เจ้าของธุรกิจที่มีบริษัทในเครือหลายแห่งและกำลังพิจารณาควบบริษัทเข้าด้วยกัน มักมีคำถามว่าขาดทุนสะสมทางภาษีที่บริษัทเดิมมีอยู่ก่อนควบรวมจะยกไปหักกำไรของนิติบุคคลใหม่ได้หรือไม่

คำตอบสั้น ๆ คือ

ในกรณีควบเข้ากันแบบตั้งนิติบุคคลใหม่ตามรูปแบบดั้งเดิม โดยหลักการแล้วยกไปใช้ไม่ได้ เพราะบริษัทใหม่ที่เกิดขึ้นถือเป็นนิติบุคคลผู้เสียภาษีคนละรายกับบริษัทเดิม

แม้กฎหมายแพ่งจะให้โอนทรัพย์สินและสิทธิต่าง ๆ ไปทั้งหมดก็ตาม

แต่กฎหมายปัจจุบันก็มีทางเลือกโครงสร้างอื่นที่อาจช่วยรักษาสิทธิ์ขาดทุนสะสมไว้ได้ในบางกรณี บทความนี้อธิบายกลไกตามมาตรา 65 ตรี (12)

เงื่อนไขตามประกาศอธิบดีที่เกี่ยวข้องกับการควบเข้ากัน

และแนวทางวางแผนโครงสร้างที่ช่วยรักษาสิทธิ์ประหยัดภาษีให้เจ้าของกิจการนำไปปรับใช้ได้จริง

สารบัญบทความ
  1. ทำไมขาดทุนสะสมเดิมมักไปต่อกับนิติบุคคลใหม่ไม่ได้
  2. กรอบเวลา 5 รอบบัญชีตามมาตรา 65 ตรี (12) กับจังหวะควบรวม
  3. ประกาศอธิบดีเรื่องการควบเข้ากัน ให้สิทธิอะไร และไม่ให้สิทธิอะไร
  4. ควบเข้ากัน หรือโอนกิจการทั้งหมด ทางไหนรักษาสิทธิขาดทุนสะสมได้ดีกว่า
  5. เช็คลิสต์เตรียมตัวก่อนควบรวมเมื่อมีขาดทุนสะสม
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมขาดทุนสะสมเดิมมักไปต่อกับนิติบุคคลใหม่ไม่ได้

เมื่อบริษัทจำกัดตั้งแต่สองแห่งขึ้นไป "ควบเข้ากัน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในรูปแบบดั้งเดิม (มาตรา 1238 (1)) ผลทางกฎหมายคือบริษัทเดิมทุกบริษัทจะสิ้นสภาพนิติบุคคลไปพร้อมกัน

และเกิดนิติบุคคลใหม่ขึ้นมาแทนที่

โดยนิติบุคคลใหม่นี้มีเลขทะเบียนนิติบุคคลและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของตัวเอง แยกต่างหากจากบริษัทเดิมทั้งหมดโดยสิ้นเชิง แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243

จะกำหนดให้ทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ

และความรับผิดของบริษัทเดิมโอนไปเป็นของบริษัทใหม่โดยผลของกฎหมาย แต่ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่า "สิทธิยกผลขาดทุนสุทธิไปหักกำไร" ตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร

เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนิติบุคคลผู้เสียภาษีรายที่เกิดผลขาดทุนนั้นเอง

ไม่ใช่สิทธิที่ผูกติดกับตัวทรัพย์สินหรือกิจการที่จะโอนตามไปโดยอัตโนมัติเหมือนสินทรัพย์อื่น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา

กฎหมายเปิดทางให้บริษัทจำกัดเลือกควบเข้ากันได้อีกรูปแบบหนึ่งตามมาตรา 1238 (2)

ซึ่งให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งยังคงสภาพนิติบุคคลอยู่ต่อโดยไม่เกิดนิติบุคคลใหม่ ผลทางภาษีของรูปแบบหลังนี้แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ และจะอธิบายแยกไว้ในหัวข้อที่ 4

ผลที่ตามมาคือ ในกรณีควบเข้ากันแบบตั้งนิติบุคคลใหม่ตามรูปแบบดั้งเดิม ผลขาดทุนสะสมทางภาษีที่บริษัท A และบริษัท B สะสมไว้ก่อนวันควบเข้ากัน จะยกไปหักกำไรสุทธิของบริษัท C

ซึ่งเป็นนิติบุคคลใหม่ที่เกิดจากการควบไม่ได้ เพราะบริษัท C

ไม่เคยมีรอบบัญชีที่ขาดทุนมาก่อน ส่วนบริษัท A และ B ที่เคยขาดทุนก็สิ้นสภาพผู้เสียภาษีไปแล้วตั้งแต่วันจดทะเบียนควบ

เจ้าของกิจการที่วางแผนควบรวมโดยหวังพึ่งขาดทุนสะสมเดิมมาลดกำไรของบริษัทใหม่จึงมักผิดหวังหากไม่ได้ตรวจสอบประเด็นนี้ล่วงหน้า

กรอบเวลา 5 รอบบัญชีตามมาตรา 65 ตรี (12) กับจังหวะควบรวม

ตามมาตรา 65 ตรี (12) บริษัทมีสิทธิ์นำผลขาดทุนสุทธิของรอบบัญชีใดรอบหนึ่งไปหักออกจากกำไรสุทธิของรอบบัญชีถัดไปได้ไม่เกิน 5 รอบบัญชีติดต่อกัน นับจากรอบบัญชีที่เกิดขาดทุน

สิทธิ์นี้จะหมดอายุลงทันทีที่บริษัทผู้เกิดขาดทุนสิ้นสภาพนิติบุคคล

ไม่ว่าจะเหลือเวลาอีกกี่ปีก็ตาม กล่าวคือการควบรวมแบบตั้งนิติบุคคลใหม่ไม่ได้ทำให้กรอบเวลา 5 รอบบัญชีหยุดเดินหรือโอนไปนับต่อในบริษัทใหม่ แต่กลับทำให้สิทธิ์ที่เหลืออยู่สิ้นสุดลงทันที

เหตุการณ์ปีบัญชีสถานะสิทธิยกขาดทุน
บริษัท A ขาดทุนสุทธิ 2,000,000 บาท2566ใช้หักกำไรได้ถึงปี 2571 (รวม 5 รอบบัญชี)
บริษัท A มีกำไรเล็กน้อย ใช้สิทธิ์หักไปบางส่วน2567ขาดทุนคงเหลือประมาณ 1,200,000 บาท ยังใช้ได้ต่อ
บริษัท A ควบกับบริษัท B เกิดเป็นบริษัท C2568บริษัท A สิ้นสภาพ ขาดทุนคงเหลือสูญไปพร้อมบริษัท A
บริษัท C มีกำไรสุทธิ2569ไม่มีขาดทุนสะสมของ A หรือ B มาหักได้

จากตัวอย่างข้างต้น หากเจ้าของกิจการทราบล่วงหน้าว่าบริษัท A มีขาดทุนสะสมที่ยังไม่หมดอายุ อาจพิจารณาเลื่อนวันจดทะเบียนควบออกไปจนกว่าบริษัท A

จะใช้สิทธิ์หักขาดทุนจากกำไรของตัวเองให้คุ้มค่าที่สุดก่อน หรือวางแผนรายได้และรายจ่ายให้บริษัท A

มีกำไรเพียงพอที่จะใช้ขาดทุนคงเหลือให้หมดก่อนวันควบ ทั้งนี้การวางแผนต้องอยู่บนพื้นฐานธุรกิจจริงและตัวเลขที่เกิดขึ้นตามปกติ ไม่ใช่การสร้างรายการขึ้นเพื่อเลี่ยงภาษี

ประกาศอธิบดีเรื่องการควบเข้ากัน ให้สิทธิอะไร และไม่ให้สิทธิอะไร

ประมวลรัษฎากรมีพระราชกฤษฎีกาและประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับการควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขให้บริษัทที่ควบเข้ากันขอรับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ

และอากรแสตมป์ ที่เกิดจากการโอนทรัพย์สินของบริษัทเดิมไปยังบริษัทใหม่ได้ โดยต้องยื่นแบบ ค.อ.1 ถึง ค.อ.4 ต่อกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์และภายในระยะเวลาที่กำหนด

ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ สิทธิยกเว้นภาษีตามประกาศอธิบดีชุดนี้ครอบคลุมเฉพาะต้นทุนภาษีจากการโอนสินทรัพย์ เช่น ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการโอนสต๊อกสินค้า

ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์จากการโอนที่ดินหรือสัญญาต่าง ๆ แต่

ไม่ได้ครอบคลุมถึงสิทธิยกผลขาดทุนสะสมทางภาษีของบริษัทเดิมแต่อย่างใด เพราะทั้งสองเรื่องอยู่ภายใต้บทบัญญัติคนละมาตรากัน

เจ้าของกิจการหลายรายเข้าใจผิดว่าเมื่อได้รับยกเว้นภาษีจากการโอนทรัพย์สินแล้ว ขาดทุนสะสมจะยกไปได้โดยอัตโนมัติด้วย

ซึ่งไม่ถูกต้อง หากกรณีของกิจการมีความซับซ้อนหรือมีขาดทุนสะสมจำนวนมาก ควรทำหนังสือหารือกับกรมสรรพากรอย่างเป็นทางการก่อนดำเนินการควบรวม

เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรงกับข้อเท็จจริงของกิจการนั้น ๆ

ควบเข้ากัน หรือโอนกิจการทั้งหมด ทางไหนรักษาสิทธิขาดทุนสะสมได้ดีกว่า

หากเป้าหมายหลักคือการรักษาสิทธิ์ยกผลขาดทุนสะสมของบริษัทที่ขาดทุนอยู่ การเลือกโครงสร้างโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer) แทนควบเข้ากันแบบตั้งนิติบุคคลใหม่

(Amalgamation ตามมาตรา 1238 (1)) อาจเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่าในบางกรณี

เพราะการโอนกิจการทั้งหมดไม่ทำให้เกิดนิติบุคคลใหม่ บริษัทผู้รับโอนยังคงเป็นนิติบุคคลเดิมที่มีเลขผู้เสียภาษีเดิม ดังนั้นหากออกแบบให้บริษัทที่มีขาดทุนสะสมเป็นฝ่ายรับโอนกิจการ

แทนที่จะเป็นฝ่ายผู้โอนที่ต้องเลิกบริษัท

ขาดทุนสะสมของบริษัทนั้นจะยังคงอยู่กับตัวนิติบุคคลต่อไป และนำไปหักกำไรที่เกิดจากกิจการที่รับโอนเข้ามาใหม่ได้ ภายในกรอบ 5 รอบบัญชีเดิมที่ยังไม่หมดอายุ

ประเด็นควบเข้ากันแบบตั้งนิติบุคคลใหม่ (มาตรา 1238 (1))โอนกิจการทั้งหมด (EBT)
นิติบุคคลหลังทำธุรกรรมเกิดนิติบุคคลใหม่ทั้งหมดบริษัทผู้รับโอนยังเป็นนิติบุคคลเดิม
ขาดทุนสะสมของบริษัทที่สิ้นสภาพสูญไปทั้งหมด ทั้งสองบริษัทเดิมสูญไปเฉพาะฝ่ายผู้โอนที่เลิกกิจการ
ขาดทุนสะสมของบริษัทที่ยังอยู่ต่อไม่มี เพราะไม่มีบริษัทเดิมใดอยู่ต่อยังใช้ได้ต่อ หากบริษัทที่มีขาดทุนเป็นผู้รับโอน

หมายเหตุ: การเปรียบเทียบในตารางนี้หมายถึงเฉพาะการควบเข้ากันรูปแบบดั้งเดิมที่ก่อให้เกิดนิติบุคคลใหม่ตามมาตรา 1238 (1) เท่านั้น สำหรับรูปแบบใหม่ตามมาตรา 1238 (2) ดูคำอธิบายด้านล่าง

นอกจากสองทางเลือกข้างต้น กฎหมายปัจจุบันยังเปิดทางเลือกที่สามสำหรับบริษัทจำกัด คือการควบเข้ากันตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่

7 กุมภาพันธ์ 2566

(ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565)

โดยรูปแบบนี้ให้บริษัทหนึ่งบริษัทใดที่เข้าร่วมควบเข้ากันยังคงสภาพนิติบุคคลอยู่ต่อไปได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลใหม่

ส่วนบริษัทอื่นที่ควบเข้ากันเท่านั้นที่สิ้นสภาพ ตามหนังสือตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ 0702/1112 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 กรมสรรพากรวินิจฉัยว่าการควบเข้ากันรูปแบบนี้ไม่เข้าลักษณะ

"การควบเข้ากัน" ตามมาตรา 73 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ให้ถือเป็น

"การโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน" ตามมาตรา 74 แห่งประมวลรัษฎากรแทน ซึ่งหมายความว่าในทางปฏิบัติรูปแบบนี้มีผลทางภาษีใกล้เคียงกับการโอนกิจการทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้น

กล่าวคือหากออกแบบให้บริษัทที่มีขาดทุนสะสมเป็นฝ่ายที่ยังคงสภาพนิติบุคคลอยู่ต่อ

ขาดทุนสะสมของบริษัทนั้นก็มีโอกาสยังใช้ต่อไปได้ภายในกรอบ 5 รอบบัญชีเดิม อย่างไรก็ตาม แนวปฏิบัตินี้ยังค่อนข้างใหม่และเป็นการวินิจฉัยตอบข้อหารือเฉพาะราย

จึงควรทำหนังสือหารือกรมสรรพากรเพื่อยืนยันแนวทางสำหรับกรณีของกิจการตนเองก่อนดำเนินการเสมอ นอกจากนี้ทางเลือกนี้ใช้ได้เฉพาะกับบริษัทจำกัดเท่านั้น ส่วนบริษัทมหาชนจำกัด

ยังคงต้องควบเข้ากันในรูปแบบที่ก่อให้เกิดนิติบุคคลใหม่ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เพียงรูปแบบเดียว

เนื่องจากกฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับปัจจุบัน

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเลือกใช้โครงสร้างโอนกิจการทั้งหมดหรือควบเข้ากันตามมาตรา 1238 (2) การกำหนดให้บริษัทที่มีขาดทุนสะสมเป็นฝ่ายที่ยังคงสภาพนิติบุคคลอยู่ต่อ

ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับอย่างสมเหตุสมผล เช่น บริษัทนั้นมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ

สัญญากับคู่ค้า หรือประวัติเครดิตที่ต้องการรักษาไว้ ไม่ใช่การเลือกโครงสร้างเพื่อจุดประสงค์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว

เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบและปรับปรุงรายการภาษีหากพบว่าธุรกรรมขาดสาระทางธุรกิจที่แท้จริงรองรับ

เช็คลิสต์เตรียมตัวก่อนควบรวมเมื่อมีขาดทุนสะสม

ก่อนตัดสินใจเลือกโครงสร้างควบรวมกิจการที่มีขาดทุนสะสมเกี่ยวข้อง เจ้าของกิจการควรเตรียมการดังนี้

  • จัดทำ Loss Carryforward Schedule ของทุกบริษัทที่เกี่ยวข้อง ระบุปีที่เกิดขาดทุน จำนวนเงิน และปีสุดท้ายที่ใช้สิทธิ์ได้ตามกรอบ 5 รอบบัญชี
  • ตรวจสอบว่าจะเลือกควบรวมรูปแบบใด หากเป็นบริษัทจำกัด ให้พิจารณาระหว่างควบเข้ากันแบบตั้งนิติบุคคลใหม่ (มาตรา 1238 (1)) ควบเข้ากันแบบมีบริษัทหนึ่งคงสภาพนิติบุคคลอยู่ต่อ (มาตรา 1238 (2)) และโอนกิจการทั้งหมด (EBT) เพราะแต่ละรูปแบบมีผลต่อสิทธิยกขาดทุนสะสมแตกต่างกัน ส่วนบริษัทมหาชนจำกัดยังมีเพียงรูปแบบตั้งนิติบุคคลใหม่เท่านั้น
  • ประเมินว่าขาดทุนจะหมดอายุก่อนวันควบรวมหรือไม่ หากยังเหลือหลายปี ควรพิจารณาผลกระทบก่อนกำหนดวันจดทะเบียนควบให้รอบคอบ
  • เปรียบเทียบโครงสร้างทั้งสามแบบ เพื่อดูว่าแบบใดรักษาสิทธิ์ยกขาดทุนของบริษัทที่มีขาดทุนได้ดีกว่า โดยยึดเหตุผลทางธุรกิจเป็นหลัก
  • ทำหนังสือหารือกรมสรรพากร หากมีขาดทุนสะสมจำนวนมากหรือโครงสร้างซับซ้อน โดยเฉพาะหากพิจารณาใช้การควบเข้ากันตามมาตรา 1238 (2) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ยังค่อนข้างใหม่ เพื่อยืนยันแนวปฏิบัติที่ถูกต้องก่อนดำเนินการจริง
  • ปิดงบการเงินและยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ของบริษัทที่สิ้นสภาพให้ครบถ้วน ณ วันควบหรือวันโอน ตามกำหนดเวลาที่ประมวลรัษฎากรกำหนด เพื่อให้ตัวเลขขาดทุนสุทธิที่ใช้ไปแล้วและที่สูญไปถูกบันทึกไว้ชัดเจน
  • ยื่นแบบ ค.อ.1 ถึง ค.อ.4 หากต้องการขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีจากการโอนทรัพย์สิน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับสิทธิยกขาดทุนสะสมและต้องเตรียมเอกสารแยกต่างหาก

การวางแผนควบรวมกิจการที่มีขาดทุนสะสมเกี่ยวข้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายบริษัทหรือขั้นตอนโอนทรัพย์สิน แต่เป็นการตัดสินใจเชิงภาษีที่ส่งผลต่อภาระภาษีนิติบุคคลในอนาคตหลายปี

และยังต้องติดตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรที่อาจปรับเปลี่ยนได้

โดยเฉพาะสำหรับรูปแบบการควบรวมที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ เจ้าของกิจการควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบโครงสร้างธุรกรรม

เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ประหยัดภาษีที่สะสมมาโดยไม่จำเป็น

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ควบรวมบริษัทแล้ว ขาดทุนสะสมเดิมยกไปหักภาษีได้ไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ขาดทุนสะสมของบริษัทเดิมยกไปหักกำไรบริษัทใหม่หลังควบรวมได้ไหม

ในกรณีควบเข้ากันแบบตั้งนิติบุคคลใหม่ตามรูปแบบดั้งเดิม (มาตรา 1238 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) โดยหลักการไม่ได้

เพราะบริษัทใหม่เป็นนิติบุคคลผู้เสียภาษีคนละรายกับบริษัทเดิม สิทธิยกผลขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร

เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนิติบุคคลที่เกิดขาดทุนเท่านั้น ขาดทุนสะสมจึงมักสิ้นสุดลงพร้อมกับการสิ้นสภาพของบริษัทเดิม อย่างไรก็ตาม หากใช้การควบเข้ากันแบบใหม่ตามมาตรา 1238 (2)

ซึ่งมีบริษัทหนึ่งคงสภาพนิติบุคคลอยู่ต่อ ผลจะแตกต่างออกไป

ควรตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

มาตรา 65 ตรี (12) ให้ยกผลขาดทุนสุทธิไปหักได้กี่ปี

ยกผลขาดทุนสุทธิไปหักกำไรสุทธิของรอบบัญชีถัดไปได้ไม่เกิน 5 รอบบัญชีติดต่อกัน นับจากรอบบัญชีที่เกิดขาดทุน สิทธินี้ผูกกับตัวนิติบุคคลเดิมเท่านั้น หากบริษัทสิ้นสภาพก่อนใช้สิทธิหมด

ขาดทุนคงเหลือจะสูญไป

การยื่นแบบ ค.อ.1 ถึง ค.อ.4 ช่วยให้นำขาดทุนสะสมไปใช้ในบริษัทใหม่ได้ไหม

ไม่ช่วย แบบ ค.อ.1 ถึง ค.อ.4 ใช้ขอสิทธิยกเว้นภาษีจากการโอนทรัพย์สินของบริษัทเดิม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์เท่านั้น

ไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิยกผลขาดทุนสะสมทางภาษีซึ่งอยู่ภายใต้มาตรา 65 ตรี (12) แยกต่างหาก

ถ้าอยากรักษาสิทธิ์ขาดทุนสะสมของบริษัทที่ขาดทุนอยู่ ควรทำอย่างไร

อาจพิจารณาใช้โครงสร้างโอนกิจการทั้งหมดแทนควบเข้ากันแบบตั้งนิติบุคคลใหม่ โดยให้บริษัทที่มีขาดทุนสะสมเป็นฝ่ายรับโอนกิจการแทนที่จะเลิกบริษัท

เพราะบริษัทนั้นยังคงเป็นนิติบุคคลเดิมและใช้สิทธิ์ขาดทุนคงเหลือได้ต่อ สำหรับบริษัทจำกัด

ยังมีทางเลือกที่สามคือควบเข้ากันตามมาตรา 1238 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มีผลตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566)

ซึ่งกรมสรรพากรวินิจฉัยว่าถือเป็นการโอนกิจการทั้งหมดทางภาษีเช่นกัน ทั้งนี้ทุกทางเลือกต้องมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ

ไม่ใช่ทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือทำหนังสือหารือกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจเสมอ เพราะแนวปฏิบัตินี้ยังค่อนข้างใหม่

หากกำลังวางแผนเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ทีมงานมีบริการจดทะเบียนบริษัทและจดบริษัทที่ช่วยดูแลตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมเอกสารไปจนถึงการวางระบบบัญชีและภาษีหลังจดทะเบียน