เจ้าของธุรกิจหลายคนเจอสถานการณ์นี้ตอนกำลังปิดงบหรือเตรียมเอกสารก่อนกรมสรรพากรเรียกตรวจ คือขุดพบใบกำกับภาษีซื้อที่ยังไม่เคยนำมาหักภาษีมาก่อน ทั้งที่ควรจะเป็นเครดิตช่วยลดยอด VAT
ที่ต้องนำส่งได้
คำถามที่ตามมาคือใบกำกับภาษีใบนี้ยังนำมาขอคืนหรือหักภาษีได้อยู่ไหม บทความนี้อธิบายเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4)
ที่กำหนดว่าต้องนำภาษีซื้อมาใช้สิทธิภายในกี่เดือน วิธีนับระยะเวลาให้ถูกต้อง
และสิ่งที่ต้องทำเมื่อพบว่าเลยกำหนดไปแล้ว เหมาะสำหรับเจ้าของ SME และผู้ดูแลบัญชีที่กำลังไล่เรียงเอกสารก่อนยื่นภาษีหรือก่อนถูกสรรพากรเรียกตรวจ
สารบัญบทความ
- สถานการณ์ที่พบบ่อย: ทำไมใบกำกับภาษีซื้อถึง "ตกหล่น"
- กติกาหลัก: ภาษีซื้อต้องใช้สิทธิภายในกี่เดือน
- วิธีนับ 6 เดือนให้ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง
- พบใบกำกับภาษีที่ยังไม่เกิน 6 เดือน ทำอย่างไรโดยไม่ต้องยื่นย้อนหลัง
- พบเกิน 6 เดือนแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ และเช็กลิสต์ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
- ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
สถานการณ์ที่พบบ่อย: ทำไมใบกำกับภาษีซื้อถึง "ตกหล่น"
ช่วงปิดงบประจำปีหรือช่วงเตรียมเอกสารก่อนกรมสรรพากรเรียกตรวจ เป็นช่วงที่ฝ่ายบัญชีมักไล่เรียงเอกสารย้อนหลังทั้งปี
แล้วพบว่ามีใบกำกับภาษีซื้อบางใบที่ไม่เคยถูกบันทึกในรายงานภาษีซื้อ หรือบันทึกไว้แล้วแต่ไม่ได้นำไปรวมยื่นในแบบ ภ.พ.30
ของเดือนที่เกี่ยวข้อง สาเหตุที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่ ใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์มาถึงช้ากว่ารอบตัดยอดของเดือนนั้น เอกสารจากสาขาหรือหน่วยงานย่อยส่งเข้าส่วนกลางล่าช้า
การเปลี่ยนพนักงานบัญชีหรือเปลี่ยนสำนักงานบัญชีระหว่างปีทำให้เอกสารบางส่วนตกหล่นระหว่างการส่งมอบงาน หรือใบกำกับภาษีถูกจัดเก็บปะปนกับเอกสารเดือนอื่นจนมองข้ามไป
เมื่อเจอใบกำกับภาษีซื้อที่ยังไม่เคยใช้สิทธิแบบนี้ คำถามแรกที่เจ้าของธุรกิจถามคือ ยังนำมาหักภาษีมูลค่าเพิ่มได้อยู่หรือไม่
คำตอบขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ผ่านไปนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษีเป็นสำคัญ
กติกาหลัก: ภาษีซื้อต้องใช้สิทธิภายในกี่เดือน
ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งในแต่ละเดือนภาษี คำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อของเดือนภาษีนั้น
หลักการทั่วไปคือผู้ประกอบการควรนำภาษีซื้อไปหักในเดือนภาษีที่เกิดสิทธิ ซึ่งโดยทั่วไปคือเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษี
แต่ในทางปฏิบัติย่อมมีบางกรณีที่พลาดไม่ได้นำมาหักในเดือนนั้นจริง ๆ กรมสรรพากรจึงออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4)
เปิดช่องให้นำภาษีซื้อที่ตกหล่นไปหักในเดือนภาษีอื่นได้ แต่กำหนดเงื่อนไขเวลาไว้ชัดเจนว่า
ต้องนำภาษีซื้อนั้นมาใช้สิทธิภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน นับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี
ข้อควรทราบเพิ่มเติมคือ สิทธิใช้ระยะเวลา 6 เดือนนี้ผูกกับ "เหตุจำเป็น" ตามที่ประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 4 กำหนดไว้ ได้แก่ เหตุจำเป็นตามประเพณีทางการค้า เหตุสุดวิสัย
หรือได้รับใบกำกับภาษีในเดือนภาษีที่ต่างจากเดือนที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีนั้นเอง
ซึ่งครอบคลุมสถานการณ์ใบกำกับภาษีซื้อตกหล่นที่พบบ่อยในทางปฏิบัติอยู่แล้ว (เช่น ใบกำกับภาษีมาถึงล่าช้า หรือเอกสารตกหล่นระหว่างเปลี่ยนพนักงาน/สำนักงานบัญชี) ทั้งนี้ ตามมาตรา 82/3
วรรคสี่
กฎหมายกำหนดเพดานสูงสุดที่อธิบดีจะออกหลักเกณฑ์ได้ไว้ไม่เกิน 3 ปีนับจากวันที่ออกใบกำกับภาษี แต่หลักเกณฑ์ที่บังคับใช้จริงในปัจจุบันสำหรับกรณีทั่วไปตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 4
คือกรอบ 6 เดือนตามที่อธิบายข้างต้น ผู้ประกอบการจึงต้องยึดกรอบ 6
เดือนนี้เป็นหลักในทางปฏิบัติ ไม่ใช่ 3 ปี
หากปล่อยเลยกรอบเวลานี้ไป ภาษีซื้อใบนั้นจะหมดสิทธินำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนอย่างถาวร กฎหมายไม่มีช่องให้ขอขยายเวลาเพิ่มเติมเป็นรายกรณี
ดังนั้นการตรวจพบใบกำกับภาษีซื้อตกหล่นให้เร็วที่สุด
จึงมีความหมายโดยตรงกับเงินที่กิจการจะได้เครดิตคืนหรือไม่ได้เลย
วิธีนับ 6 เดือนให้ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง
จุดที่ทำให้เจ้าของธุรกิจสับสนบ่อยคือ การนับ 6 เดือนไม่ได้เริ่มจากวันที่ในใบกำกับภาษีโดยตรง แต่เริ่มนับจาก "เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี" ตัวอย่างเช่น
หากใบกำกับภาษีลงวันที่ในเดือนมกราคม 2568 เดือนที่เริ่มนับคือกุมภาพันธ์ 2568
และครบกำหนด 6 เดือนในเดือนกรกฎาคม 2568 หมายความว่าต้องนำภาษีซื้อใบนี้ไปรวมยื่นในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนภาษีใดเดือนหนึ่งในช่วงกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568 เท่านั้น
หากรวบรวมไม่ทันและต้องไปยื่นในแบบของเดือนสิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
ใบกำกับภาษีใบนี้จะหมดสิทธิใช้เครดิตทันที
| เดือนที่ออกใบกำกับภาษี | เดือนที่เริ่มนับ (เดือนถัดไป) | เดือนสุดท้ายที่ยังใช้สิทธิได้ (ครบ 6 เดือน) |
|---|---|---|
| มกราคม 2568 | กุมภาพันธ์ 2568 | กรกฎาคม 2568 |
| เมษายน 2568 | พฤษภาคม 2568 | ตุลาคม 2568 |
| กันยายน 2568 | ตุลาคม 2568 | มีนาคม 2569 |
สังเกตว่ายิ่งใบกำกับภาษีถูกค้นพบช้าเท่าไร ช่วงเวลาที่เหลือให้นำมาใช้สิทธิก็ยิ่งสั้นลงเท่านั้น
การตรวจสอบเอกสารเป็นประจำทุกเดือนจึงสำคัญกว่าการมารื้อดูทีเดียวตอนใกล้ปิดงบหรือใกล้ถูกตรวจ
พบใบกำกับภาษีที่ยังไม่เกิน 6 เดือน ทำอย่างไรโดยไม่ต้องยื่นย้อนหลัง
ข้อดีของประกาศอธิบดีฯ ฉบับนี้คือ กิจการไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขหรือยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมของเดือนเก่าที่ตกหล่น สามารถนำภาษีซื้อใบนั้นไปรวมยื่นในแบบ ภ.พ.30
