งานระหว่างทำ หรือ Work in Process (WIP) คือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ณ วันปิดบัญชี การตีมูลค่า WIP ที่ถูกต้องต้องคำนวณต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน

และโสหุ้ยที่ใส่เข้าไปแล้วตามสัดส่วนความสำเร็จของงาน โดยใช้หลักหน่วยเทียบเท่า

(Equivalent Units) เป็นเครื่องมือหลัก

สารบัญบทความ
  1. งานระหว่างทำ (WIP) คืออะไร และทำไมต้องตีมูลค่าให้ถูกต้อง
  2. หลักการคำนวณด้วย Equivalent Units (หน่วยเทียบเท่า)
  3. ตัวอย่างการคำนวณ WIP สิ้นเดือน
  4. วิธีคำนวณต้นทุนแบบ Weighted Average กับ FIFO
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตีมูลค่า WIP
  6. ความเชื่อมโยงระหว่าง WIP กับการปิดงบการเงินและภาษี
  7. ความแตกต่างของ WIP ระหว่างธุรกิจผลิตแบบ Job Order กับ Process Costing
  8. เครื่องมือที่ช่วยให้ตีมูลค่า WIP ง่ายขึ้น
  9. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

งานระหว่างทำ (WIP) คืออะไร และทำไมต้องตีมูลค่าให้ถูกต้อง

ในโรงงานที่มีกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน เช่น โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า โรงงานหล่อชิ้นส่วนโลหะ หรือโรงงานแปรรูปอาหาร มักมีสินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต

ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เป็นสินค้าสำเร็จรูป ณ วันสิ้นเดือนหรือวันปิดบัญชีเสมอ

สินค้าเหล่านี้เรียกว่า "งานระหว่างทำ" หรือ Work in Process (WIP) ซึ่งถือเป็นสินค้าคงเหลือประเภทหนึ่งที่ต้องแสดงมูลค่าในงบดุล (Statement of Financial Position) ณ วันสิ้นงวด

ปัญหาคือ WIP ไม่ได้มีต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน และโสหุ้ยครบ 100% เหมือนสินค้าสำเร็จรูป เพราะยังผลิตไม่เสร็จ การตีมูลค่า WIP จึงต้องคำนวณตามสัดส่วนความสำเร็จของแต่ละองค์ประกอบต้นทุน

ไม่ใช่คิดเป็นต้นทุนเต็มจำนวนเหมือนสินค้าที่เสร็จแล้ว

หากตีมูลค่าผิด จะทำให้ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) และกำไรขั้นต้นในงบกำไรขาดทุนคลาดเคลื่อนไปด้วย

หลักการคำนวณด้วย Equivalent Units (หน่วยเทียบเท่า)

Equivalent Units คือการแปลงจำนวนหน่วยงานที่ยังทำไม่เสร็จ ให้เป็นหน่วยเทียบเท่ากับงานที่เสร็จสมบูรณ์ 100% โดยพิจารณาแยกตามองค์ประกอบต้นทุน

เพราะแต่ละองค์ประกอบอาจมีความคืบหน้าไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น

  • วัตถุดิบทางตรง: ในหลายกระบวนการผลิต วัตถุดิบมักถูกใส่เข้าไปตั้งแต่ต้นกระบวนการ (100% เมื่อเริ่มงาน) จึงมักคำนวณว่า WIP มีวัตถุดิบครบ 100% แล้ว แม้งานจะยังไม่เสร็จ
  • แรงงานทางตรงและโสหุ้ยการผลิต (มักเรียกรวมว่า Conversion Cost): จะทยอยเพิ่มขึ้นตามความคืบหน้าของงาน เช่น หากงานเสร็จไปแล้ว 60% ของขั้นตอนการผลิต ก็จะถือว่า WIP มีต้นทุนแปรรูปเทียบเท่า 60%

สูตรคำนวณ Equivalent Units คือ จำนวนหน่วย WIP ปลายงวด x เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของแต่ละองค์ประกอบต้นทุน

ตัวอย่างการคำนวณ WIP สิ้นเดือน

สมมติโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่ง ณ สิ้นเดือน มีงานระหว่างทำ 500 หน่วย โดยวัตถุดิบใส่ครบ 100% ตั้งแต่ต้นกระบวนการแล้ว แต่งานแปรรูป (แรงงาน+โสหุ้ย) เสร็จไปเพียง 40%

ต้นทุนมาตรฐานต่อหน่วยคือ วัตถุดิบ 300 บาท และต้นทุนแปรรูป

(แรงงาน+โสหุ้ย) 200 บาท

องค์ประกอบหน่วย WIP% ความสำเร็จEquivalent Unitsต้นทุนต่อหน่วยมูลค่ารวม
วัตถุดิบ500100%500300 บาท150,000 บาท
ต้นทุนแปรรูป50040%200200 บาท40,000 บาท

มูลค่า WIP รวม ณ สิ้นเดือนจึงเท่ากับ 150,000 + 40,000 = 190,000 บาท ตัวเลขนี้จะถูกแสดงเป็นสินค้าคงเหลือประเภทงานระหว่างทำในงบดุล

และไม่ถูกนำไปรวมเป็นต้นทุนขายจนกว่าจะผลิตเสร็จและขายออกไปในเดือนถัดไป

วิธีคำนวณต้นทุนแบบ Weighted Average กับ FIFO

ในทางปฏิบัติ โรงงานสามารถเลือกใช้วิธีคำนวณต้นทุนการผลิตได้ 2 แบบหลัก

1. วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Method)

รวมต้นทุนของ WIP ต้นงวดเข้ากับต้นทุนที่เกิดขึ้นในงวดปัจจุบันทั้งหมด แล้วหารด้วย Equivalent Units รวม วิธีนี้คำนวณง่ายกว่าและนิยมใช้ในโรงงานทั่วไปที่ต้นทุนวัตถุดิบไม่ผันผวนมากนัก

2. วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO Method)

แยกต้นทุนของ WIP ต้นงวดออกจากต้นทุนที่เกิดขึ้นใหม่ในงวดนี้ โดยถือว่างานที่เริ่มทำก่อนจะเสร็จและถูกโอนออกก่อน

วิธีนี้ให้ข้อมูลที่แม่นยำกว่าเมื่อราคาวัตถุดิบหรือต้นทุนแปรรูปเปลี่ยนแปลงมากระหว่างงวด แต่คำนวณซับซ้อนกว่า

โรงงานควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะการผลิตของตนเอง และใช้วิธีเดียวกันอย่างสม่ำเสมอในแต่ละรอบบัญชี (Consistency) ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตีมูลค่า WIP

  • ใช้เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จแบบเดาสุ่ม ไม่มีหลักเกณฑ์: ควรมีเกณฑ์อ้างอิงชัดเจน เช่น จำนวนขั้นตอนที่ผ่านแล้วเทียบกับขั้นตอนทั้งหมดในสายการผลิต หรือใช้ข้อมูลจากใบสั่งผลิต (Job Order) จริง
  • ไม่แยกเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของวัตถุดิบกับต้นทุนแปรรูป: ทั้งสองส่วนมักคืบหน้าไม่เท่ากัน การใช้เปอร์เซ็นต์เดียวกันทั้งหมดจะทำให้มูลค่า WIP คลาดเคลื่อน
  • ลืมนับสต๊อก WIP จริงในโรงงาน: ควรมีการตรวจนับจำนวนหน่วยงานระหว่างทำจริงในไลน์การผลิต ไม่ใช่อ้างอิงจากตัวเลขในระบบเพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีของเสียหรือของสูญหายที่ยังไม่ได้ตัดออกจากระบบ
  • ไม่ปรับปรุง WIP ทุกเดือน: ปล่อยให้ยอด WIP ค้างในระบบนานเกินไปโดยไม่ตรวจสอบ ทำให้เมื่อถึงเวลาปิดงบประจำปีต้องปรับปรุงยอดจำนวนมากในครั้งเดียว

ความเชื่อมโยงระหว่าง WIP กับการปิดงบการเงินและภาษี

มูลค่า WIP ที่ตีไว้ ณ สิ้นเดือนจะถูกส่งต่อเป็น WIP ต้นงวดของเดือนถัดไป และเมื่องานผลิตเสร็จสมบูรณ์จะถูกโอนเป็นสินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods)

และในที่สุดเมื่อขายออกไปจะกลายเป็นต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน หากตีมูลค่า WIP

ผิดพลาดในเดือนใดเดือนหนึ่ง ความคลาดเคลื่อนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังเดือนถัดไปด้วย เพราะ WIP ต้นงวดของเดือนถัดไปจะผิดตามไปด้วย ทำให้การแก้ไขย้อนหลังทำได้ยากหากปล่อยไว้นานหลายเดือน

ในมุมภาษี มูลค่าสินค้าคงเหลือรวมถึง WIP ที่แสดงในงบการเงิน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีเป็นข้อมูลที่กรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบประกอบการยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50)

หากมูลค่าสินค้าคงเหลือที่แสดงในงบการเงินไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เช่น

สูงหรือต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับปีก่อนโดยไม่มีเหตุผลรองรับ อาจถูกตั้งข้อสังเกตในการตรวจสอบภาษี ดังนั้นการตีมูลค่า WIP ที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนและสามารถอธิบายที่มาได้

จึงเป็นเรื่องสำคัญทั้งในมุมบัญชีบริหารและการปฏิบัติตามภาษีอย่างถูกต้อง

ความแตกต่างของ WIP ระหว่างธุรกิจผลิตแบบ Job Order กับ Process Costing

วิธีการตีมูลค่า WIP อาจแตกต่างกันไปตามลักษณะการผลิตของกิจการ สำหรับโรงงานที่ผลิตตามคำสั่งซื้อเฉพาะราย (Job Order Costing) เช่น โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์สั่งทำ

หรือโรงงานรับผลิตชิ้นส่วนตามแบบลูกค้า มูลค่า WIP จะคำนวณแยกเป็นรายใบสั่งผลิต (Job

Cost Sheet) แต่ละใบ ทำให้ทราบต้นทุนของแต่ละงานที่ยังค้างอยู่ได้อย่างชัดเจน ส่วนโรงงานที่ผลิตสินค้ามาตรฐานต่อเนื่องจำนวนมาก เช่น

โรงงานผลิตอาหารกระป๋องหรือโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมาตรฐาน มักใช้วิธีต้นทุนตามกระบวนการผลิต (Process Costing)

ที่คำนวณ Equivalent Units รวมทั้งไลน์การผลิตในแต่ละแผนกตามตัวอย่างที่อธิบายไว้ข้างต้น

กิจการที่มีการผลิตทั้งสองรูปแบบผสมกัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีต้นทุนเพื่อออกแบบระบบที่รองรับทั้งสองวิธีพร้อมกันได้อย่างเหมาะสม

เพราะการเลือกวิธีที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะการผลิตจริงจะทำให้ข้อมูลต้นทุนที่ได้ไม่มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงบริหาร

เครื่องมือที่ช่วยให้ตีมูลค่า WIP ง่ายขึ้น

โรงงานที่มีคำสั่งผลิต (Production Order) จำนวนมากในแต่ละเดือน ควรพิจารณาใช้ระบบ ERP หรือโปรแกรมบัญชีต้นทุนที่รองรับการคำนวณ WIP อัตโนมัติ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากใบสั่งผลิต

การเบิกวัตถุดิบ และการบันทึกเวลาทำงานของพนักงานเข้าด้วยกัน

ระบบเหล่านี้จะช่วยคำนวณเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จและมูลค่า WIP ได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าการคำนวณด้วยมือ ลดความเสี่ยงจากการประมาณการที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีระบบอัตโนมัติ

ฝ่ายบัญชีก็ยังควรตรวจสอบความสมเหตุสมผลของตัวเลขที่ระบบคำนวณออกมาทุกเดือน เทียบกับสภาพงานจริงในไลน์การผลิต เพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการตั้งค่าระบบที่ไม่ตรงกับกระบวนการผลิตจริง

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำ

โรงงานควรกำหนดนโยบายการตีมูลค่า WIP เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวิธีคำนวณ (Weighted Average หรือ FIFO) เกณฑ์การประเมินเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ และความถี่ในการตรวจนับสต๊อกจริง

