ผู้ประนีประนอม (Mediator) และอนุญาโตตุลาการ (Arbitrator) ที่ทำหน้าที่อิสระในการระงับข้อพิพาททางธุรกิจ มีรายได้เป็นค่าตอบแทนต่อคดีจากสถาบันอนุญาโตตุลาการหรือคู่กรณีโดยตรง
ต้องนำเงินได้นี้มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประเภทเงินได้ที่ถูกต้อง และควรวางระบบบันทึกรายรับแยกตามคดีให้ชัดเจน
ผู้ประนีประนอม (Mediator) และอนุญาโตตุลาการ (Arbitrator) เป็นบุคคลที่ทำหน้าที่ช่วยระงับข้อพิพาททางธุรกิจนอกศาล โดยผู้ประนีประนอมทำหน้าที่ช่วยไกล่เกลี่ยให้คู่กรณีตกลงกันเอง
ส่วนอนุญาโตตุลาการทำหน้าที่ตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่คู่สัญญาตกลงใช้แทนการฟ้องศาล บุคคลกลุ่มนี้มักเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น อดีตผู้พิพากษา นักกฎหมาย
หรือผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจเฉพาะสาขา
ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับสถาบันอนุญาโตตุลาการและรับค่าตอบแทนเป็นรายคดี รายได้ลักษณะนี้ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ของประมวลรัษฎากร
สารบัญบทความ
ลักษณะรายได้และการจัดประเภทเงินได้
ค่าตอบแทนที่ผู้ประนีประนอมและอนุญาโตตุลาการได้รับมักมีโครงสร้างดังนี้
- ค่าธรรมเนียมการรับคดี (Retainer Fee): จ่ายเมื่อตอบรับเป็นผู้ระงับข้อพิพาทในคดีนั้น
- ค่าตอบแทนตามจำนวนชั่วโมงหรือวันพิจารณาคดี: คำนวณตามเวลาที่ใช้ในการพิจารณาคดีจริง
- ค่าตอบแทนเมื่อคดีสิ้นสุด (Final Fee): จ่ายเมื่อออกคำชี้ขาดหรือคำตัดสินเสร็จสมบูรณ์
เงินได้เหล่านี้โดยทั่วไปถือเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระหรือการรับทำงานให้ตามลักษณะความสัมพันธ์กับสถาบันอนุญาโตตุลาการหรือคู่กรณี
เนื่องจากการจัดประเภทที่ถูกต้องมีผลต่ออัตราหักค่าใช้จ่ายทางภาษี
ผู้ประนีประนอมและอนุญาโตตุลาการควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อจัดประเภทเงินได้ให้สอดคล้องกับลักษณะงานจริงของตนเอง
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากค่าตอบแทนคดี
เมื่อผู้จ่ายค่าตอบแทนเป็นสถาบันอนุญาโตตุลาการหรือคู่กรณีที่เป็นนิติบุคคล มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับค่าจ้างทำงานหรือค่าบริการวิชาชีพ
และนำส่งกรมสรรพากรพร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับเงิน
เนื่องจากอัตราหัก ณ ที่จ่ายอาจแตกต่างกันตามลักษณะเงินได้และสถานะของผู้รับเงิน ผู้ประนีประนอมและอนุญาโตตุลาการควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้จ่ายเงินหรือกรมสรรพากรก่อนรับค่าตอบแทน
เพื่อให้สามารถนำหนังสือรับรองไปเครดิตภาษีตอนยื่นแบบประจำปีได้ถูกต้องครบถ้วน
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
หากรายได้จากการทำหน้าที่ผู้ประนีประนอมหรืออนุญาโตตุลาการรวมกับรายได้จากบริการวิชาชีพอื่นของบุคคลนั้นเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ควรตรวจสอบเกณฑ์ปัจจุบันกับกรมสรรพากร)
มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT จากผู้ว่าจ้าง
ผู้ประกอบวิชาชีพที่รับหลายคดีต่อปีจึงควรติดตามยอดรายได้สะสมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาการจดทะเบียน VAT
นอกจากนี้ควรพิจารณาด้วยว่ารายได้จากค่าตอบแทนคดีมักไม่สม่ำเสมอในแต่ละเดือน
บางเดือนอาจไม่มีรายได้เลยเพราะยังไม่มีคดีเข้ามา แต่บางเดือนอาจมีรายได้ก้อนใหญ่จากคดีที่สิ้นสุดพอดี
