บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจและผู้ทำบัญชีที่เพิ่งตรวจพบว่ายอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายในแบบ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ที่ยื่นไปแล้วผิดพลาด
ไม่ว่าจะหักขาดหรือหักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คุณจะได้รู้ขั้นตอนยื่นแบบเพิ่มเติมแก้ไขให้ถูกต้อง
วิธีคำนวณเงินเพิ่มและภาษีที่ต้องนำส่งหรือขอคืน รวมถึงวิธีออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายฉบับใหม่ให้คู่ค้าและพนักงานใช้อ้างอิงได้โดยไม่มีปัญหาภายหลัง
ทั้งนี้ขั้นตอนที่แนะนำเป็นแนวปฏิบัติทั่วไป กรณีของแต่ละกิจการอาจมีรายละเอียดต่างกัน
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนดำเนินการจริง
สารบัญบทความ
- ทำไมยอดหักภาษี ณ ที่จ่ายถึงผิดพลาดได้ ทั้งที่ยื่นแบบไปแล้ว
- กรณีหักภาษีขาด (หักน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด) ต้องแก้ไขอย่างไร
- กรณีหักภาษีเกิน (หักมากกว่าที่ควร) ต้องแก้ไขอย่างไร
- ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับแก้ไข ให้ผู้รับเงินใช้อ้างอิงได้จริง
- ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ และเมื่อไรควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วย
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ทำไมยอดหักภาษี ณ ที่จ่ายถึงผิดพลาดได้ ทั้งที่ยื่นแบบไปแล้ว
เมื่อบริษัทยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ประจำเดือนไปแล้ว แต่ภายหลังตรวจพบว่ายอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่แสดงไว้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ปัญหาที่พบบ่อยมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ
"หักขาด" (หักน้อยกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด) และ "หักเกิน"
(หักมากกว่าที่ควร) สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ ใช้อัตราภาษีผิดประเภทเงินได้ เช่น คิดค่าเช่าเป็นค่าจ้างทำของ คำนวณฐานภาษีผิด (รวมหรือไม่รวม VAT เข้าไปในฐานภาษีผิดหลัก)
หรือสลับสถานะผู้รับเงินระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล
ทำให้เลือกใช้แบบผิดประเภทระหว่าง ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53
หน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายของผู้จ่ายเงินมีที่มาจากกฎหมายสองส่วนหลัก คือ มาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดให้ผู้จ่ายเงินเดือนค่าจ้าง (เงินได้ตามมาตรา 40(1) ที่ยื่นด้วยแบบ
ภ.ง.ด.1) ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงิน และมาตรา 3 เตรส
ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 144 (พ.ศ. 2522) ซึ่งกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ประเภทอื่น เช่น ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า (ที่ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53) ต้องหักภาษี ณ
ที่จ่ายให้ถูกต้องครบถ้วนเช่นกัน และตามมาตรา 50 ทวิ
ผู้จ่ายเงินต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่ผู้ถูกหักภาษีในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี หากยอดที่หักจริงกับยอดในแบบและหนังสือรับรองไม่ตรงกัน
ถือว่าบริษัทยังปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วน
จำเป็นต้องแก้ไขทั้งแบบแสดงรายการภาษีและหนังสือรับรองให้สอดคล้องกัน ยิ่งแก้ไขเร็วเท่าไร ก็ยิ่งจำกัดภาระเงินเพิ่มและลดความเสี่ยงจากการถูกกรมสรรพากรตรวจพบเองได้มากเท่านั้น
กรณีหักภาษีขาด (หักน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด) ต้องแก้ไขอย่างไร
เมื่อพบว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด เช่น ควรหัก 3% แต่หักไปเพียง 1% เท่ากับบริษัทนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรขาดไป ซึ่งตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร
ผู้จ่ายเงินที่ไม่ได้หักภาษีหรือหักไว้ไม่ครบต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการชำระภาษีส่วนที่ขาดนั้น ขั้นตอนที่ควรทำมีดังนี้
- คำนวณส่วนต่างที่ขาด แยกเป็นรายผู้รับเงินแต่ละราย เทียบยอดที่หักจริงกับยอดที่ควรหักตามอัตราที่ถูกต้อง
- ยื่นแบบเพิ่มเติมของเดือนภาษีเดิม ผ่านระบบ e-Filing หรือแบบกระดาษ โดยเลือกประเภทการยื่นเป็น "ยื่นเพิ่มเติม" ระบุครั้งที่ยื่น แล้วกรอกยอดรวมที่ถูกต้องทั้งหมด ระบบจะคำนวณส่วนต่างที่ต้องนำส่งเพิ่มให้อัตโนมัติ
- ชำระภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) ของยอดภาษีที่นำส่งขาด นับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดยื่นแบบเดิมจนถึงวันที่ชำระจริง โดยกฎหมายกำหนดเพดานเงินเพิ่มไว้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง
- ตกลงกับผู้รับเงินว่าใครรับภาระส่วนต่าง ในทางปฏิบัติบริษัทมักสำรองจ่ายส่วนที่ขาดให้กรมสรรพากรไปก่อน แล้วตกลงกับคู่ค้าว่าจะหักคืนจากยอดจ่ายงวดถัดไป หรือแจ้งขอเรียกเก็บเพิ่มเติมตามข้อตกลง เพราะเงินสดที่โอนให้ผู้รับไปแล้วเรียกคืนได้ยากในทางปฏิบัติ
กรณีหักภาษีเกิน (หักมากกว่าที่ควร) ต้องแก้ไขอย่างไร
ในทางกลับกัน หากหักภาษีไว้เกินกว่าที่ควร เช่น ควรหัก 3% แต่หักไป 5% เท่ากับผู้รับเงินได้รับเงินสดสุทธิน้อยกว่าที่ควรได้รับจริง กรณีนี้กรมสรรพากรไม่เสียประโยชน์
แต่เป็นเรื่องที่บริษัทต้องดูแลสิทธิของคู่ค้าหรือพนักงานให้ได้รับเงินคืนอย่างถูกต้อง ขั้นตอนที่ควรทำมีดังนี้
- คืนเงินสดส่วนที่หักเกินให้ผู้รับเงินก่อน เพราะเป็นเงินของผู้รับที่ถูกหักไว้เกินสิทธิ ควรโอนคืนหรือหักลดยอดที่ต้องเรียกเก็บในงวดถัดไปให้ชัดเจน พร้อมแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
- ยื่นแบบเพิ่มเติมปรับลดยอดหัก ณ ที่จ่าย ของเดือนภาษีเดิม ให้ตรงกับยอดที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- ขอคืนภาษีที่นำส่งเกินจากกรมสรรพากร ด้วยแบบ ค.10 (คำร้องขอคืนเงินภาษีอากร) พร้อมเอกสารประกอบ เช่น สำเนาแบบที่ยื่นเพิ่มเติม หลักฐานการคืนเงินให้ผู้รับ และหนังสือรับรองฉบับแก้ไข ทั้งนี้สิทธิขอคืนภาษีมีอายุความ 3 ปีนับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบภาษีเดือนนั้น ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เช่น กรณียื่นแบบล่าช้าตามที่ได้รับอนุมัติขยายเวลา)
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนยื่นขอคืน เพราะในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่สรรพากรมักขอเอกสารประกอบเพิ่มเติมหรือนัดตรวจสอบก่อนอนุมัติคืนเงินทุกครั้ง และรายละเอียดขั้นตอน (เช่น
ใครเป็นผู้ยื่นคำร้อง บริษัทหรือผู้รับเงิน)
อาจแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับแก้ไข ให้ผู้รับเงินใช้อ้างอิงได้จริง
ไม่ว่าจะเป็นกรณีหักขาดหรือหักเกิน หัวใจสำคัญคือต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายฉบับใหม่ให้ผู้รับเงินนำไปใช้แทนฉบับเดิม
เพราะผู้รับเงินต้องใช้ตัวเลขในหนังสือรับรองนี้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปีของตนเอง เช่น ภ.ง.ด.90
ภ.ง.ด.91 หรือ ภ.ง.ด.50 หากตัวเลขไม่ตรงกับที่บริษัทยื่นจริงต่อกรมสรรพากร ผู้รับเงินอาจถูกตรวจสอบภายหลังได้
- ออกหนังสือรับรองฉบับใหม่ ระบุข้อความอ้างอิงชัดเจนว่า "ออกแทนฉบับเดิมเลขที่... ลงวันที่..." เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้เสมอ
- เรียกคืนหรือทำบันทึกยกเลิกฉบับเดิมเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บไว้เป็นหลักฐานคู่กับฉบับใหม่ในแฟ้มภาษี
- แนบหนังสือชี้แจงสั้น ๆ อธิบายเหตุที่แก้ไขและยอดภาษีที่เปลี่ยนแปลง ส่งให้ผู้รับเงินพร้อมฉบับใหม่
