หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ (Perpetual Bond) เป็นตราสารการเงินที่ไม่มีกำหนดวันไถ่ถอนแน่นอน ทำให้เกิดคำถามว่าควรบันทึกเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุนในงบการเงิน

ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะของตราสารแต่ละรุ่น ไม่ใช่ดูจากชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว

สารบัญบทความ
  1. หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไร
  2. เกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุน
  3. ทำไมการจัดประเภทจึงสำคัญต่องบการเงิน
  4. ดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ บันทึกอย่างไร
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไร

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เป็นตราสารหนี้แบบผสม (hybrid instrument) ที่บริษัทออกโดยไม่กำหนดวันครบกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอน

ผู้ถือตราสารจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่บริษัทยังไม่ไถ่ถอนคืน โดยส่วนใหญ่ผู้ออกจะมีสิทธิ (call option)

ในการไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดหลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 5 ปีหรือ 10 ปี แต่ไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องไถ่ถอนเมื่อใด

เครื่องมือทางการเงินประเภทนี้มักถูกใช้โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการระดมทุนโดยไม่เพิ่มสัดส่วนหนี้สินต่อทุนมากเกินไป

เพราะหากเข้าเงื่อนไขที่กำหนด อาจสามารถจัดประเภทเป็นส่วนของทุนในงบการเงินได้

เกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุน

ตามหลักการบัญชีมาตรฐาน การจัดประเภทตราสารการเงินว่าเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุนต้องพิจารณาจากเนื้อหาทางเศรษฐกิจของสัญญา ไม่ใช่ดูจากรูปแบบทางกฎหมายหรือชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว

หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้พิจารณา ได้แก่

กิจการมีภาระผูกพันตามสัญญาที่ต้องส่งมอบเงินสดหรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นให้ผู้ถือตราสารหรือไม่ หากกิจการไม่มีภาระผูกพันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้น (เช่น

มีสิทธิเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ตามดุลยพินิจของกิจการโดยไม่ถือเป็นการผิดนัด และไม่มีกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอน) ตราสารนั้นอาจเข้าข่ายจัดเป็นส่วนของทุนได้ ในทางกลับกัน

หากมีเงื่อนไขที่ทำให้กิจการมีภาระผูกพันต้องจ่ายเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตราสารนั้นจะถูกจัดเป็นหนี้สินไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไร

ปัจจัยที่ทำให้เอียงไปทาง "ส่วนของทุน"

ไม่มีกำหนดไถ่ถอนแน่นอน กิจการมีสิทธิเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ตามดุลยพินิจโดยไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ และดอกเบี้ยที่เลื่อนจ่ายไม่มีการสะสมดอกเบี้ยทบต้นแบบบังคับ

ปัจจัยเหล่านี้ต้องพิจารณาประกอบกันทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงข้อใดข้อหนึ่ง

ทำไมการจัดประเภทจึงสำคัญต่องบการเงิน

การจัดประเภทหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ส่งผลกระทบต่องบการเงินหลายด้าน หากจัดเป็นหนี้สิน จำนวนเงินที่ระดมทุนมาจะเพิ่มยอดหนี้สินรวมและกระทบอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio)

ซึ่งอาจกระทบเงื่อนไขสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินอื่นที่มีข้อกำหนดจำกัดอัตราส่วนนี้ไว้ ในทางกลับกัน หากเข้าเงื่อนไขและจัดเป็นส่วนของทุน

เงินที่ระดมทุนมาจะไม่กระทบอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน

แต่จะกระทบต่อกำไรต่อหุ้นและอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นแทน เนื่องจากผลกระทบมีนัยสำคัญต่อการวิเคราะห์ฐานะการเงินของกิจการ

การพิจารณาจัดประเภทจึงต้องทำอย่างรอบคอบโดยผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาทางบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ไม่ควรตัดสินใจเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ บันทึกอย่างไร

หากตราสารถูกจัดประเภทเป็นหนี้สิน ดอกเบี้ยที่จ่ายให้ผู้ถือตราสารจะบันทึกเป็นดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุนตามปกติ และนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป

แต่หากตราสารถูกจัดประเภทเป็นส่วนของทุน เงินที่จ่ายให้ผู้ถือตราสาร

(ซึ่งทางกฎหมายอาจเรียกว่า "ดอกเบี้ย" แต่ทางบัญชีถือเป็นการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือตราสารทุน) จะบันทึกเป็นการจัดสรรกำไรสะสม ไม่ผ่านงบกำไรขาดทุน

และอาจไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เหมือนดอกเบี้ยจ่ายทั่วไป

ประเด็นนี้มีความซับซ้อนทางภาษีสูง จึงจำเป็นต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและกรมสรรพากรเพื่อยืนยันแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องก่อนออกตราสารประเภทนี้ทุกครั้ง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งต้องการระดมทุน 500,000,000 บาทเพื่อขยายกิจการ โดยไม่ต้องการให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้นมากจนกระทบเงื่อนไขสัญญาเงินกู้เดิมกับธนาคาร

บริษัทจึงพิจารณาออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ที่ไม่มีกำหนดไถ่ถอนแน่นอน

มีสิทธิเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ตามดุลยพินิจ และไม่มีการสะสมดอกเบี้ยทบต้นแบบบังคับ หากเงื่อนไขทั้งหมดเข้าเกณฑ์ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน

ผู้สอบบัญชีอาจแนะนำให้จัดประเภทเป็นส่วนของทุน ทำให้เงิน 500,000,000 บาทไม่กระทบอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน

แต่หากมีเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งที่สร้างภาระผูกพันแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น กำหนดวันไถ่ถอนแน่นอนหลัง 10 ปี ตราสารนั้นอาจต้องจัดเป็นหนี้สินแทน

กรณีนี้บริษัทควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบเงื่อนไขทุกข้อในสัญญาอย่างละเอียดก่อนสรุปการจัดประเภท

เพราะมีผลต่อการวิเคราะห์งบการเงินของนักลงทุนและเจ้าหนี้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อผู้ลงทุนที่ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ผลตอบแทนที่ได้รับ (ไม่ว่าทางบัญชีของผู้ออกจะเรียกว่าดอกเบี้ยหรือเงินปันผล)

ถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้ตามประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด

ซึ่งอาจแตกต่างกันตามการจัดโครงสร้างตราสารและสถานะผู้ถือ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล) และอาจมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ออกตราสารก่อนจ่ายเงินให้ผู้ถือ

นักลงทุนควรตรวจสอบหนังสือชี้ชวนหรือเอกสารประกอบการเสนอขายตราสารอย่างละเอียด

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนภาษีเงินได้ส่วนบุคคลหรือนิติบุคคลจากผลตอบแทนที่ได้รับให้ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตัดสินใจจัดประเภทหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เป็นส่วนของทุนโดยดูจากชื่อเรียกหรือรูปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว โดยไม่วิเคราะห์เนื้อหาทางเศรษฐกิจของสัญญาทุกข้อ
  • ไม่ตรวจสอบเงื่อนไขการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยอย่างละเอียด ทำให้จัดประเภทผิดพลาดและต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลัง
  • คำนวณภาษีดอกเบี้ยจ่ายเหมือนหุ้นกู้ทั่วไปโดยไม่พิจารณาว่าตราสารถูกจัดเป็นส่วนของทุน ทำให้หักค่าใช้จ่ายทางภาษีผิดพลาด
  • ไม่ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบเงื่อนไขตราสาร ทำให้ต้องแก้ไขโครงสร้างภายหลังซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า
  • ไม่แจ้งนักลงทุนให้ชัดเจนเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายและประเภทเงินได้ ทำให้นักลงทุนวางแผนภาษีของตนเองผิดพลาด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

บริษัทที่พิจารณาออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบเงื่อนไขตราสาร

เพื่อวิเคราะห์ว่าเงื่อนไขทุกข้อในสัญญาจะทำให้จัดประเภทเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุนตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน

พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเรื่องการหักค่าใช้จ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การระดมทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงินโดยไม่มีความเสี่ยงด้านบัญชีและภาษีที่ไม่คาดคิดในภายหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
เกณฑ์การพิจารณาว่าเป็นหนี้สินหรือส่วนของทุนตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ทำไมการจัดประเภทจึงสำคัญต่องบการเงินตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไร

เป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีกำหนดวันไถ่ถอนแน่นอน ผู้ถือได้รับผลตอบแทนต่อเนื่อง โดยผู้ออกมักมีสิทธิไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดได้แต่ไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องไถ่ถอนเมื่อใด

อะไรเป็นตัวตัดสินว่าหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เป็นหนี้สินหรือทุน

ต้องพิจารณาเนื้อหาทางเศรษฐกิจของสัญญา เช่น กิจการมีภาระผูกพันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการจ่ายเงินหรือไม่ ไม่ใช่ดูจากชื่อเรียกหรือรูปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

ทำไมบริษัทถึงนิยมออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์

เพราะหากเข้าเงื่อนไขและจัดเป็นส่วนของทุน จะช่วยระดมทุนโดยไม่เพิ่มอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ซึ่งอาจมีผลดีต่อเงื่อนไขสัญญาเงินกู้อื่นของบริษัท

ดอกเบี้ยหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์หักภาษีได้หรือไม่

ขึ้นอยู่กับการจัดประเภท หากเป็นหนี้สินมักหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามปกติ แต่หากจัดเป็นส่วนของทุนอาจถือเป็นการจัดสรรกำไร ซึ่งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนสรุป

นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ต้องเสียภาษีอย่างไร

ผลตอบแทนที่ได้รับถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำไปคำนวณภาษีตามประเภทเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ออกตราสารก่อนจ่ายเงิน

การจัดประเภทผิดพลาดมีผลกระทบอย่างไรบ้าง

อาจต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลัง กระทบอัตราส่วนทางการเงินที่รายงานต่อนักลงทุนและเจ้าหนี้ และอาจกระทบการคำนวณภาษีที่ยื่นไปแล้ว

บริษัทควรเริ่มต้นอย่างไรก่อนออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์

ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบเงื่อนไขตราสาร เพื่อวิเคราะห์การจัดประเภททางบัญชีและผลกระทบภาษีล่วงหน้า

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้