ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า (MICE) มีรายได้หลายช่องทางทั้งค่าเช่าพื้นที่บูธ ค่าสปอนเซอร์ และค่าเข้าชม โดยแต่ละส่วนมีจุดรับรู้ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายต่างกัน
การแยกโครงสร้างรายได้ให้ชัดตั้งแต่ทำสัญญาช่วยให้คำนวณภาษีถูกต้องและวางแผนกระแสเงินสดได้ดีขึ้น
ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าหรือที่เรียกกันในวงการว่าธุรกิจ MICE (Meetings, Incentives, Conventions, Exhibitions) มีลักษณะเฉพาะคือต้องบริหารรายได้จากหลายแหล่งพร้อมกันในงานเดียว
ทั้งค่าเช่าพื้นที่บูธจากผู้ร่วมออกงาน
ค่าสปอนเซอร์จากแบรนด์ที่ต้องการโปรโมทในงาน และค่าบัตรเข้าชมจากผู้เข้าร่วมงาน แต่ละรายได้มีลักษณะทางภาษีที่แตกต่างกัน
ผู้จัดงานจึงต้องวางระบบบัญชีที่แยกประเภทรายได้ให้ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนทำสัญญากับผู้ร่วมออกงานแต่ละราย
สารบัญบทความ
โครงสร้างรายได้หลักของธุรกิจ MICE
รายได้ของผู้จัดงานแสดงสินค้าแบ่งได้เป็นสามกลุ่มหลัก คือ (1) ค่าเช่าพื้นที่บูธจากผู้ประกอบการที่มาออกร้าน ซึ่งมักคิดตามขนาดพื้นที่และตำแหน่งในฮอลล์ (2)
ค่าสปอนเซอร์จากแบรนด์ที่ต้องการโฆษณาหรือติดโลโก้ในงาน ซึ่งอาจมาพร้อมสิทธิประโยชน์ เช่น
การพูดบนเวทีหรือพื้นที่โฆษณาพิเศษ และ (3) ค่าบัตรเข้าชมงานจากผู้เข้าร่วมงานทั่วไป แต่ละรายได้ควรมีสัญญาหรือใบยืนยันแยกกัน
เพื่อให้ทีมบัญชีบันทึกรายได้และคำนวณภาษีได้ถูกต้องตามประเภท
จุดรับรู้ VAT ของค่าบูธและค่าสปอนเซอร์
การให้เช่าพื้นที่บูธและการให้สิทธิสปอนเซอร์ถือเป็นการให้บริการทางภาษีมูลค่าเพิ่ม ความรับผิดในการเสีย VAT โดยทั่วไปเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระเงินหรือมีการออกใบกำกับภาษี
แล้วแต่กรณีใดเกิดก่อน
ผู้จัดงานมักเก็บเงินมัดจำค่าบูธล่วงหน้าหลายเดือนก่อนวันงานจริง จึงต้องระวังว่าเมื่อรับเงินมัดจำต้องออกใบกำกับภาษีทันที ไม่ใช่รอจนถึงวันจัดงานจึงออกเอกสาร (ควรตรวจสอบอัตรา VAT
ปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนออกเอกสารทุกครั้ง)
| รายการ | ลักษณะภาษี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ค่าเช่าพื้นที่บูธ | VAT (บริการ) + หัก ณ ที่จ่าย | จุดรับรู้เมื่อรับเงินหรือออกใบกำกับภาษี |
| ค่าสปอนเซอร์/สิทธิโฆษณา | VAT + หัก ณ ที่จ่าย | ตรวจสอบลักษณะสัญญาแต่ละราย |
| ค่าบัตรเข้าชมงาน | VAT (บริการ) | รับรู้เมื่อขายบัตรหรือให้เข้าชมจริง |
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า
เมื่อผู้ร่วมออกงานหรือสปอนเซอร์เป็นนิติบุคคล ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าเช่าบูธหรือค่าสปอนเซอร์ที่จ่ายให้ผู้จัดงาน
อัตราที่ถูกต้องขึ้นกับลักษณะสัญญาว่าเป็นการเช่าพื้นที่ การให้บริการจัดงาน หรือการโฆษณา
ซึ่งควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนวางบิล ในทางกลับกัน ผู้จัดงานเองก็มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าเช่าฮอลล์ ค่าจ้างผู้รับเหมาตกแต่งบูธ
หรือค่าจ้างทีมงานภายนอกเช่นกัน
ต้นทุนหลักในการจัดงานแสดงสินค้า
ต้นทุนของผู้จัดงาน MICE มักประกอบด้วยค่าเช่าฮอลล์หรือศูนย์ประชุม ค่าออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างงาน ค่าจ้างทีมงานรักษาความปลอดภัยและทำความสะอาด ค่าการตลาดประชาสัมพันธ์ก่อนงาน
และค่าประกันภัยงานอีเวนต์
ผู้ประกอบการควรบันทึกต้นทุนแยกตามงานแต่ละครั้ง (Job Costing) เพื่อดูกำไรที่แท้จริงต่องาน เพราะงานแสดงสินค้าแต่ละครั้งมักมีขนาดและต้นทุนแตกต่างกันมาก
การใช้ค่าเฉลี่ยรวมอาจทำให้มองไม่เห็นว่างานไหนกำไรดีหรือขาดทุน
รายการต้นทุนที่ควรแยกบันทึกต่องาน
- ค่าเช่าสถานที่และค่าสาธารณูปโภคระหว่างงาน
- ค่าก่อสร้างและรื้อถอนโครงสร้างงาน
- ค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์เฉพาะงานนั้น
- ค่าจ้างพนักงานชั่วคราวและผู้รับเหมาช่วง
- ค่าประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลที่สาม
ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
สมมติบริษัทจัดงานแสดงสินค้าได้รับเงินค่าเช่าบูธจากผู้ร่วมออกงาน 50 ราย รายละ 40,000 บาท รวม 2,000,000 บาท และมีสปอนเซอร์หลัก 1 ราย จ่ายค่าสปอนเซอร์ 500,000 บาท
บริษัทต้องออกใบกำกับภาษีแยกแต่ละสัญญา คิด VAT ตามอัตราปัจจุบัน
(ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) และหากลูกค้าเป็นนิติบุคคล จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด บริษัทต้องเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายทุกใบไว้เป็นหลักฐานเครดิตภาษี
ส่วนต้นทุนจัดงานทั้งหมดควรสรุปแยกเป็นงบต้นทุนต่องานเพื่อดูกำไรสุทธิของงานนั้นโดยเฉพาะ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- รับเงินมัดจำค่าบูธล่วงหน้าแล้วไม่ออกใบกำกับภาษีทันที ทำให้ VAT ตกหล่นไปคนละเดือนภาษี
- รวมรายได้ค่าบูธ ค่าสปอนเซอร์ และค่าบัตรเข้าชมเป็นก้อนเดียวโดยไม่แยกประเภท ทำให้วิเคราะห์กำไรต่อช่องทางไม่ได้
- ไม่บันทึกต้นทุนแยกตามงานแต่ละครั้ง ทำให้ไม่รู้ว่างานไหนกำไรหรือขาดทุนจริง
- ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ร่วมออกงานแต่ละราย ทำให้ขาดหลักฐานเครดิตภาษี
- ไม่ทำสัญญาแยกชัดเจนระหว่างค่าเช่าบูธกับค่าสปอนเซอร์ ทำให้หักภาษี ณ ที่จ่ายผิดฐาน
การบริหารกระแสเงินสดของงานแต่ละครั้ง
งาน MICE มักมีลักษณะเป็นโครงการระยะสั้นที่ต้องจ่ายเงินจองสถานที่และผู้รับเหมาล่วงหน้าหลายเดือน ก่อนที่จะเก็บเงินค่าบูธจากผู้ร่วมออกงานได้ครบ
ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนกระแสเงินสดแยกตามงานแต่ละครั้ง
กำหนดตารางเก็บเงินมัดจำและเงินงวดให้สอดคล้องกับตารางจ่ายเงินต้นทุน เพื่อไม่ให้ขาดสภาพคล่องระหว่างการเตรียมงาน
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
ผู้ประกอบการควรทำสัญญาที่แยกประเภทรายได้ชัดเจนตั้งแต่ค่าบูธ ค่าสปอนเซอร์ และค่าบัตรเข้าชม พร้อมบันทึกต้นทุนแยกตามงานแต่ละครั้งเพื่อดูกำไรที่แท้จริง หากไม่แน่ใจอัตราภาษีหัก ณ
ที่จ่ายของสัญญาสปอนเซอร์หรือค่าบูธ
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือสำนักงานบัญชีก่อนวางระบบสัญญาในระยะยาว
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าเช่าพื้นที่บูธในงานแสดงสินค้าต้อง VAT เมื่อไร
ความรับผิดในการเสีย VAT เกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระเงินหรือมีการออกใบกำกับภาษี แล้วแต่อย่างใดเกิดก่อน แม้จะเป็นเงินมัดจำล่วงหน้าก็ต้องออกใบกำกับภาษีทันที
ค่าสปอนเซอร์งานแสดงสินค้าถือเป็นรายได้ประเภทใด
โดยทั่วไปถือเป็นรายได้จากการให้บริการ (สิทธิโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์) ต้องเสีย VAT และอาจถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายตามลักษณะสัญญา
ควรแยกบันทึกต้นทุนของงานแต่ละครั้งหรือไม่
ควรแยก เพราะงานแสดงสินค้าแต่ละครั้งมีขนาดและต้นทุนต่างกันมาก การแยกบันทึกช่วยให้เห็นกำไรที่แท้จริงต่องานแต่ละครั้ง
ผู้ร่วมออกงานที่เป็นนิติบุคคลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าบูธไหม
โดยทั่วไปต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าเช่าบูธหรือค่าบริการที่เกี่ยวข้อง อัตราที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากร
ค่าบัตรเข้าชมงานต้องเสีย VAT อย่างไร
ค่าบัตรเข้าชมถือเป็นรายได้จากการให้บริการ ต้องเสีย VAT และรับรู้รายได้เมื่อขายบัตรหรือให้เข้าชมงานจริง
ธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าต้องจด VAT เมื่อไร
เมื่อรายได้รวมจากค่าบูธ ค่าสปอนเซอร์ และค่าบัตรเข้าชมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร
จะบริหารกระแสเงินสดของงานแต่ละครั้งอย่างไร
ควรวางแผนกำหนดตารางเก็บเงินมัดจำและเงินงวดจากผู้ร่วมออกงานให้สอดคล้องกับตารางจ่ายเงินค่าเช่าสถานที่และผู้รับเหมา เพื่อไม่ให้ขาดสภาพคล่อง
สำหรับ SME ที่ต้องการจัดระบบบัญชีและภาษีให้รัดกุมมากขึ้นโดยไม่ต้องศึกษาทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง ลองพิจารณาภาพรวมบริการที่ปรึกษาบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อประกอบการตัดสินใจ