ธุรกิจลีสซิ่งและเช่าซื้อในไทยมีภาระภาษีเฉพาะที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ที่คำนวณจากดอกเบี้ยรับ ควบคู่กับข้อกำหนดการบันทึกบัญชีตามมาตรฐาน TFRS 16
สารบัญบทความ
- ธุรกิจลีสซิ่งและเช่าซื้อคืออะไร และทำไมถึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% คำนวณอย่างไร และยื่นอย่างไร
- การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยแบบ Effective Interest Method
- TFRS 16 กับธุรกิจลีสซิ่ง: ฝั่งผู้ให้เช่าต้องทำอะไร
- ภาษีเงินได้นิติบุคคลและกลยุทธ์วางแผนภาษีสำหรับธุรกิจลีสซิ่ง
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย อากรแสตมป์ และข้อพิจารณาอื่นสำหรับธุรกิจเช่าซื้อ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- ตารางนำบทความไปใช้
ธุรกิจลีสซิ่งและเช่าซื้อคืออะไร และทำไมถึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
ธุรกิจ ลีสซิ่ง (Leasing) และ เช่าซื้อ (Hire Purchase) เป็นการให้บริการทางการเงินรูปแบบหนึ่ง ที่ผู้ประกอบการซื้อทรัพย์สิน เช่น รถยนต์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์
แล้วให้ลูกค้าใช้ประโยชน์โดยแบ่งชำระเป็นงวด รายได้หลักของธุรกิจนี้คือ
ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ที่เรียกเก็บตลอดสัญญา
เนื่องจากธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับการให้สินเชื่อ (ให้กู้ยืมเงินในรูปแบบทรัพย์สิน)
ประมวลรัษฎากรจึงจัดให้กิจการประเภทนี้ที่ดำเนินธุรกิจลักษณะเดียวกับสถาบันการเงิน เช่น การให้สินเชื่อ การรับฝากเงิน
หรือการแลกเปลี่ยนเงินตรา ต้องเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax) แทนภาษีมูลค่าเพิ่ม
สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายเฉพาะ แต่ประกอบธุรกิจในลักษณะให้เช่าซื้อหรือลีสซิ่งเป็นการค้าปกติ
ควรตรวจสอบสถานะว่าธุรกิจของตนเข้าข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่กับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีเฉพาะทาง
เนื่องจากการจัดประเภทมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% คำนวณอย่างไร และยื่นอย่างไร
อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับธุรกิจประเภทสถาบันการเงินและธุรกิจที่มีลักษณะให้สินเชื่อคือ 3% ของรายรับ (ฐานภาษี) และต้องเสียภาษีท้องถิ่นเพิ่มอีก 10% ของจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะ
รวมเป็นภาระภาษีจริง 3.3% ของรายรับ (ข้อมูล ณ ปี 2569 จากกรมสรรพากร)
- ฐานภาษี: ดอกเบี้ยรับ ค่าธรรมเนียม และผลประโยชน์ใดๆ ที่เรียกเก็บจากสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาเงินทุน โดยนับตามเงินสดที่ได้รับหรือสิทธิที่จะได้รับในแต่ละงวด
- อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ: 3% คูณด้วยฐานภาษี
- ภาษีท้องถิ่น: 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้ (0.3% ของฐานภาษี)
- ภาระรวม: 3.3% ของรายรับที่ใช้เป็นฐานภาษี
การยื่นภาษีธุรกิจเฉพาะใช้แบบ ภ.ธ.40 ยื่นรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือภายในวันที่ 23 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร
การยื่นล่าช้าจะมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย
ดังนั้นการจัดระบบรับรู้รายได้ดอกเบี้ยให้ถูกต้องในแต่ละเดือนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ข้อสังเกตสำคัญ: ธุรกิจที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนรายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมนั้น ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับรายได้ส่วนเดียวกัน
เนื่องจากภาษีสองประเภทนี้ไม่ซ้ำซ้อนกันตามประมวลรัษฎากร
การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยแบบ Effective Interest Method
ประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดสำหรับผู้ประกอบการลีสซิ่งและเช่าซื้อคือ วิธีการคำนวณและรับรู้รายได้ดอกเบี้ย ที่ถูกต้องทั้งในทางบัญชีและภาษี
วิธีที่มาตรฐานการรายงานทางการเงินกำหนดไว้คือ Effective Interest Method (วิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง) ซึ่งคำนวณดอกเบี้ยรับจากยอดเงินต้นคงเหลือ ณ ต้นงวด คูณด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
(Effective Interest Rate หรือ EIR)
ไม่ใช่การตัดจ่ายดอกเบี้ยเท่ากันทุกงวด (Sum of Digits หรือ Rule of 78)
- Effective Interest Rate (EIR): คืออัตราดอกเบี้ยที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคตทั้งหมดเท่ากับมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ทางการเงิน ณ วันเริ่มต้นสัญญา
- ดอกเบี้ยรับแต่ละงวด: = ยอดเงินต้นคงเหลือต้นงวด × EIR ÷ จำนวนงวดต่อปี
- เงินต้นที่ลดลง: = เงินรับชำระงวดนั้น − ดอกเบี้ยรับที่คำนวณได้
ความสำคัญในทางภาษีคือ ฐานภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ควรคำนวณจากดอกเบี้ยที่ รับรู้แล้วตามหลักบัญชี ซึ่งหากใช้ Effective Interest Method
ตัวเลขดอกเบี้ยรับในช่วงต้นสัญญาจะสูงกว่าช่วงท้ายสัญญา (เพราะเงินต้นยังสูง)
ผู้ประกอบการจึงควรมีตารางตัดจ่ายดอกเบี้ย (Amortization Schedule) ที่ถูกต้องประกอบการยื่นภาษีทุกเดือน
ในทางปฏิบัติ ธุรกิจขนาดเล็กบางรายยังใช้วิธี Rule of 78 หรือวิธีเส้นตรง อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการบัญชีที่ใช้บังคับในปัจจุบันกำหนดให้ใช้ EIR
สำหรับการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากสินทรัพย์ทางการเงิน ผู้ประกอบการควรปรึกษา
สำนักงานบัญชีรับทำบัญชีรายเดือนเพื่อตรวจสอบว่าระบบบัญชีที่ใช้อยู่สอดคล้องกับมาตรฐานหรือไม่
TFRS 16 กับธุรกิจลีสซิ่ง: ฝั่งผู้ให้เช่าต้องทำอะไร
มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 16 (สัญญาเช่า) มีผลบังคับใช้ในไทยและกำหนดหลักเกณฑ์การบัญชีทั้งสำหรับผู้เช่าและผู้ให้เช่า ในส่วนของ ผู้ให้เช่า (Lessor)
ซึ่งได้แก่บริษัทลีสซิ่งและเช่าซื้อ TFRS 16 กำหนดให้จัดประเภทสัญญาเช่าออกเป็น 2
ประเภทหลักก่อน
- Finance Lease (สัญญาเช่าการเงิน): สัญญาที่โอนความเสี่ยงและผลประโยชน์ในทรัพย์สินจากผู้ให้เช่าไปยังผู้เช่าเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่มีราคาซื้อคืนต่ำมาก หรือสัญญาที่ครอบคลุมอายุการใช้งานส่วนใหญ่ของทรัพย์สิน
- Operating Lease (สัญญาเช่าดำเนินงาน): สัญญาที่ไม่โอนความเสี่ยงและผลประโยชน์หลักในทรัพย์สิน ผู้ให้เช่ายังคงได้รับทรัพย์สินคืนและแบกรับความเสี่ยงในมูลค่าคงเหลือ
สำหรับ Finance Lease ผู้ให้เช่าต้อง:
- บันทึก ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงิน (Net Investment in Lease) แทนการบันทึกทรัพย์สิน ณ วันเริ่มต้นสัญญา โดยวัดมูลค่าจากมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าที่จะได้รับและมูลค่าคงเหลือที่ค้ำประกัน