ของเดือนภาษีปัจจุบันที่ตรวจพบได้เลย ตราบใดที่ยังอยู่ในกรอบ 6 เดือน
โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มใด ๆ เพราะเป็นการใช้สิทธิตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การยื่นแก้ไขเพราะยื่นภาษีขาดไป ขั้นตอนที่ควรทำมีดังนี้
- ตรวจสอบว่าใบกำกับภาษีมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 86/4 เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออก ที่อยู่ เลขที่และวันที่ของใบกำกับภาษี และไม่ใช่รายการภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 เช่น ค่ารับรอง หรือภาษีซื้อที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน
- บันทึกใบกำกับภาษีนั้นในรายงานภาษีซื้อของเดือนภาษีที่นำมาใช้สิทธิจริง และตามหลักเกณฑ์ของประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 4 ควรระบุข้อความว่า "ถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี..." ไว้บนใบกำกับภาษีหรือเอกสารประกอบ (พิมพ์ ประทับตรา หรือเขียนกำกับก็ได้) พร้อมหมายเหตุอ้างอิงเลขที่และวันที่ของใบกำกับภาษีเดิมให้ชัดเจน เผื่อถูกสอบถามระหว่างการตรวจสอบ
- เก็บหลักฐานที่แสดงว่าได้รับใบกำกับภาษีล่าช้าจริงหรือมีเหตุจำเป็นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น อีเมลนำส่งเอกสาร หรือบันทึกวันที่รับเอกสารจากไปรษณีย์ ไว้ประกอบคำชี้แจงหากเจ้าหน้าที่สอบถาม
พบเกิน 6 เดือนแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ และเช็กลิสต์ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
หากตรวจพบว่าใบกำกับภาษีซื้อใบนั้นเลยกรอบ 6 เดือนไปแล้ว น่าเสียดายที่กฎหมายไม่เปิดช่องให้นำมาเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มได้อีก
ไม่ว่าจะยื่นแบบเพิ่มเติมย้อนหลังหรือนำมารวมในเดือนปัจจุบันก็ตาม สิ่งที่ทำได้คือไม่นำภาษีซื้อใบนั้นไปเครดิตในแบบ ภ.พ.30
อีก เพราะหากถูกตรวจพบภายหลังว่านำภาษีซื้อที่หมดสิทธิมาใช้จนทำให้ยื่นภาษีขาดไป อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร
ส่วนประเด็นว่าจะบันทึกมูลค่าภาษีซื้อที่หมดสิทธิแล้วในทางบัญชีอย่างไร
ควรให้ผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีพิจารณาเป็นรายกรณี เพราะแต่ละสถานการณ์มีรายละเอียดต่างกัน
เหตุการณ์แบบนี้ควรถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นทบทวนระบบจัดเก็บเอกสารของกิจการ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำในรอบบัญชีถัดไป แนวทางป้องกันที่ทำได้จริงมีดังนี้
- กระทบยอดใบกำกับภาษีซื้อกับรายงานภาษีซื้อทุกเดือน ไม่ปล่อยให้สะสมข้ามไตรมาสหรือรอถึงปลายปี
- กำหนดผู้รับผิดชอบรวบรวมใบกำกับภาษีจากทุกแผนกหรือทุกสาขาภายในวันที่ชัดเจนของทุกเดือน
- ทำทะเบียนติดตามใบกำกับภาษีที่ยังรอนำส่ง แยกออกจากใบที่บันทึกและยื่นครบแล้ว เพื่อให้เห็นภาพรวมว่ามีใบใดใกล้ครบกำหนด 6 เดือน
