คลินิกหลายแห่งส่งตรวจแล็บหรือส่งต่อบริการให้ supplier ภายนอก เช่น lab test, imaging, pathology หรือ partner clinic หากไม่แยกรายได้ที่เก็บจากลูกค้ากับต้นทุนแล็บ จะไม่รู้ margin ต่อเคสจริง

คำตอบสั้น ๆ

Lab Fee และ Referral Fee ควรเริ่มจากการแยกประเภทรายการ เอกสารต้นทาง และรายงานที่ใช้กระทบยอดให้ชัดเจนก่อนปิดเดือน คลินิกหลายแห่งส่งตรวจแล็บหรือส่งต่อบริการให้ supplier ภายนอก เช่น lab test, imaging, pathology หรือ partner clinic หากไม่แยกรายได้ที่เก็บจากลูกค้ากับต้นทุนแล็บ จะไม่รู้ margin ต่อเคสจริง

บทความนี้เหมาะกับใคร

  • เจ้าของคลินิก สปา ฟิตเนส หรือธุรกิจ wellness
  • ผู้จัดการสาขาและทีมหน้าร้านที่ต้องปิดยอดขาย
  • ทีมบัญชีที่ต้องแยกรายได้ แพ็กเกจ และต้นทุนบริการ

อ่านบทความนี้แล้วควรได้คำตอบเรื่องอะไร

  • สรุปประเด็นที่ควรรู้
  • แยกต้นทุนแล็บภายนอกจากค่าบริการคลินิก
  • ตรวจเอกสารจาก lab supplier
  • วิเคราะห์ margin ต่อรายการตรวจ
  • อ่านต่อ

ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง

  • รวมเงินรับล่วงหน้ากับรายได้ที่ให้บริการแล้ว
  • ไม่กระทบยอด POS กับเงินสด QR บัตรเครดิต และ bank statement
  • ไม่แยกสต๊อกยา เวชภัณฑ์ หรือ package balance ตามสาขา

ลำดับลงมือทำที่แนะนำ

  1. แยกประเภทบริการและช่องทางรับเงิน
  2. ทำรายงานแพ็กเกจคงเหลือหรือ session คงเหลือ
  3. กระทบยอดรายได้กับธนาคารและเอกสารภาษีก่อนปิดเดือน

สรุปประเด็นที่ควรรู้

  • lab code
  • ใบสั่งตรวจ
  • รายได้ค่าแล็บ

แยกต้นทุนแล็บภายนอกจากค่าบริการคลินิก

ควรระบุว่า clinic charge จากลูกค้าเป็นค่าบริการรวม หรือเป็นการเรียกเก็บค่าแล็บตามจริงบวกค่าดำเนินการ เพื่อให้เอกสารและรายได้ตรงกับสัญญา

ข้อมูลตั้งต้นที่ควรกำหนดให้ตรงกันคือ lab code, case code, clinic charge, lab supplier, referral fee เพื่อให้หน้าร้าน ทีมแพทย์ ทีมบริการ และบัญชีใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน

  • lab code
  • case code
  • clinic charge
  • lab supplier
  • referral fee

ตรวจเอกสารจาก lab supplier

ใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากแล็บควรผูกกับเคสหรือผู้ป่วยตามรหัสภายใน โดยไม่เปิดเผยข้อมูลเกินจำเป็นในเอกสารบัญชี

เอกสารที่ควรเก็บคู่กันคือ ใบสั่งตรวจ, รายงานผลตรวจ, ใบแจ้งหนี้แล็บ, ใบกำกับภาษี, ใบหัก ณ ที่จ่าย เพื่อให้ตรวจย้อนหลังได้ทั้งรายได้ ค่าบริการ ต้นทุนยา/เวชภัณฑ์ ภาษี และการปิดบัญชีรายเดือน

  • ใบสั่งตรวจ
  • รายงานผลตรวจ
  • ใบแจ้งหนี้แล็บ
  • ใบกำกับภาษี
  • ใบหัก ณ ที่จ่าย

วิเคราะห์ margin ต่อรายการตรวจ

บางรายการตรวจมีต้นทุนสูงแต่ราคาเก็บต่ำ หากไม่มี report แยก lab fee เจ้าของจะไม่รู้ว่าควรปรับราคา package หรือ partner

รายงานที่เจ้าของกิจการควรดูทุกเดือนคือ รายได้ค่าแล็บ, ต้นทุนแล็บ, margin ต่อเคส, เจ้าหนี้แล็บ, รายการรอผลตรวจ เพื่อเห็นกำไรจริงของบริการ แพ็กเกจ สาขา และทีมที่เกี่ยวข้อง

  • รายได้ค่าแล็บ
  • ต้นทุนแล็บ
  • margin ต่อเคส
  • เจ้าหนี้แล็บ
  • รายการรอผลตรวจ

เช็กลิสต์นำไปใช้ในเดือนนี้

สิ่งที่ควรทำทันที

  • ตั้งรหัส lab service
  • ผูกเคสกับ invoice
  • แยกต้นทุน lab
  • ตรวจหัก ณ ที่จ่าย
  • รีวิว margin รายเดือน

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นแนวทางทั่วไปสำหรับผู้ประกอบการ SME การบันทึกบัญชีและภาษีของแต่ละกิจการควรพิจารณาจากเอกสารจริง สัญญา และข้อเท็จจริงของรายการ หากมีรายการเฉพาะควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าแล็บที่จ่ายให้ supplier ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม

ต้องดูประเภทบริการและสถานะผู้รับเงินตามเอกสารจริง ควรให้บัญชีตรวจก่อนจ่าย

เรียกเก็บค่าแล็บจากลูกค้าเท่าทุนต้องบันทึกรายได้ไหม

ต้องดูรูปแบบสัญญาและบทบาทของคลินิกว่าเป็นผู้ให้บริการรวม หรือจ่ายแทนตามข้อเท็จจริง

ควรส่งอะไรให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน

ควรส่งรายงานยอดขาย รายงานรับเงิน รายงานแพ็กเกจคงเหลือ รายงานสต๊อกยาและเวชภัณฑ์ ใบกำกับภาษีซื้อขาย ใบหัก ณ ที่จ่าย และ bank statement ของเดือนนั้น

ควรเริ่มปรับระบบจากจุดไหนก่อน

แยกประเภทบริการและช่องทางรับเงิน จากนั้นรวบรวมเอกสารและรายงานที่เกี่ยวข้องให้ครบก่อนกระทบยอดกับธนาคารและรายงานภาษี

สำนักงานบัญชีช่วยตรวจเรื่องนี้ได้อย่างไร

ช่วยตรวจโครงสร้างเอกสาร วิธีบันทึกบัญชี ภาษีที่เกี่ยวข้อง รายงานกระทบยอด และประเด็นผิดปกติก่อนปิดบัญชีรายเดือน