- หากผู้รับเงินนำหนังสือรับรองฉบับเดิมไปใช้ยื่นภาษีของตนเองไปแล้ว ต้องแจ้งให้เขายื่นแบบเพิ่มเติมของตัวเองเพื่อปรับยอดเครดิตภาษีให้ตรงกับฉบับแก้ไขด้วย
| ประเด็น | กรณีหักขาด | กรณีหักเกิน |
|---|---|---|
| ทิศทางเงิน | บริษัทต้องนำส่งภาษีส่วนที่ขาดเพิ่มให้กรมสรรพากร | บริษัทต้องคืนเงินสดส่วนเกินให้ผู้รับเงิน แล้วขอคืนภาษีจากกรมสรรพากร |
| แบบที่ต้องยื่น/ทำ | ยื่นเพิ่มเติมพร้อมชำระภาษีค้างและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน | ยื่นเพิ่มเติมปรับลดยอด และยื่นแบบ ค.10 ขอคืนภาษี |
| ความรับผิดตามกฎหมาย | รับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง | ไม่มีความรับผิดทางภาษี แต่ต้องดูแลสิทธิผู้รับเงินให้ครบ |
ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ และเมื่อไรควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วย
ข้อผิดพลาดเรื่องหัก ณ ที่จ่ายมักเกิดจากกระบวนการทำงานที่ไม่มีจุดตรวจทานก่อนยื่นแบบ SME ที่ต้องการลดความเสี่ยงควรวางระบบดังนี้
- กระทบยอดหัก ณ ที่จ่ายทุกรายการก่อนยื่นแบบทุกเดือน เทียบกับสัญญาหรือใบแจ้งหนี้ต้นฉบับเสมอ
- ตรวจสอบสถานะผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) และประเภทเงินได้ให้ชัดก่อนเลือกอัตราและแบบที่ใช้ยื่น
- ใช้ระบบ e-Withholding Tax ของธนาคารหรือกรมสรรพากรช่วยคำนวณและออกหนังสือรับรองอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลด้วยมือ
- หากพบข้อผิดพลาดย้อนหลังหลายเดือนหรือหลายราย ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีช่วยตรวจสอบและวางแผนยื่นแก้ไขให้ครบถ้วนในคราวเดียว เพื่อจำกัดภาระเงินเพิ่มและลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินย้อนหลัง
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ยื่น ภ.ง.ด.1/3/53 เพิ่มเติม แก้ไขหักภาษีผิดพลาดอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หักภาษี ณ ที่จ่ายขาดไปแล้ว บริษัทต้องออกเงินจ่ายส่วนต่างเองหรือไม่
ในเบื้องต้นใช่ ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายเงินที่หักภาษีไว้ไม่ครบต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการนำส่งภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน
(ตามมาตรา 27) ให้กรมสรรพากรก่อน
บริษัทจึงมักต้องสำรองจ่ายส่วนต่างไปก่อน แล้วค่อยตกลงกับคู่ค้าภายหลังว่าจะหักคืนจากยอดจ่ายงวดถัดไปหรือเรียกเก็บเพิ่มอย่างไร
หักภาษีเกินไปแล้ว ขอคืนเงินจากกรมสรรพากรได้อย่างไร
โดยหลักการ บริษัทควรคืนเงินสดส่วนเกินให้ผู้รับเงินก่อน จากนั้นยื่นแบบเพิ่มเติมปรับลดยอดหัก ณ ที่จ่ายของเดือนภาษีเดิมให้ถูกต้อง แล้วจึงยื่นแบบ ค.10
เพื่อขอคืนภาษีที่นำส่งเกินจากกรมสรรพากร โดยมีอายุความยื่นขอคืนตามมาตรา 27 ตรี คือ 3
ปีนับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบภาษีเดือนนั้น ทั้งนี้รายละเอียดขั้นตอนอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนดำเนินการ
ผู้รับเงินนำหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายฉบับเดิมไปยื่นภาษีของตัวเองแล้ว ต้องทำอย่างไร
ต้องแจ้งให้ผู้รับเงินทราบทันทีและส่งหนังสือรับรองฉบับแก้ไขให้ใช้แทน หากเขายื่นแบบประจำปีของตัวเองไปแล้วด้วยตัวเลขเดิม
จะต้องยื่นแบบเพิ่มเติมของตนเองเพื่อปรับยอดเครดิตภาษีให้ตรงกับฉบับที่แก้ไข
ยื่นแบบ ภ.ง.ด. เพิ่มเติมได้กี่ครั้ง ถ้าพบข้อผิดพลาดซ้ำอีก
ยื่นเพิ่มเติมได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งโดยระบุลำดับครั้งที่ยื่นในระบบ เช่น ยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1, 2, 3 แต่ยิ่งพบข้อผิดพลาดเร็วและแก้ไขให้ครบในคราวเดียว
ก็ยิ่งจำกัดภาระเงินเพิ่มและลดความเสี่ยงจากการถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง
ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน