาล แต่ควรเปรียบเทียบกับ Benchmark ของอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย
ROE สูงมากๆ หมายความว่าธุรกิจดีเสมอไปหรือเปล่า?
ไม่เสมอไป ROE สูงอาจเกิดจากการกู้ยืมมากจนส่วนของผู้ถือหุ้นเล็กลง ซึ่งทำให้ตัวหารน้อยและ ROE ดูสูง แต่ความเสี่ยงทางการเงินก็สูงตามมา ควรดู ROA ประกอบด้วยเสมอ
ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและยังขาดทุนควรใช้ ROE/ROA หรือเปล่า?
ในช่วงเริ่มต้นที่ยังขาดทุน ROE และ ROA จะเป็นค่าลบและไม่สื่อความหมายมากนัก ควรเน้นติดตามกระแสเงินสดและระยะเวลาคืนทุนก่อน แล้วค่อยนำ ROE/ROA มาใช้เมื่อธุรกิจมีกำไรสม่ำเสมอ
DuPont Analysis ช่วยวิเคราะห์ ROE อย่างไร?
DuPont แยก ROE ออกเป็น 3 ส่วนคือ Net Profit Margin × Asset Turnover × Financial Leverage ทำให้เห็นว่า ROE สูงหรือต่ำนั้นมาจากการทำกำไรดี การใช้สินทรัพย์หมุนเวียนเร็ว หรือการกู้เงินมาก ช่วยให้แก้ปัญหาได้ถูกจุด
หากต้องการเพิ่ม ROA ควรทำอะไรก่อน?
ควรเริ่มจากการตรวจสอบว่ามีสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งานหรือใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพหรือไม่ เช่น เครื่องจักรว่าง ที่ดินที่ไม่ได้ใช้ หากมีควรนำไปใช้ประโยชน์หรือขายออก นอกจากนี้การเพิ่มรายได้หรือลดต้นทุนก็ช่วยเพิ่มกำไรสุทธิซึ่งเป็นตัวตั้งของ ROA