การตั้งราคาสินค้าเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดสำหรับ SME เพราะส่งผลโดยตรงต่อกำไร ส่วนแบ่งตลาด และความยั่งยืนของธุรกิจ การเลือกระหว่าง Cost Plus Pricing และ Value Pricing

คือก้าวแรกที่ต้องตัดสินใจให้ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. ทำไมการตั้งราคาจึงสำคัญมากสำหรับ SME?
  2. Cost Plus Pricing คืออะไร?
  3. Value Pricing คืออะไร?
  4. ตารางเปรียบเทียบ Cost Plus vs Value Pricing
  5. SME ควรเลือกวิธีไหน?
  6. ข้อควรจำเกี่ยวกับภาษีและราคา
  7. แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

ทำไมการตั้งราคาจึงสำคัญมากสำหรับ SME?

SME หลายรายมักตั้งราคาโดยใช้วิธีง่าย ๆ เช่น ดูว่าคู่แข่งตั้งราคาเท่าไหร่แล้วตั้งให้ถูกกว่าเล็กน้อย หรือบวกกำไรจากต้นทุนวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว

วิธีการเหล่านี้มักนำไปสู่การตั้งราคาที่ต่ำเกินไป ทำให้ไม่มีกำไรเพียงพอสำหรับการเติบโต

หรือในทางตรงข้าม ตั้งราคาสูงเกินไปจนลูกค้าหันไปหาคู่แข่ง

กลยุทธ์การตั้งราคาที่มีหลักการชัดเจนจะช่วยให้ SME สามารถ ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด สร้างกำไรที่เหมาะสม และยังคงแข่งขันได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

Cost Plus Pricing คืออะไร?

Cost Plus Pricing หรือการตั้งราคาแบบบวกกำไรจากต้นทุน เป็นวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด โดยคำนวณต้นทุนรวมต่อหน่วยทั้งหมดก่อน จากนั้นบวกเพิ่มอัตรากำไรที่ต้องการ

สูตร: ราคาขาย = ต้นทุนรวมต่อหน่วย + (ต้นทุนรวม × % กำไรที่ต้องการ)

ตัวอย่าง Cost Plus Pricing

สมมติ SME ผลิตกระเป๋าหนัง มีต้นทุนดังนี้

  • วัตถุดิบ (หนัง, ซิป, ด้าย): 350 บาท/ใบ
  • ค่าแรงงานทางตรง: 200 บาท/ใบ
  • โสหุ้ยที่เฉลี่ยต่อใบ: 150 บาท/ใบ
  • ต้นทุนรวมต่อใบ: 700 บาท/ใบ

หากต้องการกำไร 40% ราคาขาย = 700 + (700 × 40%) = 700 + 280 = 980 บาท/ใบ

ข้อดีของ Cost Plus Pricing

  • คำนวณง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น
  • มั่นใจได้ว่าราคาครอบคลุมต้นทุนทั้งหมดเสมอ
  • ง่ายต่อการปรับราคาเมื่อต้นทุนเปลี่ยนแปลง
  • เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้นทุนผันผวนและยากต่อการคาดการณ์

ข้อเสียของ Cost Plus Pricing

  • ไม่คำนึงถึงคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ อาจตั้งราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
  • ไม่สนใจราคาของคู่แข่งในตลาด
  • หากประเมินต้นทุนผิด ราคาจะผิดตามไปด้วย

Value Pricing คืออะไร?

Value Pricing หรือการตั้งราคาตามคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ เป็นกลยุทธ์ที่มองจากมุมมองของลูกค้าก่อน โดยพิจารณาว่าลูกค้าได้รับประโยชน์อะไรจากสินค้า

และยินดีจ่ายเท่าไหร่สำหรับประโยชน์นั้น แทนที่จะเริ่มจากต้นทุน

ตัวอย่าง Value Pricing

กระเป๋าหนังในตัวอย่างข้างต้น หากเป็นกระเป๋าหนังแท้แบรนด์ Thai Craft ที่มีการออกแบบเฉพาะ ลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่ม Premium ที่ยินดีจ่าย 2,000-3,000

บาทสำหรับกระเป๋าหนังที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ราคาที่ตั้งตาม Value จึงควรอยู่ที่ 2,500 บาท

แม้ต้นทุนจะเพียง 700 บาท ซึ่งให้กำไรสูงกว่าวิธี Cost Plus มาก

ข้อดีของ Value Pricing

  • อาจได้กำไรต่อหน่วยสูงกว่ามาก
  • สะท้อนคุณค่าที่ลูกค้าได้รับจริง
  • เหมาะสำหรับสินค้าที่มีความแตกต่างหรือมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
  • ไม่ถูกกดดันจากการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

ข้อเสียของ Value Pricing

  • ต้องเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ต้องลงทุนในการวิจัยตลาด
  • ยากต่อการกำหนดราคาหากสินค้าไม่มีจุดแตกต่างชัดเจน
  • อาจเสียส่วนแบ่งตลาดหากคู่แข่งตั้งราคาต่ำกว่ามาก

ตารางเปรียบเทียบ Cost Plus vs Value Pricing

เกณฑ์Cost Plus PricingValue Pricing
จุดเริ่มต้นต้นทุนการผลิตคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ
ความซับซ้อนง่าย คำนวณตรงไปตรงมาต้องการข้อมูลตลาดและลูกค้า
ศักยภาพกำไรจำกัดตามสูตรคำนวณสูงกว่า หากลูกค้ายอมรับคุณค่า
เหมาะกับสินค้าทั่วไป สินค้าออเดอร์สินค้าเฉพาะ, มีแบรนด์, บริการ
ความเสี่ยงตั้งราคาต่ำเกินไปหากต้นทุนต่ำตั้งราคาสูงเกินไปหากประเมินลูกค้าผิด

SME ควรเลือกวิธีไหน?

ความจริงคือ SME ที่ฉลาดมักใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน โดยเริ่มจาก Cost Plus เพื่อให้มั่นใจว่าราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุน จากนั้นเปรียบเทียบกับ Value ที่ลูกค้ายินดีจ่าย

ราคาที่ดีที่สุดคือราคาที่ สูงกว่าต้นทุนเพียงพอที่จะสร้างกำไร

แต่ต่ำกว่าหรือเท่ากับคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้

สำหรับ SME ที่ยังไม่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ให้เริ่มจาก Cost Plus ก่อน และค่อย ๆ พัฒนาสู่ Value Pricing เมื่อสร้างความแตกต่างของสินค้าได้ชัดเจนขึ้น

ข้อควรจำเกี่ยวกับภาษีและราคา

SME ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องคำนึงว่าราคาที่ตั้งนั้นเป็นราคารวม VAT หรือไม่รวม VAT เพราะจะส่งผลต่อการรับรู้ราคาของลูกค้าและการคำนวณกำไรจริง ตัวอย่างเช่น

ถ้าราคาขายเป็น 980 บาทรวม VAT 7% ราคาก่อน VAT คือ 916 บาท และ SME

ต้องนำส่ง VAT 64 บาทให้กรมสรรพากร (rd.go.th)

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบฉบับปัจจุบัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Cost Plus Pricing และ Value Pricing ต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ?

Cost Plus เริ่มจากต้นทุนแล้วบวกกำไร ส่วน Value Pricing เริ่มจากคุณค่าที่ลูกค้ายินดีจ่าย วิธีแรกง่ายกว่าแต่อาจตั้งราคาต่ำกว่าที่ควร

วิธีหลังต้องการข้อมูลตลาดมากกว่าแต่มีศักยภาพกำไรสูงกว่า

SME ที่เพิ่งเริ่มต้นควรใช้กลยุทธ์ราคาแบบไหนก่อน?

SME ที่เพิ่งเริ่มต้นควรใช้ Cost Plus Pricing ก่อนเพราะคำนวณง่าย และมั่นใจได้ว่าราคาครอบคลุมต้นทุนทุกรายการ จากนั้นเมื่อเข้าใจตลาดและลูกค้ามากขึ้น ค่อยปรับมาใช้ Value Pricing

เพื่อเพิ่มกำไรต่อหน่วย

กำไรที่ "เหมาะสม" ใน Cost Plus Pricing ควรเป็นเท่าไหร่?

ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ความเสี่ยง และเป้าหมายธุรกิจ แต่ SME ควรตั้งเป้าอย่างน้อย 20-30% เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียน ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

และสร้างกำไรสุทธิที่ยั่งยืน

ถ้าสินค้าไม่มีจุดแตกต่างเลย ควรใช้กลยุทธ์ราคาแบบใด?

หากสินค้าเป็นสินค้าทั่วไปไม่มีความแตกต่าง ราคาตลาดจะเป็นตัวกำหนดหลัก ควรใช้ Cost Plus เพื่อตรวจสอบว่าต้นทุนของเราสามารถแข่งขันกับราคาตลาดได้หรือไม่ หากไม่ได้

ต้องหาทางลดต้นทุนหรือสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า

VAT 7% ส่งผลต่อการตั้งราคาอย่างไร?

SME ที่จดทะเบียน VAT ต้องระบุให้ชัดว่าราคาที่ลูกค้าเห็นรวม VAT หรือไม่ หากราคาไม่รวม VAT ลูกค้าจะจ่ายเพิ่ม 7% และ SME ต้องนำส่งให้กรมสรรพากร หากรวม VAT แล้ว

ต้นทุนที่แท้จริงต่อหน่วยต้องคำนวณจากราคาก่อน VAT เท่านั้น

SME สามารถใช้ทั้ง Cost Plus และ Value Pricing พร้อมกันได้หรือไม่?

ได้ และนั่นคือแนวทางที่ดีที่สุด ใช้ Cost Plus เพื่อกำหนดราคาขั้นต่ำที่ต้องได้เพื่อให้คุ้มทุน จากนั้นใช้ Value Pricing เพื่อดูว่าตลาดยินดีจ่ายสูงกว่านั้นได้แค่ไหน

ราคาที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่างสองตัวเลขนี้

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการยกระดับระบบบัญชีให้พร้อมบริหารมากขึ้น สามารถติดต่อขอคำปรึกษาบริการเสริมของ A Plus Me ได้ตามความเหมาะสม