ซูเปอร์มาร์เก็ตที่สั่งสินค้าชนิดเดียวกันจากหลายซัพพลายเออร์ควรใช้วิธีคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (weighted average cost) แทนการจดราคาซื้อล่าสุดเพียงอย่างเดียว

พร้อมทำตารางเปรียบเทียบราคาต่อซัพพลายเออร์เป็นประจำ

เพื่อให้รู้ต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละสินค้าและตั้งราคาขายได้แม่นยำ

สารบัญบทความ
  1. ทำไมการมีหลายซัพพลายเออร์ทำให้คุมต้นทุนยากขึ้น
  2. วิธีคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost)
  3. ขั้นตอนคุมต้นทุนเมื่อมีหลายซัพพลายเออร์
  4. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคุมต้นทุนหลายซัพพลายเออร์
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. การเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์อย่างมีข้อมูล
  7. การใช้เทคโนโลยีช่วยคุมต้นทุนหลายซัพพลายเออร์
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

ทำไมการมีหลายซัพพลายเออร์ทำให้คุมต้นทุนยากขึ้น

ซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นส่วนใหญ่ไม่ได้สั่งสินค้าจากผู้จัดจำหน่ายรายเดียว แต่กระจายไปหลายซัพพลายเออร์เพื่อให้ได้ราคาดีที่สุดในแต่ละช่วง เช่น ผักผลไม้อาจซื้อจากตลาดสด 2-3

เจ้าสลับกัน สินค้าอุปโภคบริโภคซื้อจากยี่ปั๊วหลายราย

หรือแม้แต่สินค้าชนิดเดียวกันก็อาจซื้อจากซัพพลายเออร์ต่างรายในแต่ละรอบเพราะราคาผันผวน

ปัญหาคือ เมื่อสินค้าตัวเดียวกันมีต้นทุนซื้อไม่เท่ากันในแต่ละรอบ การบันทึกบัญชีแบบง่ายๆ โดยใช้ราคาซื้อครั้งล่าสุดอาจทำให้ตัวเลขต้นทุนขายผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง

ส่งผลต่อการคำนวณกำไรขั้นต้นและการตั้งราคาขายที่ไม่แม่นยำ

วิธีคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost)

วิธีที่นิยมใช้สำหรับสินค้าที่ซื้อจากหลายซัพพลายเออร์ในราคาต่างกันคือ วิธีต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ซึ่งคำนวณโดยนำมูลค่าสต๊อกทั้งหมดหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด

ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าล็อตใหม่เข้ามา ต้นทุนเฉลี่ยจะถูกคำนวณใหม่โดยอัตโนมัติ

วิธีนี้ช่วยให้ต้นทุนสินค้าคงคลังสะท้อนภาพรวมที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าการใช้ราคาซื้อครั้งล่าสุดเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างการคำนวณ

สมมติซูเปอร์มาร์เก็ตมีน้ำมันพืชขวด 1 ลิตร คงเหลือในสต๊อก 100 ขวด ต้นทุนเฉลี่ยเดิม 45 บาทต่อขวด (มูลค่ารวม 4,500 บาท) จากนั้นสั่งซื้อเพิ่มจากซัพพลายเออร์อีกรายในราคา 48

บาทต่อขวด จำนวน 200 ขวด (มูลค่า 9,600 บาท)

ต้นทุนเฉลี่ยใหม่จะคำนวณได้จาก (4,500 + 9,600) หารด้วย (100 + 200) เท่ากับ 14,100 หารด้วย 300 เท่ากับ 47 บาทต่อขวด

ตัวเลขนี้จะถูกใช้เป็นต้นทุนขายสำหรับทุกขวดที่ขายออกไปจนกว่าจะมีการซื้อล็อตใหม่เข้ามาอีก

ขั้นตอนคุมต้นทุนเมื่อมีหลายซัพพลายเออร์

1. ทำทะเบียนซัพพลายเออร์แยกตามสินค้า

ควรมีตารางบันทึกว่าสินค้าแต่ละรายการซื้อจากซัพพลายเออร์รายใดบ้าง พร้อมราคาซื้อล่าสุดและเงื่อนไขการชำระเงิน เพื่อให้เปรียบเทียบและต่อรองราคาได้ง่ายขึ้น

2. เปรียบเทียบราคาต่อหน่วยอย่างสม่ำเสมอ

ควรทำตารางเปรียบเทียบราคาต่อหน่วยของสินค้าหมวดหลัก เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล จากซัพพลายเออร์แต่ละรายเป็นประจำทุกเดือน

เพื่อดูว่าราคาผันผวนอย่างไรและควรปรับสัดส่วนการสั่งซื้อจากรายใดมากขึ้น

3. บันทึกส่วนลดและเงื่อนไขพิเศษแยกจากราคาสินค้า

ซัพพลายเออร์บางรายให้ส่วนลดปริมาณ (volume discount) หรือของแถม ควรบันทึกมูลค่าส่วนลดหรือของแถมแยกให้ชัดเจน ไม่ปะปนกับราคาต้นทุนปกติ เพื่อให้การคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถูกต้อง

4. กระทบยอดใบส่งของกับใบแจ้งหนี้ทุกครั้ง

ก่อนบันทึกบัญชี ควรตรวจสอบว่าจำนวนสินค้าที่รับจริงตรงกับใบส่งของ และราคาที่ระบุในใบแจ้งหนี้ตรงกับที่ตกลงไว้หรือไม่ เพราะซัพพลายเออร์บางรายอาจปรับราคาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

หากไม่ตรวจสอบอาจทำให้ต้นทุนเพี้ยนสะสมโดยไม่รู้ตัว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคุมต้นทุนหลายซัพพลายเออร์

  • ใช้ราคาซื้อครั้งล่าสุดเป็นต้นทุนขายทั้งหมด โดยไม่คำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ทำให้กำไรขั้นต้นผันผวนผิดปกติในแต่ละเดือน
  • ไม่แยกบันทึกส่วนลดหรือของแถมจากซัพพลายเออร์ ทำให้ต้นทุนสินค้าคงคลังคลาดเคลื่อน
  • ไม่กระทบยอดใบส่งของกับใบแจ้งหนี้ ปล่อยให้ราคาที่ผิดพลาดหลุดเข้าไปในระบบบัญชีสะสมนานหลายเดือนก่อนพบ
  • ไม่มีทะเบียนซัพพลายเออร์ที่ชัดเจน ทำให้เปรียบเทียบราคาและต่อรองได้ยากเมื่อธุรกิจโตขึ้น
  • ตั้งราคาขายจากความรู้สึกแทนที่จะอ้างอิงต้นทุนเฉลี่ยจริง ทำให้บางสินค้าขายแล้วขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งขายข้าวสารจากซัพพลายเออร์ 3 ราย ราคาผันผวนระหว่าง 18-22 บาทต่อกิโลกรัมตามฤดูกาล หากใช้ราคาซื้อครั้งล่าสุดเป็นต้นทุนเสมอ ในเดือนที่ซื้อล็อตราคาสูง (22

บาท) แต่ตั้งราคาขายเท่าเดิมตามต้นทุนเก่า (18 บาท)

ร้านจะขาดทุนจากสินค้านี้ทันทีโดยไม่รู้ตัว แต่หากใช้ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักและทบทวนราคาขายทุกเดือน

เจ้าของร้านจะเห็นสัญญาณต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและสามารถปรับราคาขายหรือเปลี่ยนสัดส่วนการสั่งซื้อได้ทันเวลา

การเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์อย่างมีข้อมูล

เมื่อมีทะเบียนซัพพลายเออร์และตารางเปรียบเทียบราคาที่เป็นระบบแล้ว เจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตจะอยู่ในตำแหน่งที่ต่อรองได้ดีขึ้นมาก

เพราะสามารถอ้างอิงตัวเลขราคาย้อนหลังและปริมาณการสั่งซื้อจริงเพื่อขอเงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น

ขอราคาพิเศษเมื่อสั่งซื้อปริมาณมาก ขอเครดิตเทอมที่ยาวขึ้น หรือขอสิทธิ์คืนสินค้าที่ใกล้หมดอายุ

การมีข้อมูลต้นทุนที่แม่นยำยังช่วยให้ประเมินได้ว่าซัพพลายเออร์รายใดคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ไม่ใช่แค่ราคาต่ำที่สุดในระยะสั้น

เพราะบางรายอาจมีราคาต่ำแต่คุณภาพสินค้าไม่สม่ำเสมอจนเกิดของเสียสูง ซึ่งทำให้ต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่าที่คิด

การใช้เทคโนโลยีช่วยคุมต้นทุนหลายซัพพลายเออร์

ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์จัดการสต๊อกและบัญชีที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะ ซึ่งสามารถบันทึกราคาซื้อจากซัพพลายเออร์หลายรายพร้อมกัน

คำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักอัตโนมัติทุกครั้งที่รับสินค้าเข้าคลัง

และสร้างรายงานเปรียบเทียบราคาซัพพลายเออร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องคำนวณด้วยมือ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มี SKU จำนวนมากและซัพพลายเออร์หลายสิบรายควรพิจารณาลงทุนในระบบเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เพราะความคุ้มค่าจากการลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาทำงานมักคุ้มกับค่าใช้จ่ายของระบบภายในเวลาไม่นาน

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

หากซูเปอร์มาร์เก็ตของคุณมีสินค้าหลักที่ซื้อจากหลายซัพพลายเออร์ ควรเริ่มจากการเลือกระบบบัญชีสต๊อกที่รองรับการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักอัตโนมัติ

แทนการคำนวณด้วยมือซึ่งเสี่ยงผิดพลาดสูง

และควรกำหนดให้มีการทบทวนราคาขายสินค้าหมวดหลักอย่างน้อยเดือนละครั้งโดยเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยล่าสุด เพื่อรักษากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่ธุรกิจตั้งเป้าไว้

หากไม่มั่นใจเรื่องวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกที่ถูกต้อง

ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจค้าปลีกโดยตรง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ทำไมการมีหลายซัพพลายเออร์ทำให้คุมต้นทุนยากขึ้นตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
วิธีคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost)ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ขั้นตอนคุมต้นทุนเมื่อมีหลายซัพพลายเออร์ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักคืออะไร

คือวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงคลังโดยนำมูลค่าสต๊อกทั้งหมดหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าล็อตใหม่ในราคาต่างกัน ต้นทุนเฉลี่ยจะถูกคำนวณใหม่

ช่วยให้ต้นทุนสะท้อนภาพรวมใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่าใช้ราคาซื้อครั้งล่าสุด

ควรเปรียบเทียบราคาซัพพลายเออร์บ่อยแค่ไหน

แนะนำให้ทำตารางเปรียบเทียบราคาต่อหน่วยของสินค้าหมวดหลักอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยเฉพาะสินค้าที่ราคาผันผวนตามฤดูกาลหรือตลาด เพื่อปรับสัดส่วนการสั่งซื้อและราคาขายได้ทันเวลา

ส่วนลดปริมาณจากซัพพลายเออร์ควรบันทึกบัญชีอย่างไร

ควรบันทึกแยกจากราคาต้นทุนสินค้าปกติ โดยระบุมูลค่าส่วนลดหรือของแถมให้ชัดเจนในเอกสารซื้อ เพื่อให้การคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหลังหักส่วนลดแล้ว

หากไม่กระทบยอดใบส่งของกับใบแจ้งหนี้จะเกิดปัญหาอะไร

อาจทำให้ราคาที่ซัพพลายเออร์ปรับขึ้นโดยไม่แจ้งล่วงหน้าหลุดเข้าไปในระบบบัญชีโดยไม่มีใครสังเกต ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าคงคลังคลาดเคลื่อนสะสมและกระทบต่อการคำนวณกำไรขั้นต้นในระยะยาว

ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ระบบคำนวณต้นทุนเฉลี่ยหรือไม่

หากมีสินค้าที่ซื้อจากหลายซัพพลายเออร์ในราคาต่างกัน แนะนำให้ใช้แม้เป็นร้านขนาดเล็ก เพราะช่วยป้องกันการตั้งราคาขายผิดพลาดจนขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก

ควรทบทวนราคาขายสินค้าบ่อยแค่ไหนเมื่อต้นทุนเปลี่ยน

ควรทบทวนราคาขายสินค้าหมวดหลักอย่างน้อยเดือนละครั้งโดยเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยล่าสุด และควรทบทวนทันทีหากต้นทุนเปลี่ยนแปลงมากกว่า 5-10% ในรอบเดียว

เพื่อรักษากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่ต้องการ

การมีซัพพลายเออร์หลายรายส่งผลต่อภาษีซื้ออย่างไร

ตราบใดที่ซัพพลายเออร์ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วน สามารถนำภาษีซื้อไปหักลบกับภาษีขายได้ตามปกติ

แต่ควรตรวจสอบว่าซัพพลายเออร์แต่ละรายจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องและออกเอกสารตรงตามที่กรมสรรพากรกำหนด

นอกจากการติดตามตัวเลขด้วยตัวเองแล้ว การให้ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีของ A Plus Me เข้ามาช่วยตรวจงบการเงินและความเสี่ยงด้านภาษีก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้มั่นใจขึ้น