SME ที่รับจ้างผลิตสินค้าหรือให้บริการตามออเดอร์ลูกค้า มักเจอปัญหาไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงต่องาน ส่งผลให้ตั้งราคาต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป บทความนี้อธิบาย Job Order Costing คืออะไร ใช้อย่างไร พร้อมตัวอย่างจริงที่ปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้ทันที

Job Order Costing คืออะไร?

Job Order Costing (การคำนวณต้นทุนตามใบสั่งงาน) คือระบบการบัญชีต้นทุนที่ติดตามและรวบรวมต้นทุนแยกตาม แต่ละงานหรือออเดอร์ (Job) โดยเฉพาะ แทนที่จะรวมต้นทุนทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วหารเฉลี่ย

ระบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ผลิตสินค้าหรือให้บริการที่มีลักษณะ ไม่เหมือนกันในแต่ละออเดอร์ เช่น รับจ้างผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรตามแบบลูกค้า รับเหมาก่อสร้าง บริษัทกฎหมายหรือที่ปรึกษา ร้านพิมพ์สื่อออกแบบ โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์สั่งทำ และธุรกิจซ่อมบำรุงอุปกรณ์

ต้นทุนใน Job Order Costing มีอะไรบ้าง?

ต้นทุนในระบบ Job Order Costing แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก

1. วัตถุดิบทางตรง (Direct Materials)

วัตถุดิบที่ใช้ในงานนั้น ๆ โดยตรงและสามารถระบุได้ชัดเจน เช่น เหล็กที่ใช้ทำชิ้นส่วน ไม้ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ หรือสีที่ใช้ทาในงานก่อสร้าง

2. แรงงานทางตรง (Direct Labor)

ค่าแรงของพนักงานที่ทำงานในออเดอร์นั้นโดยตรง เช่น ค่าแรงช่างเชื่อม ค่าแรงช่างไม้ หรือค่าแรงช่างซ่อม ที่สามารถระบุได้ว่าใช้เวลากี่ชั่วโมงกับงานชิ้นนั้น

3. ค่าโสหุ้ยการผลิต (Manufacturing Overhead)

ต้นทุนทางอ้อมที่ไม่สามารถระบุกับงานใดงานหนึ่งได้โดยตรง เช่น ค่าไฟฟ้าโรงงาน ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ค่าประกันภัย และเงินเดือนผู้จัดการโรงงาน ต้นทุนเหล่านี้ต้องใช้วิธี ปันส่วน (Allocation) ลงในแต่ละงาน

ขั้นตอนการทำ Job Order Costing

ขั้นที่ 1: เปิดใบสั่งงาน (Job Cost Sheet)

เมื่อรับออเดอร์จากลูกค้า ให้เปิดใบสั่งงานแยกต่างหากสำหรับแต่ละงาน บันทึกข้อมูลพื้นฐาน เช่น เลขที่งาน วันที่รับ ชื่อลูกค้า รายละเอียดงาน และวันที่กำหนดส่ง

ขั้นที่ 2: บันทึกวัตถุดิบทางตรง

เมื่อเบิกวัตถุดิบจากคลังเพื่อใช้ในงาน บันทึกราคาต้นทุนลงในใบสั่งงานทันที ใช้ราคาจริงจากใบกำกับสินค้าของซัพพลายเออร์

ขั้นที่ 3: บันทึกแรงงานทางตรง

ให้พนักงานบันทึกเวลาที่ใช้ในแต่ละงานผ่าน Timesheet หรือบัตรลงเวลา แล้วคำนวณค่าแรงจากอัตราค่าแรงต่อชั่วโมงคูณชั่วโมงที่ใช้

ขั้นที่ 4: ปันส่วนค่าโสหุ้ย

คำนวณค่าโสหุ้ยที่ต้องปันส่วนลงในงานโดยใช้อัตราโสหุ้ยที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Predetermined Overhead Rate) ซึ่งมักคำนวณจากชั่วโมงแรงงานทางตรงหรือชั่วโมงเครื่องจักร

ขั้นที่ 5: รวมต้นทุนและคำนวณกำไร

รวมต้นทุนทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน นำไปเทียบกับราคาขายที่ตกลงกับลูกค้า เพื่อดูกำไรขั้นต้นของแต่ละงาน

ตัวอย่าง Job Order Costing สำหรับโรงงานผลิตชิ้นส่วน

โรงงาน ABC รับออเดอร์ผลิตชิ้นส่วนเหล็กจากลูกค้า จำนวน 500 ชิ้น ราคาขาย 200 บาทต่อชิ้น รวม 100,000 บาท

รายการต้นทุนจำนวน (บาท)
วัตถุดิบทางตรง (เหล็ก, สี, ฯลฯ)35,000
แรงงานทางตรง (50 ชม. x 120 บาท/ชม.)6,000
ค่าโสหุ้ยปันส่วน (50 ชม. x 80 บาท/ชม.)4,000
ต้นทุนรวมต่อออเดอร์45,000
ราคาขาย100,000
กำไรขั้นต้น55,000 (55%)

จากตัวอย่างนี้ออเดอร์นี้มีกำไรขั้นต้น 55% ซึ่งถือว่าดี เจ้าของโรงงานสามารถใช้ข้อมูลนี้เปรียบเทียบกับออเดอร์อื่น ๆ เพื่อหาว่างานประเภทไหนทำกำไรมากที่สุด

Job Order Costing กับธุรกิจบริการ

ระบบนี้ใช้ได้กับธุรกิจบริการเช่นกัน เช่น บริษัทที่ปรึกษา สำนักงานกฎหมาย หรือบริษัทออกแบบ ต้นทุนหลักคือชั่วโมงที่ปรึกษาหรือทีมงาน แทนที่จะเป็นวัตถุดิบ

เช่น บริษัทออกแบบรับงานออกแบบโลโก้ลูกค้า ค่าบริการ 15,000 บาท ใช้เวลาทีมออกแบบ 8 ชั่วโมง อัตราค่าแรง 500 บาท/ชั่วโมง และค่าโสหุ้ย 200 บาท/ชั่วโมง ต้นทุนรวม = (8 x 500) + (8 x 200) = 5,600 บาท กำไรขั้นต้น = 15,000 - 5,600 = 9,400 บาท (62.7%)

ประโยชน์ของ Job Order Costing สำหรับ SME

  • รู้ว่างานไหนกำไร งานไหนขาดทุน: ช่วยตัดสินใจว่าควรรับงานประเภทไหนและควรปฏิเสธงานอะไร
  • ตั้งราคาขายได้แม่นยำ: มีข้อมูลต้นทุนจริงเป็นฐาน ไม่ต้องเดาสุ่ม
  • ควบคุมต้นทุนได้ทันที: เห็นว่างานใดต้นทุนบานปลายก่อนสิ้นสุดงาน
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือ: มีข้อมูลประกอบการเสนอราคาลูกค้าได้อย่างมีเหตุผล

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง Job Order Costing คืออะไร? คำนวณต้นทุนต่อออเดอร์สำหรับ SME รับจ้างผลิตและบริการ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Job Order Costing ต่างจาก Process Costing อย่างไร?

Job Order Costing คิดต้นทุนแยกตามแต่ละงานหรือออเดอร์ เหมาะกับงานที่แตกต่างกันในแต่ละครั้ง ส่วน Process Costing คิดต้นทุนเฉลี่ยทั้งกระบวนการผลิต เหมาะกับการผลิตสินค้าที่เหมือนกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงงานน้ำตาลหรือโรงงานซีเมนต์

SME ขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ Job Order Costing จริงหรือ?

ถ้ารับงานที่แตกต่างกันในแต่ละออเดอร์ ควรใช้ระบบนี้ แม้จะเป็น SME ขนาดเล็ก เพราะการไม่รู้ต้นทุนต่องานอาจทำให้ตั้งราคาต่ำเกินไปและขาดทุนโดยไม่รู้ตัว เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วย Excel ก็เพียงพอสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

ค่าโสหุ้ยใน Job Order Costing ปันส่วนอย่างไร?

วิธีที่นิยมคือกำหนดอัตราโสหุ้ยต่อชั่วโมงแรงงานทางตรงหรือชั่วโมงเครื่องจักร โดยนำค่าโสหุ้ยประมาณการทั้งปีหารด้วยชั่วโมงแรงงานที่ประมาณการไว้ แล้วคูณกับชั่วโมงจริงที่ใช้ในแต่ละงาน

Job Cost Sheet คืออะไรและต้องบันทึกอะไรบ้าง?

Job Cost Sheet คือเอกสารหรือแบบฟอร์มที่รวบรวมต้นทุนทั้งหมดของแต่ละงาน ประกอบด้วยเลขที่งาน ชื่อลูกค้า วันที่รับและส่งงาน ต้นทุนวัตถุดิบทางตรง ต้นทุนแรงงานทางตรงแยกตามชั่วโมง และค่าโสหุ้ยที่ปันส่วนแล้ว

ถ้าต้นทุนจริงต่างจากที่ประมาณไว้มาก ควรทำอย่างไร?

ควรบันทึกส่วนต่างนั้นเป็น Over-applied หรือ Under-applied Overhead และปรับปรุงอัตราโสหุ้ยสำหรับงวดหน้าให้แม่นยำขึ้น การเปรียบเทียบต้นทุนประมาณการกับต้นทุนจริงสม่ำเสมอจะช่วยให้ประมาณการแม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ

มีซอฟต์แวร์อะไรบ้างที่ช่วยทำ Job Order Costing?

มีหลายตัวเลือก ตั้งแต่การใช้ Excel สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงโปรแกรมบัญชีอย่าง Express, FlowAccount หรือ SAP Business One สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้น ควรเลือกตามขนาดธุรกิจและงบประมาณที่มี