หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) เป็นตราสารการเงินที่ไม่มีกำหนดวันไถ่ถอนแน่นอน ทำให้เกิดคำถามว่าควรบันทึกเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุนในงบการเงิน
ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะของตราสารแต่ละรุ่น ไม่ใช่ดูจากชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว
สารบัญบทความ
- หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไร
- เกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุน
- ทำไมการจัดประเภทจึงสำคัญต่องบการเงิน
- ดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ บันทึกอย่างไร
- ตัวอย่างสถานการณ์จริง
- ผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- ตารางนำบทความไปใช้
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไร
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เป็นตราสารหนี้แบบผสม (hybrid instrument) ที่บริษัทออกโดยไม่กำหนดวันครบกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอน
ผู้ถือตราสารจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่บริษัทยังไม่ไถ่ถอนคืน โดยส่วนใหญ่ผู้ออกจะมีสิทธิ (call option)
ในการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดหลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 5 ปีหรือ 10 ปี แต่ไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องไถ่ถอนเมื่อใด
เครื่องมือทางการเงินประเภทนี้มักถูกใช้โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการระดมทุนโดยไม่เพิ่มสัดส่วนหนี้สินต่อทุนมากเกินไป
เพราะหากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด อาจสามารถจัดประเภทเป็นส่วนของทุนในงบการเงินได้
เกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุน
ตามหลักการบัญชีมาตรฐาน การจัดประเภทตราสารการเงินว่าเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุนต้องพิจารณาจากเนื้อหาทางเศรษฐกิจของสัญญา ไม่ใช่ดูจากรูปแบบทางกฎหมายหรือชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว
หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้พิจารณา ได้แก่
กิจการมีภาระผูกพันตามสัญญาที่ต้องส่งมอบเงินสดหรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นให้ผู้ถือตราสารหรือไม่ หากกิจการไม่มีภาระผูกพันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้น (เช่น
มีสิทธิเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ตามดุลยพินิจของกิจการโดยไม่ถือเป็นการผิดนัด และไม่มีกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอน) ตราสารนั้นอาจเข้าข่ายจัดเป็นส่วนของทุนได้ ในทางกลับกัน
หากมีเงื่อนไขที่ทำให้กิจการมีภาระผูกพันต้องจ่ายเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตราสารนั้นจะถูกจัดเป็นหนี้สินไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไร
ปัจจัยที่ทำให้เอียงไปทาง "ส่วนของทุน"
ไม่มีกำหนดไถ่ถอนแน่นอน กิจการมีสิทธิเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ตามดุลยพินิจโดยไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ และดอกเบี้ยที่เลื่อนจ่ายไม่มีการสะสมดอกเบี้ยทบต้นแบบบังคับ
ปัจจัยเหล่านี้ต้องพิจารณาประกอบกันทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงข้อใดข้อหนึ่ง
ทำไมการจัดประเภทจึงสำคัญต่องบการเงิน
การจัดประเภทหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ส่งผลกระทบต่องบการเงินหลายด้าน หากจัดเป็นหนี้สิน จำนวนเงินที่ระดมทุนมาจะเพิ่มยอดหนี้สินรวมและกระทบอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio)
ซึ่งอาจกระทบเงื่อนไขสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินอื่นที่มีข้อกำหนดจำกัดอัตราส่วนนี้ไว้ ในทางกลับกัน หากเข้าเงื่อนไขและจัดเป็นส่วนของทุน
เงินที่ระดมทุนมาจะไม่กระทบอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน
แต่จะกระทบต่อกำไรต่อหุ้นและอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นแทน เนื่องจากผลกระทบมีนัยสำคัญต่อการวิเคราะห์ฐานะการเงินของกิจการ
การพิจารณาจัดประเภทจึงต้องทำอย่างรอบคอบโดยผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาทางบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ไม่ควรตัดสินใจเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ บันทึกอย่างไร
หากตราสารถูกจัดประเภทเป็นหนี้สิน ดอกเบี้ยที่จ่ายให้ผู้ถือตราสารจะบันทึกเป็นดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุนตามปกติ และนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป
แต่หากตราสารถูกจัดประเภทเป็นส่วนของทุน เงินที่จ่ายให้ผู้ถือตราสาร
(ซึ่งทางกฎหมายอาจเรียกว่า "ดอกเบี้ย" แต่ทางบัญชีถือเป็นการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือตราสารทุน) จะบันทึกเป็นการจัดสรรกำไรสะสม ไม่ผ่านงบกำไรขาดทุน
และอาจไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เหมือนดอกเบี้ยจ่ายทั่วไป
ประเด็นนี้มีความซับซ้อนทางภาษีสูง จึงจำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและกรมสรรพากรเพื่อยืนยันแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องก่อนออกตราสารประเภทนี้ทุกครั้ง
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
สมมติบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งต้องการระดมทุน 500,000,000 บาทเพื่อขยายกิจการ โดยไม่ต้องการให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้นมากจนกระทบเงื่อนไขสัญญาเงินกู้เดิมกับธนาคาร
บริษัทจึงพิจารณาออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ที่ไม่มีกำหนดไถ่ถอนแน่นอน
มีสิทธิเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ตามดุลยพินิจ และไม่มีการสะสมดอกเบี้ยทบต้นแบบบังคับ หากเงื่อนไขทั้งหมดเข้าเกณฑ์ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน
ผู้สอบบัญชีอาจแนะนำให้จัดประเภทเป็นส่วนของทุน ทำให้เงิน 500,000,000 บาทไม่กระทบอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน
แต่หากมีเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งที่สร้างภาระผูกพันแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น กำหนดวันไถ่ถอนแน่นอนหลัง 10 ปี ตราสารนั้นอาจต้องจัดเป็นหนี้สินแทน
กรณีนี้บริษัทควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบเงื่อนไขทุกข้อในสัญญาอย่างละเอียดก่อนสรุปการจัดประเภท
เพราะมีผลต่อการวิเคราะห์งบการเงินของนักลงทุนและเจ้าหนี้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์
สำหรับนักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ผลตอบแทนที่ได้รับ (ไม่ว่าทางบัญชีของผู้ออกจะเรียกว่าดอกเบี้ยหรือเงินปันผล)
ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้ตามประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด
ซึ่งอาจแตกต่างกันตามการจัดโครงสร้างตราสารและสถานะผู้ถือ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) และอาจมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ออกตราสารก่อนจ่ายเงินให้ผู้ถือ
นักลงทุนควรตรวจสอบหนังสือชี้ชวนหรือเอกสารประกอบการเสนอขายตราสารอย่างละเอียด
และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนภาษีเงินได้ส่วนบุคคลหรือนิติบุคคลจากผลตอบแทนที่ได้รับให้ถูกต้อง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ตัดสินใจจัดประเภทหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เป็นส่วนของทุนโดยดูจากชื่อเรียกหรือรูปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว โดยไม่วิเคราะห์เนื้อหาทางเศรษฐกิจของสัญญาทุกข้อ
- ไม่ตรวจสอบเงื่อนไขการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยอย่างละเอียด ทำให้จัดประเภทผิดพลาดและต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลัง
- คำนวณภาษีดอกเบี้ยจ่ายเหมือนหุ้นกู้ทั่วไปโดยไม่พิจารณาว่าตราสารถูกจัดเป็นส่วนของทุน ทำให้หักค่าใช้จ่ายทางภาษีผิดพลาด
- ไม่ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบเงื่อนไขตราสาร ทำให้ต้องแก้ไขโครงสร้างภายหลังซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า
- ไม่แจ้งนักลงทุนให้ชัดเจนเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายและประเภทเงินได้ ทำให้นักลงทุนวางแผนภาษีของตนเองผิดพลาด
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
บริษัทที่พิจารณาออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบเงื่อนไขตราสาร
เพื่อวิเคราะห์ว่าเงื่อนไขทุกข้อในสัญญาจะทำให้จัดประเภทเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุนตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน
พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเรื่องการหักค่าใช้จ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้การระดมทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงินโดยไม่มีความเสี่ยงด้านบัญชีและภาษีที่ไม่คาดคิดในภายหลัง
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไร | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| เกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุน | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ทำไมการจัดประเภทจึงสำคัญต่องบการเงิน | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไร
เป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีกำหนดวันไถ่ถอนแน่นอน ผู้ถือได้รับผลตอบแทนต่อเนื่อง โดยผู้ออกมักมีสิทธิไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดได้แต่ไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องไถ่ถอนเมื่อใด
อะไรเป็นตัวตัดสินว่าหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เป็นหนี้สินหรือทุน
ต้องพิจารณาเนื้อหาทางเศรษฐกิจของสัญญา เช่น กิจการมีภาระผูกพันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการจ่ายเงินหรือไม่ ไม่ใช่ดูจากชื่อเรียกหรือรูปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว
ทำไมบริษัทถึงนิยมออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์
เพราะหากเข้าเงื่อนไขและจัดเป็นส่วนของทุน จะช่วยระดมทุนโดยไม่เพิ่มอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ซึ่งอาจมีผลดีต่อเงื่อนไขสัญญาเงินกู้อื่นของบริษัท
ดอกเบี้ยหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์หักภาษีได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับการจัดประเภท หากเป็นหนี้สินมักหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามปกติ แต่หากจัดเป็นส่วนของทุนอาจถือเป็นการจัดสรรกำไร ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนสรุป
นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ต้องเสียภาษีอย่างไร
ผลตอบแทนที่ได้รับถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีตามประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ออกตราสารก่อนจ่ายเงิน
การจัดประเภทผิดพลาดมีผลกระทบอย่างไรบ้าง
อาจต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลัง กระทบอัตราส่วนทางการเงินที่รายงานต่อนักลงทุนและเจ้าหนี้ และอาจกระทบการคำนวณภาษีที่ยื่นไปแล้ว
บริษัทควรเริ่มต้นอย่างไรก่อนออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์
ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบเงื่อนไขตราสาร เพื่อวิเคราะห์การจัดประเภททางบัญชีและผลกระทบภาษีล่วงหน้า
ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้