การประมาณการรายได้ทั้งปีล่วงหน้าจึงควรทำอย่างระมัดระวังโดยอ้างอิงจากคดีที่รับไว้แล้วและคดีที่คาดว่าจะสิ้นสุดในปีนั้น
เพื่อวางแผนกระแสเงินสดและภาระภาษีให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
ความแตกต่างระหว่างผู้ประนีประนอมกับอนุญาโตตุลาการในมุมภาษี
แม้ผู้ประนีประนอมและอนุญาโตตุลาการจะมีหลักการเสียภาษีคล้ายกัน แต่ลักษณะงานที่ต่างกันอาจส่งผลต่อรูปแบบค่าตอบแทนและช่วงเวลารับรู้รายได้ที่ต่างกันบ้าง
ผู้ประนีประนอมมักได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงหรือรายวันตามจำนวนครั้งที่นัดไกล่เกลี่ย
ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตามงวดที่ให้บริการจริง ส่วนอนุญาโตตุลาการมักมีโครงสร้างค่าตอบแทนที่ซับซ้อนกว่า เพราะกระบวนการพิจารณาคดีอนุญาโตตุลาการมักใช้เวลานานกว่าการไกล่เกลี่ย
และมีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นหลายงวดตั้งแต่รับคดีจนถึงวันออกคำชี้ขาด
ผู้ประกอบวิชาชีพทั้งสองแบบจึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อกำหนดช่วงเวลารับรู้รายได้แต่ละงวดให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางภาษีที่ถูกต้อง
การบันทึกรายได้แยกตามคดี
เนื่องจากแต่ละคดีมีระยะเวลาพิจารณาและจำนวนเงินที่แตกต่างกัน ผู้ประนีประนอมและอนุญาโตตุลาการควรจัดทำระบบบันทึกรายได้แยกตามคดีอย่างเป็นระบบ ดังนี้
- บันทึกชื่อคดี วันที่รับคดี วันที่คดีสิ้นสุด และค่าตอบแทนที่ได้รับในแต่ละงวด
- เก็บสัญญาหรือหนังสือแต่งตั้งเป็นผู้ระงับข้อพิพาทของแต่ละคดีไว้เป็นหลักฐาน
- เก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของทุกคดีให้ครบถ้วน
- สรุปรายได้รวมทุกไตรมาสเพื่อติดตามเทียบกับเกณฑ์การจดทะเบียน VAT
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
สมมติอนุญาโตตุลาการอิสระท่านหนึ่งรับพิจารณาคดีข้อพิพาททางธุรกิจ 4 คดีในปีหนึ่ง แต่ละคดีมีค่าตอบแทนแตกต่างกันตามความซับซ้อนและระยะเวลาพิจารณา รวมรายได้ทั้งปีประมาณ 900,000 บาท
โดยแต่ละคดีถูกหักภาษี ณ
ที่จ่ายตามอัตราที่สถาบันอนุญาโตตุลาการแจ้งไว้ เมื่อถึงเวลายื่นแบบภาษีประจำปี อนุญาโตตุลาการท่านนี้ต้องรวบรวมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากทั้ง 4 คดี
นำมารวมกับรายได้อื่นที่อาจมี แล้วคำนวณภาษีทั้งปีพร้อมเครดิตภาษีที่ถูกหักไว้แล้ว
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| จำนวนคดีที่รับพิจารณาในปี | 4 คดี |
| รายได้รวมจากค่าตอบแทนคดี | ประมาณ 900,000 บาท |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่ายรวมจากทุกคดี | ตามอัตราที่ผู้ว่าจ้างหักไว้จริงในแต่ละคดี |
| สถานะการจดทะเบียน VAT | ต้องติดตามยอดสะสมเทียบเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท |
ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบายหลักการเท่านั้น อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเกณฑ์การจดทะเบียน VAT ที่ถูกต้องควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่บันทึกรายได้แยกตามคดีอย่างเป็นระบบ — ทำให้สรุปรายได้รวมและตรวจสอบย้อนหลังยากเมื่อถึงเวลายื่นภาษี
- ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากทุกคดี — ทำให้เครดิตภาษีตอนยื่นแบบไม่ครบถ้วนและเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- ไม่ติดตามยอดรายได้สะสมเทียบเกณฑ์ VAT — เสี่ยงจดทะเบียนล่าช้าเมื่อรายได้เกินเกณฑ์แล้วโดยไม่รู้ตัว
- สับสนระหว่างเงินได้ค่าตอบแทนคดีกับเงินได้อาชีพหลัก — ทำให้จัดประเภทเงินได้ผิดและคำนวณภาษีคลาดเคลื่อน
แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
ผู้ประนีประนอมและอนุญาโตตุลาการอิสระควรจัดทำระบบบันทึกรายได้แยกตามคดีตั้งแต่เริ่มรับงาน เก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายและสัญญาแต่งตั้งของทุกคดีให้ครบถ้วน
ติดตามยอดรายได้สะสมเทียบกับเกณฑ์การจดทะเบียน VAT อย่างสม่ำเสมอ
และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อจัดประเภทเงินได้และวางแผนภาษีให้เหมาะสมกับปริมาณงานของตนเอง
สรุป
ค่าตอบแทนของผู้ประนีประนอมและอนุญาโตตุลาการอิสระเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายและอาจต้องจดทะเบียน VAT
เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์
ผู้ประกอบวิชาชีพควรวางระบบบัญชีที่เป็นระเบียบตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีถูกต้องและไม่พลาดสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าตอบแทนผู้ประนีประนอมและอนุญาโตตุลาการถือเป็นเงินได้ประเภทใด
โดยทั่วไปถือเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระหรือการรับทำงานให้ ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์กับสถาบันอนุญาโตตุลาการหรือคู่กรณี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อจัดประเภทให้ถูกต้อง
ผู้ว่าจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าตอบแทนคดีหรือไม่
หากผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคล โดยทั่วไปต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนดและออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับเงิน ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับกรมสรรพากร
ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไร
เมื่อรายได้จากค่าตอบแทนคดีรวมกับรายได้วิชาชีพอื่นเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ควรติดตามยอดรายได้สะสมอย่างสม่ำเสมอ
ค่าธรรมเนียมรับคดี (Retainer Fee) ต้องเสียภาษีทันทีหรือไม่
ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีในงวดที่ได้รับ แม้คดียังไม่สิ้นสุด ควรบันทึกแยกจากค่าตอบแทนงวดอื่นของคดีเดียวกันให้ชัดเจน
ควรบันทึกรายได้จากหลายคดีอย่างไรให้ตรวจสอบง่าย
ควรบันทึกแยกตามคดี ระบุวันที่รับคดี วันที่สิ้นสุด และค่าตอบแทนแต่ละงวด พร้อมเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของทุกคดีไว้เป็นหลักฐาน
หากมีรายได้หลักจากอาชีพอื่นและรับงานอนุญาโตตุลาการเป็นรายได้เสริมต้องทำอย่างไร
ต้องนำรายได้จากค่าตอบแทนคดีมารวมกับเงินได้หลักเพื่อยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี และนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายมาเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระทั้งปี
สามารถหักค่าใช้จ่ายในการเตรียมคดีได้หรือไม่
สามารถหักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทนั้นได้ ควรเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายจริงเพื่อเปรียบเทียบกับการหักตามอัตราเหมาว่าแบบใดเหมาะสมกว่า
หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกรรมและรายจ่ายของธุรกิจสอดคล้องกับกฎหมายภาษีมากน้อยเพียงใด ลองให้บริการวางแผนภาษีของ A Plus Me ช่วยตรวจสอบและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