คำตอบสั้นๆ คือ ธุรกิจสักคิ้วและแต่งหน้ากึ่งถาวรเกี่ยวข้องกับการใช้เข็มสัมผัสผิวหนัง จึงอาจเข้าข่ายกิจการที่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตด้านสุขอนามัยกับหน่วยงานท้องถิ่น

นอกเหนือจากภาระภาษีเงินได้และ VAT ตามปกติ

บทความนี้อธิบายทั้งสองด้านให้เจ้าของธุรกิจเตรียมพร้อมก่อนเปิดกิจการ

สารบัญบทความ
  1. ทำไมธุรกิจนี้ต้องพิจารณาเรื่องใบอนุญาตเป็นพิเศษ
  2. ความแตกต่างระหว่างสักคิ้วกับหัตถการทางการแพทย์
  3. ภาษีเงินได้ของธุรกิจสักคิ้ว-แต่งหน้ากึ่งถาวร
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับธุรกิจนี้
  5. ต้นทุนหลักที่ต้องบันทึกให้ถูกต้อง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจสักคิ้ว-แต่งหน้ากึ่งถาวร
  7. ตัวอย่างสถานการณ์: ช่างสักคิ้วที่ขยายจากฟรีแลนซ์เป็นเปิดสตูดิโอ
  8. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำก่อนเปิดกิจการ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

ทำไมธุรกิจนี้ต้องพิจารณาเรื่องใบอนุญาตเป็นพิเศษ

บริการสักคิ้ว สักปาก แต่งหน้ากึ่งถาวร (Semi-Permanent Makeup) และไมโครเบลดดิ้ง (Microblading) เป็นบริการที่ใช้เข็มขนาดเล็กและเม็ดสีสัมผัสเข้าสู่ชั้นผิวหนังโดยตรง

ลักษณะการให้บริการเช่นนี้ทำให้ธุรกิจอาจเข้าข่ายกิจการที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้รับบริการตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข

ซึ่งต่างจากร้านเสริมสวยทั่วไปที่ไม่มีการทำให้ผิวหนังเสียหาย

เจ้าของธุรกิจจึงควรตรวจสอบกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ที่ตั้งร้านว่ากิจการประเภทนี้ต้องแจ้งดำเนินกิจการ หรือขอใบอนุญาตประเภทใดบ้าง

เนื่องจากข้อกำหนดอาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่และลักษณะการให้บริการที่ชัดเจน (เช่น ระดับความลึกของการสัก

การใช้ยาชาเฉพาะที่) การไม่ตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนเปิดกิจการอาจนำไปสู่ความเสี่ยงถูกสั่งระงับกิจการหรือถูกดำเนินคดีในภายหลัง

ความแตกต่างระหว่างสักคิ้วกับหัตถการทางการแพทย์

ประเด็นสำคัญที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจคือ เส้นแบ่งระหว่างบริการเสริมความงามทั่วไปกับหัตถการทางการแพทย์ที่ต้องดำเนินการโดยแพทย์หรือพยาบาลผู้มีใบประกอบวิชาชีพ

หากบริการมีการใช้ยาชาเฉพาะที่ในระดับความเข้มข้นสูง

หรือมีการฉีดสารเข้าสู่ผิวหนังในลักษณะที่เข้าข่ายหัตถการทางการแพทย์ อาจต้องมีแพทย์หรือพยาบาลควบคุมดูแลตามกฎหมายวิชาชีพเวชกรรมหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากเส้นแบ่งนี้มีความละเอียดอ่อนทางกฎหมายและอาจมีการตีความที่เปลี่ยนแปลงได้ เจ้าของธุรกิจควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

หรือแพทยสภา

เพื่อยืนยันว่ารูปแบบบริการของตนเข้าข่ายต้องมีแพทย์ควบคุมหรือไม่ ก่อนเปิดให้บริการ

ภาษีเงินได้ของธุรกิจสักคิ้ว-แต่งหน้ากึ่งถาวร

ในมุมภาษี ธุรกิจนี้ไม่ต่างจากธุรกิจบริการเสริมความงามทั่วไป หากดำเนินการในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการให้บริการต้องนำมารวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านแบบ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี)

และ ภ.ง.ด.90 (รอบปี)

ส่วนหากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันไดสำหรับ SME ดังนี้

  • กำไรสุทธิ 0-300,000 บาทแรก: ได้รับยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิ 300,001-3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับธุรกิจนี้

บริการสักคิ้วและแต่งหน้ากึ่งถาวรที่ไม่ได้ดำเนินการโดยแพทย์ในลักษณะหัตถการทางการแพทย์ จัดเป็นบริการทั่วไปที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักทั่วไป (ควรตรวจสอบอัตรา VAT

ปัจจุบันกับกรมสรรพากร) เมื่อรายได้รวมเกิน 1,800,000 บาทต่อปี

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด และต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าที่ต้องการ

ในกรณีที่บริการบางส่วนดำเนินการโดยแพทย์ในลักษณะหัตถการทางการแพทย์จริง อาจได้รับการยกเว้น VAT เฉพาะส่วนนั้นตามมาตรา 81(1)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร

แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการรักษาโดยผู้มีใบประกอบวิชาชีพ

ซึ่งประเด็นนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อพิจารณาเป็นรายกรณี

ต้นทุนหลักที่ต้องบันทึกให้ถูกต้อง

ธุรกิจสักคิ้วและแต่งหน้ากึ่งถาวรมีต้นทุนเฉพาะทางที่ต้องเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ ได้แก่

  • เม็ดสีสัก เข็มใช้ครั้งเดียวทิ้ง และอุปกรณ์ปลอดเชื้อ
  • ยาชาเฉพาะที่ (หากใช้) ซึ่งควรตรวจสอบแหล่งที่มาให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ค่าอบรมและใบรับรองวิชาชีพของช่าง เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ
  • ค่าเช่าพื้นที่และค่าตกแต่งร้านให้ได้มาตรฐานสุขอนามัย
  • ค่าประกันภัยความรับผิดจากการให้บริการ (หากมี) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของธุรกิจสักคิ้ว-แต่งหน้ากึ่งถาวร

  • เปิดให้บริการโดยไม่ตรวจสอบข้อกำหนดใบอนุญาตกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อน ทำให้เสี่ยงถูกสั่งระงับกิจการภายหลัง
  • ใช้ยาชาเข้มข้นสูงโดยไม่มีแพทย์ควบคุม ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายวิชาชีพเวชกรรมและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของลูกค้า
  • ไม่เก็บหลักฐานต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองอย่างเป็นระบบ ทำให้ต้นทุนที่แท้จริงไม่ถูกนำมาหักภาษีได้ครบถ้วน
  • ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมทั้งปีเพื่อพิจารณาจด VAT ทำให้จดทะเบียนช้ากว่ากำหนดเมื่อธุรกิจเติบโตเร็ว
  • ไม่แยกบัญชีรายจ่ายส่วนตัวกับรายจ่ายธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ทำให้ถูกปฏิเสธรายจ่ายเมื่อคำนวณภาษี

ตัวอย่างสถานการณ์: ช่างสักคิ้วที่ขยายจากฟรีแลนซ์เป็นเปิดสตูดิโอ

สมมติช่างสักคิ้วรายหนึ่งเริ่มต้นรับงานที่บ้านลูกค้าหรือพื้นที่เช่ารายวัน มีรายได้ปีละประมาณ 700,000 บาท

เมื่อฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นจนตัดสินใจเปิดสตูดิโอของตัวเองพร้อมจ้างช่างเพิ่มอีก 1-2 คน รายได้รวมของสตูดิโอเพิ่มเป็นปีละ 2.2 ล้านบาท

จุดนี้ต้องพิจารณาพร้อมกันหลายเรื่อง คือ ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการกับหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ใหม่ จดทะเบียน VAT เนื่องจากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทแล้ว และวางระบบหักภาษี ณ