- ทบทวนภาษีซื้อที่ยังค้างบันทึกทุกไตรมาส แทนที่จะรอมาตรวจครั้งเดียวตอนใกล้ปิดงบหรือก่อนถูกสรรพากรเรียกตรวจ
การมีระบบติดตามเอกสารที่ดีตั้งแต่ต้นทาง คือวิธีป้องกันที่ตรงจุดที่สุด เพราะเมื่อภาษีซื้อหมดสิทธิไปแล้ว ไม่มีทางย้อนกลับมาแก้ไขได้อีก ต่างจากปัญหาด้านเอกสารอื่น ๆ
ที่ยังพอมีทางแก้ไขเพิ่มเติมภายหลัง ทั้งนี้
กรณีของแต่ละกิจการมีรายละเอียดแตกต่างกัน หากไม่แน่ใจว่าใบกำกับภาษีที่พบยังอยู่ในกรอบเวลาที่ใช้สิทธิได้หรือไม่
ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อตรวจสอบเป็นรายกรณีก่อนยื่นแบบ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ภาษีซื้อเกิน 6 เดือน ขอคืนไม่ได้ เช็กก่อนถูกตรวจสอบภาษี ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
นับ 6 เดือนอย่างไร เริ่มนับจากวันที่ในใบกำกับภาษีเลยหรือไม่
ไม่ได้เริ่มนับจากวันที่ในใบกำกับภาษีโดยตรง แต่เริ่มนับจากเดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) เช่น
ใบกำกับภาษีลงวันที่ในเดือนมกราคม 2568 เดือนแรกที่เริ่มนับคือกุมภาพันธ์ 2568
และครบกำหนด 6 เดือนในเดือนกรกฎาคม 2568 จึงต้องนำภาษีซื้อไปรวมยื่นในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนใดเดือนหนึ่งในช่วงกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2568
พบใบกำกับภาษีซื้อตกหล่นแต่ยังไม่เกิน 6 เดือน ต้องยื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติมย้อนหลังไหม
ไม่จำเป็นต้องยื่นแบบเพิ่มเติมย้อนหลังของเดือนเก่า สามารถนำภาษีซื้อใบนั้นไปรวมยื่นในแบบ ภ.พ.30 ของเดือนภาษีปัจจุบันที่ตรวจพบได้เลย ตราบใดที่ยังอยู่ในกรอบ 6 เดือนตามประกาศอธิบดีฯ
ฉบับที่ 4 และเข้าเงื่อนไขเหตุจำเป็นที่กฎหมายกำหนด
แต่ควรระบุข้อความ "ถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี..." บนใบกำกับภาษีหรือเอกสารประกอบ พร้อมบันทึกในรายงานภาษีซื้อและอ้างอิงเลขที่วันที่ของใบกำกับภาษีเดิมให้ชัดเจน
ถ้าใบกำกับภาษีซื้อเกิน 6 เดือนไปแล้ว ยังมีทางแก้ไขไหม
สำหรับการใช้สิทธิเครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ทั่วไป กฎหมายไม่เปิดช่องให้ขยายเวลาเพิ่มเติมเป็นรายกรณีแล้ว ภาษีซื้อใบนั้นจะหมดสิทธินำมาหักออกจากภาษีขายอย่างถาวร
สิ่งที่ทำได้คือไม่นำมาเครดิตอีก
และปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเรื่องการบันทึกมูลค่าภาษีส่วนนี้ในทางบัญชีให้ถูกต้องเป็นรายกรณี
ถ้าฝืนนำภาษีซื้อที่เกิน 6 เดือนมาเครดิต จะมีความเสี่ยงอะไร
หากถูกตรวจพบภายหลังว่านำภาษีซื้อที่หมดสิทธิมาใช้เครดิตจนทำให้ยื่นภาษีขาดไป อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 89 และมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร
จึงไม่คุ้มที่จะฝืนใช้สิทธิที่หมดอายุไปแล้ว
เจ้าของธุรกิจที่ต้องการมีที่ปรึกษาช่วยดูภาพรวมภาษีทั้งปีแทนการแก้ปัญหาเป็นครั้งคราว สามารถให้ทีมที่ปรึกษาภาษี A Plus Me ช่วยวางแผนให้เป็นระบบและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน