งานระหว่างทำ หรือ Work in Process (WIP) คือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ณ วันปิดบัญชี การตีมูลค่า WIP ที่ถูกต้องต้องคำนวณต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน
และโสหุ้ยที่ใส่เข้าไปแล้วตามสัดส่วนความสำเร็จของงาน โดยใช้หลักหน่วยเทียบเท่า
(Equivalent Units) เป็นเครื่องมือหลัก
สารบัญบทความ
- งานระหว่างทำ (WIP) คืออะไร และทำไมต้องตีมูลค่าให้ถูกต้อง
- หลักการคำนวณด้วย Equivalent Units (หน่วยเทียบเท่า)
- ตัวอย่างการคำนวณ WIP สิ้นเดือน
- วิธีคำนวณต้นทุนแบบ Weighted Average กับ FIFO
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตีมูลค่า WIP
- ความเชื่อมโยงระหว่าง WIP กับการปิดงบการเงินและภาษี
- ความแตกต่างของ WIP ระหว่างธุรกิจผลิตแบบ Job Order กับ Process Costing
- เครื่องมือที่ช่วยให้ตีมูลค่า WIP ง่ายขึ้น
- แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
งานระหว่างทำ (WIP) คืออะไร และทำไมต้องตีมูลค่าให้ถูกต้อง
ในโรงงานที่มีกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน เช่น โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า โรงงานหล่อชิ้นส่วนโลหะ หรือโรงงานแปรรูปอาหาร มักมีสินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต
ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เป็นสินค้าสำเร็จรูป ณ วันสิ้นเดือนหรือวันปิดบัญชีเสมอ
สินค้าเหล่านี้เรียกว่า "งานระหว่างทำ" หรือ Work in Process (WIP) ซึ่งถือเป็นสินค้าคงเหลือประเภทหนึ่งที่ต้องแสดงมูลค่าในงบดุล (Statement of Financial Position) ณ วันสิ้นงวด
ปัญหาคือ WIP ไม่ได้มีต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน และโสหุ้ยครบ 100% เหมือนสินค้าสำเร็จรูป เพราะยังผลิตไม่เสร็จ การตีมูลค่า WIP จึงต้องคำนวณตามสัดส่วนความสำเร็จของแต่ละองค์ประกอบต้นทุน
ไม่ใช่คิดเป็นต้นทุนเต็มจำนวนเหมือนสินค้าที่เสร็จแล้ว
หากตีมูลค่าผิด จะทำให้ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) และกำไรขั้นต้นในงบกำไรขาดทุนคลาดเคลื่อนไปด้วย
หลักการคำนวณด้วย Equivalent Units (หน่วยเทียบเท่า)
Equivalent Units คือการแปลงจำนวนหน่วยงานที่ยังทำไม่เสร็จ ให้เป็นหน่วยเทียบเท่ากับงานที่เสร็จสมบูรณ์ 100% โดยพิจารณาแยกตามองค์ประกอบต้นทุน
เพราะแต่ละองค์ประกอบอาจมีความคืบหน้าไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น
- วัตถุดิบทางตรง: ในหลายกระบวนการผลิต วัตถุดิบมักถูกใส่เข้าไปตั้งแต่ต้นกระบวนการ (100% เมื่อเริ่มงาน) จึงมักคำนวณว่า WIP มีวัตถุดิบครบ 100% แล้ว แม้งานจะยังไม่เสร็จ
- แรงงานทางตรงและโสหุ้ยการผลิต (มักเรียกรวมว่า Conversion Cost): จะทยอยเพิ่มขึ้นตามความคืบหน้าของงาน เช่น หากงานเสร็จไปแล้ว 60% ของขั้นตอนการผลิต ก็จะถือว่า WIP มีต้นทุนแปรรูปเทียบเท่า 60%
สูตรคำนวณ Equivalent Units คือ จำนวนหน่วย WIP ปลายงวด x เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของแต่ละองค์ประกอบต้นทุน
ตัวอย่างการคำนวณ WIP สิ้นเดือน
สมมติโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง ณ สิ้นเดือน มีงานระหว่างทำ 500 หน่วย โดยวัตถุดิบใส่ครบ 100% ตั้งแต่ต้นกระบวนการแล้ว แต่งานแปรรูป (แรงงาน+โสหุ้ย) เสร็จไปเพียง 40%
ต้นทุนมาตรฐานต่อหน่วยคือ วัตถุดิบ 300 บาท และต้นทุนแปรรูป
(แรงงาน+โสหุ้ย) 200 บาท
| องค์ประกอบ | หน่วย WIP | % ความสำเร็จ | Equivalent Units | ต้นทุนต่อหน่วย | มูลค่ารวม |
|---|---|---|---|---|---|
| วัตถุดิบ | 500 | 100% | 500 | 300 บาท | 150,000 บาท |
| ต้นทุนแปรรูป | 500 | 40% | 200 | 200 บาท | 40,000 บาท |
มูลค่า WIP รวม ณ สิ้นเดือนจึงเท่ากับ 150,000 + 40,000 = 190,000 บาท ตัวเลขนี้จะถูกแสดงเป็นสินค้าคงเหลือประเภทงานระหว่างทำในงบดุล
และไม่ถูกนำไปรวมเป็นต้นทุนขายจนกว่าจะผลิตเสร็จและขายออกไปในเดือนถัดไป
วิธีคำนวณต้นทุนแบบ Weighted Average กับ FIFO
ในทางปฏิบัติ โรงงานสามารถเลือกใช้วิธีคำนวณต้นทุนการผลิตได้ 2 แบบหลัก
1. วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Method)
รวมต้นทุนของ WIP ต้นงวดเข้ากับต้นทุนที่เกิดขึ้นในงวดปัจจุบันทั้งหมด แล้วหารด้วย Equivalent Units รวม วิธีนี้คำนวณง่ายกว่าและนิยมใช้ในโรงงานทั่วไปที่ต้นทุนวัตถุดิบไม่ผันผวนมากนัก
2. วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO Method)
แยกต้นทุนของ WIP ต้นงวดออกจากต้นทุนที่เกิดขึ้นใหม่ในงวดนี้ โดยถือว่างานที่เริ่มทำก่อนจะเสร็จและถูกโอนออกก่อน
วิธีนี้ให้ข้อมูลที่แม่นยำกว่าเมื่อราคาวัตถุดิบหรือต้นทุนแปรรูปเปลี่ยนแปลงมากระหว่างงวด แต่คำนวณซับซ้อนกว่า
โรงงานควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะการผลิตของตนเอง และใช้วิธีเดียวกันอย่างสม่ำเสมอในแต่ละรอบบัญชี (Consistency) ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตีมูลค่า WIP
- ใช้เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จแบบเดาสุ่ม ไม่มีหลักเกณฑ์: ควรมีเกณฑ์อ้างอิงชัดเจน เช่น จำนวนขั้นตอนที่ผ่านแล้วเทียบกับขั้นตอนทั้งหมดในสายการผลิต หรือใช้ข้อมูลจากใบสั่งผลิต (Job Order) จริง
- ไม่แยกเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของวัตถุดิบกับต้นทุนแปรรูป: ทั้งสองส่วนมักคืบหน้าไม่เท่ากัน การใช้เปอร์เซ็นต์เดียวกันทั้งหมดจะทำให้มูลค่า WIP คลาดเคลื่อน
- ลืมนับสต๊อก WIP จริงในโรงงาน: ควรมีการตรวจนับจำนวนหน่วยงานระหว่างทำจริงในไลน์การผลิต ไม่ใช่อ้างอิงจากตัวเลขในระบบเพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีของเสียหรือของสูญหายที่ยังไม่ได้ตัดออกจากระบบ
- ไม่ปรับปรุง WIP ทุกเดือน: ปล่อยให้ยอด WIP ค้างในระบบนานเกินไปโดยไม่ตรวจสอบ ทำให้เมื่อถึงเวลาปิดงบประจำปีต้องปรับปรุงยอดจำนวนมากในครั้งเดียว
ความเชื่อมโยงระหว่าง WIP กับการปิดงบการเงินและภาษี
มูลค่า WIP ที่ตีไว้ ณ สิ้นเดือนจะถูกส่งต่อเป็น WIP ต้นงวดของเดือนถัดไป และเมื่องานผลิตเสร็จสมบูรณ์จะถูกโอนเป็นสินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods)
และในที่สุดเมื่อขายออกไปจะกลายเป็นต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน หากตีมูลค่า WIP
ผิดพลาดในเดือนใดเดือนหนึ่ง ความคลาดเคลื่อนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังเดือนถัดไปด้วย เพราะ WIP ต้นงวดของเดือนถัดไปจะผิดตามไปด้วย ทำให้การแก้ไขย้อนหลังทำได้ยากหากปล่อยไว้นานหลายเดือน
ในมุมภาษี มูลค่าสินค้าคงเหลือรวมถึง WIP ที่แสดงในงบการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีเป็นข้อมูลที่กรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบประกอบการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50)
หากมูลค่าสินค้าคงเหลือที่แสดงในงบการเงินไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เช่น
สูงหรือต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนโดยไม่มีเหตุผลรองรับ อาจถูกตั้งข้อสังเกตในการตรวจสอบภาษี ดังนั้นการตีมูลค่า WIP ที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนและสามารถอธิบายที่มาได้
จึงเป็นเรื่องสำคัญทั้งในมุมบัญชีบริหารและการปฏิบัติตามภาษีอย่างถูกต้อง
ความแตกต่างของ WIP ระหว่างธุรกิจผลิตแบบ Job Order กับ Process Costing
วิธีการตีมูลค่า WIP อาจแตกต่างกันไปตามลักษณะการผลิตของกิจการ สำหรับโรงงานที่ผลิตตามคำสั่งซื้อเฉพาะราย (Job Order Costing) เช่น โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์สั่งทำ
หรือโรงงานรับผลิตชิ้นส่วนตามแบบลูกค้า มูลค่า WIP จะคำนวณแยกเป็นรายใบสั่งผลิต (Job
Cost Sheet) แต่ละใบ ทำให้ทราบต้นทุนของแต่ละงานที่ยังค้างอยู่ได้อย่างชัดเจน ส่วนโรงงานที่ผลิตสินค้ามาตรฐานต่อเนื่องจำนวนมาก เช่น
โรงงานผลิตอาหารกระป๋องหรือโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมาตรฐาน มักใช้วิธีต้นทุนตามกระบวนการผลิต (Process Costing)
ที่คำนวณ Equivalent Units รวมทั้งไลน์การผลิตในแต่ละแผนกตามตัวอย่างที่อธิบายไว้ข้างต้น
กิจการที่มีการผลิตทั้งสองรูปแบบผสมกัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีต้นทุนเพื่อออกแบบระบบที่รองรับทั้งสองวิธีพร้อมกันได้อย่างเหมาะสม
เพราะการเลือกวิธีที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะการผลิตจริงจะทำให้ข้อมูลต้นทุนที่ได้ไม่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงบริหาร
เครื่องมือที่ช่วยให้ตีมูลค่า WIP ง่ายขึ้น
โรงงานที่มีคำสั่งผลิต (Production Order) จำนวนมากในแต่ละเดือน ควรพิจารณาใช้ระบบ ERP หรือโปรแกรมบัญชีต้นทุนที่รองรับการคำนวณ WIP อัตโนมัติ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากใบสั่งผลิต
การเบิกวัตถุดิบ และการบันทึกเวลาทำงานของพนักงานเข้าด้วยกัน
ระบบเหล่านี้จะช่วยคำนวณเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จและมูลค่า WIP ได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าการคำนวณด้วยมือ ลดความเสี่ยงจากการประมาณการที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีระบบอัตโนมัติ
ฝ่ายบัญชีก็ยังควรตรวจสอบความสมเหตุสมผลของตัวเลขที่ระบบคำนวณออกมาทุกเดือน เทียบกับสภาพงานจริงในไลน์การผลิต เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการตั้งค่าระบบที่ไม่ตรงกับกระบวนการผลิตจริง
แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
โรงงานควรกำหนดนโยบายการตีมูลค่า WIP เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวิธีคำนวณ (Weighted Average หรือ FIFO) เกณฑ์การประเมินเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ และความถี่ในการตรวจนับสต๊อกจริง
อย่างน้อยควรมีการตรวจนับ WIP ทางกายภาพทุกสิ้นเดือน
ร่วมกับฝ่ายผลิตที่รู้สถานะงานจริงในแต่ละไลน์ เพื่อให้ตัวเลขที่บันทึกในระบบบัญชีตรงกับความเป็นจริง
สำหรับ SME ที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อนมาก อาจเริ่มจากการประเมินแบบง่าย เช่น กำหนดเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จตามขั้นตอนหลักที่ผ่านแล้ว (เช่น ผ่านขั้นตอนตัด = 30%, ผ่านขั้นตอนประกอบ =
60%, ผ่านขั้นตอนตกแต่ง = 90%)
แล้วค่อยพัฒนาเป็นระบบที่ละเอียดขึ้นเมื่อธุรกิจเติบโต การตีมูลค่า WIP ที่แม่นยำไม่เพียงช่วยให้งบการเงินถูกต้อง
แต่ยังช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพต้นทุนการผลิตที่แท้จริงและตัดสินใจเรื่องราคาขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
WIP ต่างจากสินค้าสำเร็จรูปอย่างไรในทางบัญชี
WIP คือสินค้าที่ยังผลิตไม่เสร็จสมบูรณ์ มีต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน และโสหุ้ยเพียงบางส่วนตามความคืบหน้า ส่วนสินค้าสำเร็จรูปคือสินค้าที่ผลิตเสร็จ 100% พร้อมขาย
มีต้นทุนครบทุกองค์ประกอบเต็มจำนวน
ทั้งสองอย่างถือเป็นสินค้าคงเหลือแต่แสดงแยกรายการกันในงบดุล
หากไม่ตีมูลค่า WIP เลยจะเกิดผลอย่างไร
หากไม่บันทึกมูลค่า WIP หรือคิดต้นทุนทั้งหมดเป็นต้นทุนขายไปเลย จะทำให้ต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุนสูงเกินจริงและกำไรขั้นต้นต่ำกว่าความเป็นจริง
ขณะที่สินค้าคงเหลือในงบดุลจะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน
ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนสถานะที่แท้จริงของธุรกิจ
โรงงานควรตรวจนับ WIP บ่อยแค่ไหน
แนะนำให้ตรวจนับทางกายภาพอย่างน้อยทุกสิ้นเดือนสำหรับการปิดงบรายเดือน และควรตรวจนับอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงปิดงบประจำปี
เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเลขในระบบบัญชีตรงกับปริมาณงานที่ค้างอยู่จริงในไลน์การผลิต
ควรเลือกวิธี Weighted Average หรือ FIFO ในการคำนวณต้นทุน WIP
หากราคาวัตถุดิบและต้นทุนแปรรูปค่อนข้างคงที่ในแต่ละเดือน วิธี Weighted Average จะคำนวณง่ายกว่าและเพียงพอ แต่หากต้นทุนผันผวนมาก เช่น ราคาวัตถุดิบเปลี่ยนบ่อย วิธี FIFO
จะให้ข้อมูลต้นทุนที่แม่นยำกว่า
ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับลักษณะธุรกิจ
เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของ WIP ควรประเมินจากอะไร
ควรประเมินจากข้อมูลจริงในกระบวนการผลิต เช่น จำนวนขั้นตอนที่ผ่านแล้วเทียบกับขั้นตอนทั้งหมด ข้อมูลจากใบสั่งผลิตหรือ Job Order
หรือรายงานจากหัวหน้าฝ่ายผลิตที่ทราบสถานะงานจริงในแต่ละไลน์ ไม่ควรใช้ตัวเลขประมาณการที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิง
SME ขนาดเล็กที่ยังไม่มีระบบ ERP จะตีมูลค่า WIP ได้อย่างไร
สามารถเริ่มจากวิธีง่ายๆ โดยกำหนดเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จตามขั้นตอนหลักของกระบวนการผลิต บันทึกในตาราง Excel แยกตามใบสั่งผลิต แล้วคำนวณมูลค่าด้วยหลัก Equivalent Units
ตามตัวอย่างในบทความนี้
เมื่อธุรกิจเติบโตค่อยพิจารณาลงทุนระบบที่ช่วยคำนวณอัตโนมัติ
ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้