ที่จ่ายสำหรับช่างที่จ้างมาทำงานร่วมกัน

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำก่อนเปิดกิจการ

  • ตรวจสอบกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่ว่าธุรกิจต้องแจ้งหรือขอใบอนุญาตประเภทใดก่อนเปิดร้าน
  • หากใช้ยาชาเฉพาะที่ในบริการ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการแพทย์เพื่อยืนยันว่าต้องมีแพทย์ควบคุมหรือไม่
  • เก็บใบเสร็จค่าวัสดุสิ้นเปลืองและอุปกรณ์ปลอดเชื้อทุกใบเพื่อใช้เป็นหลักฐานต้นทุน
  • ติดตามยอดรายได้สะสมทั้งปีเพื่อเตรียมพร้อมจด VAT ก่อนถึงเกณฑ์ที่กำหนด
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีตั้งแต่เริ่มวางแผนเปิดกิจการ เพื่อเลือกโครงสร้างธุรกิจที่เหมาะสมที่สุด

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ทำไมธุรกิจนี้ต้องพิจารณาเรื่องใบอนุญาตเป็นพิเศษตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ความแตกต่างระหว่างสักคิ้วกับหัตถการทางการแพทย์ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ภาษีเงินได้ของธุรกิจสักคิ้ว-แต่งหน้ากึ่งถาวรตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจสักคิ้ว-แต่งหน้ากึ่งถาวรต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง

เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้เข็มสัมผัสผิวหนัง อาจเข้าข่ายกิจการที่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตด้านสุขอนามัยกับสำนักงานเขตหรือเทศบาลในพื้นที่

ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่แน่นอนกับหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรงก่อนเปิดกิจการ

การใช้ยาชาเฉพาะที่ในบริการสักคิ้วต้องมีแพทย์ควบคุมไหม

หากใช้ยาชาในระดับความเข้มข้นสูงหรือมีลักษณะเข้าข่ายหัตถการทางการแพทย์ อาจต้องมีแพทย์หรือพยาบาลผู้มีใบประกอบวิชาชีพควบคุมดูแล

ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเพื่อยืนยันก่อนให้บริการ

ธุรกิจนี้ต้องจด VAT เมื่อไหร่

เมื่อรายได้รวมจากบริการสักคิ้วและแต่งหน้ากึ่งถาวรเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด

หากบริการดำเนินการโดยแพทย์ ยังต้องเสีย VAT ไหม

หากเป็นหัตถการทางการแพทย์จริงที่ดำเนินการโดยผู้มีใบประกอบวิชาชีพ อาจได้รับยกเว้น VAT เฉพาะส่วนนั้นตามกฎหมาย แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อพิจารณาเป็นรายกรณี

ควรจดทะเบียนธุรกิจสักคิ้วเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

ธุรกิจขนาดเล็กที่เริ่มต้นสามารถดำเนินในนามบุคคลธรรมดาได้ แต่เมื่อรายได้เติบโตและมีช่างหลายคน การจดทะเบียนนิติบุคคลจะช่วยวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบและได้สิทธิ์อัตราภาษี SME

แบบขั้นบันได

ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองของธุรกิจนี้ต้องเก็บหลักฐานอย่างไร

ควรเก็บใบเสร็จค่าเม็ดสี เข็มใช้ครั้งเดียวทิ้ง และอุปกรณ์ปลอดเชื้อทุกใบอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานต้นทุนที่นำมาหักภาษีได้ครบถ้วนและถูกต้อง

หากเปิดกิจการโดยไม่ตรวจสอบใบอนุญาตก่อน มีความเสี่ยงอย่างไร

มีความเสี่ยงถูกสั่งระงับกิจการหรือถูกดำเนินคดีตามกฎหมายสาธารณสุขในภายหลัง ควรตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นให้ครบถ้วนก่อนเปิดให้บริการเสมอ

เมื่อกิจการเริ่มมีรายการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อนขึ้นตามลักษณะธุรกิจ การวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว A Plus Me มีบริการดูแลบัญชี ภาษี และระบบการเงินครบวงจร

ที่ช่วยรองรับความต้องการนี้ได้