อย่างน้อยควรมีการตรวจนับ WIP ทางกายภาพทุกสิ้นเดือน

ร่วมกับฝ่ายผลิตที่รู้สถานะงานจริงในแต่ละไลน์ เพื่อให้ตัวเลขที่บันทึกในระบบบัญชีตรงกับความเป็นจริง

สำหรับ SME ที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อนมาก อาจเริ่มจากการประเมินแบบง่าย เช่น กำหนดเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จตามขั้นตอนหลักที่ผ่านแล้ว (เช่น ผ่านขั้นตอนตัด = 30%, ผ่านขั้นตอนประกอบ =

60%, ผ่านขั้นตอนตกแต่ง = 90%)

แล้วค่อยพัฒนาเป็นระบบที่ละเอียดขึ้นเมื่อธุรกิจเติบโต การตีมูลค่า WIP ที่แม่นยำไม่เพียงช่วยให้งบการเงินถูกต้อง

แต่ยังช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพต้นทุนการผลิตที่แท้จริงและตัดสินใจเรื่องราคาขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

WIP ต่างจากสินค้าสำเร็จรูปอย่างไรในทางบัญชี

WIP คือสินค้าที่ยังผลิตไม่เสร็จสมบูรณ์ มีต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน และโสหุ้ยเพียงบางส่วนตามความคืบหน้า ส่วนสินค้าสำเร็จรูปคือสินค้าที่ผลิตเสร็จ 100% พร้อมขาย

มีต้นทุนครบทุกองค์ประกอบเต็มจำนวน

ทั้งสองอย่างถือเป็นสินค้าคงเหลือแต่แสดงแยกรายการกันในงบดุล

หากไม่ตีมูลค่า WIP เลยจะเกิดผลอย่างไร

หากไม่บันทึกมูลค่า WIP หรือคิดต้นทุนทั้งหมดเป็นต้นทุนขายไปเลย จะทำให้ต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุนสูงเกินจริงและกำไรขั้นต้นต่ำกว่าความเป็นจริง

ขณะที่สินค้าคงเหลือในงบดุลจะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน

ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนสถานะที่แท้จริงของธุรกิจ

โรงงานควรตรวจนับ WIP บ่อยแค่ไหน

แนะนำให้ตรวจนับทางกายภาพอย่างน้อยทุกสิ้นเดือนสำหรับการปิดงบรายเดือน และควรตรวจนับอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงปิดงบประจำปี

เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเลขในระบบบัญชีตรงกับปริมาณงานที่ค้างอยู่จริงในไลน์การผลิต

ควรเลือกวิธี Weighted Average หรือ FIFO ในการคำนวณต้นทุน WIP

หากราคาวัตถุดิบและต้นทุนแปรรูปค่อนข้างคงที่ในแต่ละเดือน วิธี Weighted Average จะคำนวณง่ายกว่าและเพียงพอ แต่หากต้นทุนผันผวนมาก เช่น ราคาวัตถุดิบเปลี่ยนบ่อย วิธี FIFO

จะให้ข้อมูลต้นทุนที่แม่นยำกว่า

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับลักษณะธุรกิจ

เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของ WIP ควรประเมินจากอะไร

ควรประเมินจากข้อมูลจริงในกระบวนการผลิต เช่น จำนวนขั้นตอนที่ผ่านแล้วเทียบกับขั้นตอนทั้งหมด ข้อมูลจากใบสั่งผลิตหรือ Job Order

หรือรายงานจากหัวหน้าฝ่ายผลิตที่ทราบสถานะงานจริงในแต่ละไลน์ ไม่ควรใช้ตัวเลขประมาณการที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิง

SME ขนาดเล็กที่ยังไม่มีระบบ ERP จะตีมูลค่า WIP ได้อย่างไร

สามารถเริ่มจากวิธีง่ายๆ โดยกำหนดเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จตามขั้นตอนหลักของกระบวนการผลิต บันทึกในตาราง Excel แยกตามใบสั่งผลิต แล้วคำนวณมูลค่าด้วยหลัก Equivalent Units

ตามตัวอย่างในบทความนี้

เมื่อธุรกิจเติบโตค่อยพิจารณาลงทุนระบบที่ช่วยคำนวณอัตโนมัติ

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้