- รับรู้ รายได้ดอกเบี้ย ตลอดอายุสัญญาโดยใช้ Effective Interest Method ดังที่กล่าวข้างต้น
- ลดยอดลูกหนี้ตามจำนวนเงินต้นที่ได้รับชำระในแต่ละงวด
สำหรับ Operating Lease ผู้ให้เช่าต้อง:
- ยังคงบันทึกทรัพย์สินในงบดุลและตัดค่าเสื่อมราคาตามปกติ
- รับรู้รายได้ค่าเช่าแบบเส้นตรง (Straight-line) ตลอดอายุสัญญา หรือตามวิธีอื่นที่สะท้อนรูปแบบการได้รับประโยชน์
- บันทึกต้นทุนทางตรงเริ่มต้น (Initial Direct Costs) เพิ่มเข้าในมูลค่าทรัพย์สินและตัดจ่ายตลอดอายุสัญญา
จุดที่ต้องระวังคือการจัดประเภทสัญญา เนื่องจากส่งผลต่อการนำเสนองบการเงิน ภาษีที่ต้องเสีย และตัวเลขที่ใช้เป็นฐานภาษีธุรกิจเฉพาะ ผู้ประกอบการที่ไม่แน่ใจควรปรึกษา
ที่ปรึกษาภาษีเพื่อวางแผนภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
ภาษีเงินได้นิติบุคคลและกลยุทธ์วางแผนภาษีสำหรับธุรกิจลีสซิ่ง
นอกจากภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว ผู้ประกอบการลีสซิ่งและเช่าซื้อที่จัดตั้งในรูปแบบนิติบุคคลยังต้องเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรสุทธิ
หากธุรกิจเข้าเงื่อนไข SME ได้แก่ ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ ไม่เกิน 30 ล้านบาท ต่อรอบบัญชี จะได้สิทธิอัตราก้าวหน้า (ข้อมูล ณ
ปี 2569):
- กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ยกเว้น (0%)
- กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: 20%
ธุรกิจที่ไม่เข้าเงื่อนไข SME หรือที่รายได้เกินเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิ
ประเด็นสำคัญในการวางแผนภาษี CIT สำหรับธุรกิจลีสซิ่งคือ:
- ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่ให้เช่า: ในกรณี Operating Lease ผู้ให้เช่ายังคงเป็นเจ้าของทรัพย์สินจึงสามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ตามเกณฑ์กรมสรรพากร ซึ่งอาจแตกต่างจากค่าเสื่อมราคาทางบัญชี
- ต้นทุนทางตรงเริ่มต้น: เช่น ค่าคอมมิชชั่นพนักงานขาย ค่าตรวจสอบสินเชื่อ อาจมีการปฏิบัติต่างกันระหว่างบัญชีและภาษี
- หนี้สงสัยจะสูญ: การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้เช่าซื้อต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรจึงจะนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย อากรแสตมป์ และข้อพิจารณาอื่นสำหรับธุรกิจเช่าซื้อ
ผู้ประกอบการลีสซิ่งและเช่าซื้อควรทราบถึงภาระภาษีอื่นที่เกี่ยวข้องดังนี้
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ได้แก่:
- เมื่อบริษัทลีสซิ่งรับค่าดอกเบี้ยจากบริษัทลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ลูกค้านั้นมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด
- ในทางกลับกัน เมื่อบริษัทลีสซิ่งจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นหรือสถาบันการเงินที่ให้กู้ยืมเงินมา ก็ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในฐานะผู้จ่ายเช่นกัน
- ค่าบริการที่จ่ายให้ผู้รับเหมาภายนอก เช่น ค่าประเมินราคาทรัพย์สิน หากเข้าเงื่อนไขต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด
อากรแสตมป์: สัญญาเช่าซื้อและสัญญาเงินกู้ยืมอาจต้องปิดอากรแสตมป์ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร
ผู้ประกอบการควรตรวจสอบรายละเอียดกับที่ปรึกษาเนื่องจากอัตราและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับประเภทสัญญาและมูลค่า
VAT กับรายได้ค่าธรรมเนียมอื่น: แม้รายได้ดอกเบี้ยจะอยู่ภายใต้ภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่รายได้จากการให้บริการอื่นที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าบริการประกันภัย
อาจต้องพิจารณาว่าอยู่ภายใต้ VAT ปัจจุบัน 7% (ปัจจุบัน 7%
ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร) หรือไม่ เนื่องจากไม่ใช่รายได้ดอกเบี้ยโดยตรง
การบริหารจัดการภาษีทั้งหมดนี้ให้ถูกต้องและครบถ้วนตั้งแต่ต้นจะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
การมีระบบบัญชีที่ดีและการทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจประเภทนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| ธุรกิจลีสซิ่งและเช่าซื้อคืออะไร และทำไมถึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% คำนวณอย่างไร และยื่นอย่างไร | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| การรับรู้รายได้ดอกเบี้ยแบบ Effective Interest Method | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ธุรกิจเช่าซื้อต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ทุกบาทที่ได้รับหรือเปล่า หรือแค่ส่วนดอกเบี้ย
ฐานภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่งคือ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และผลประโยชน์ที่ได้รับจากสัญญา ไม่ใช่ยอดรับชำระทั้งหมด ส่วนที่เป็นเงินต้น (การคืนต้นทุนทรัพย์สิน)
ไม่รวมอยู่ในฐานภาษี ดังนั้นการมีตารางตัดจ่ายดอกเบี้ย (Amortization
Schedule) ที่แม่นยำจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการคำนวณภาษีที่ถูกต้องในแต่ละเดือน
TFRS 16 เปลี่ยนแปลงการบันทึกบัญชีสำหรับบริษัทเช่าซื้อ (ผู้ให้เช่า) มากน้อยแค่ไหน
สำหรับ ผู้ให้เช่า TFRS 16 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการพื้นฐานมากนัก ผู้ให้เช่ายังคงต้องจัดประเภทสัญญาเป็น Finance Lease หรือ Operating Lease เช่นเดิม
ความเปลี่ยนแปลงหลักมาอยู่ที่ฝั่งผู้เช่าซึ่งต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า อย่างไรก็ตาม ผู้ให้เช่าที่ทำสัญญา Finance Lease
ยังคงต้องบันทึกลูกหนี้ตามสัญญาเช่าการเงินและรับรู้ดอกเบี้ยรับด้วย Effective Interest Method
ตามที่มาตรฐานกำหนด
บริษัทลีสซิ่งขนาดเล็กที่ทุนจดทะเบียนไม่ถึง 5 ล้านบาท จะได้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME ไหม
บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี จะได้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME แบบก้าวหน้า คือ 0%
สำหรับกำไรถึง 300,000 บาท 15% สำหรับกำไร 300,001-3,000,000 บาท และ 20%
สำหรับส่วนที่เกิน (ข้อมูล ณ ปี 2569) อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าหากปีใดรายได้เกิน 30 ล้านบาทหรือเพิ่มทุนเกิน 5 ล้านบาท จะเสียสิทธิ์ SME ในปีนั้นและต้องเสีย 20% ทั้งหมด
สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง ภาษีธุรกิจลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อ: ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% รายได้ดอกเบี้ย และการบันทึก TFRS 16
ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ ภาษีธุรกิจลีสซิ่งและสินเชื่อเช่าซื้อ: ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% รายได้ดอกเบี้ย และการบันทึก TFRS 16
พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล