ร้านงานฝีมือและหัตถกรรมจำนวนมากตั้งราคาขายจากความรู้สึกหรือเทียบราคาคู่แข่งเท่านั้น โดยไม่ได้คำนวณต้นทุนจริงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรงเวลาที่ใช้ทำ และค่าเสื่อมอุปกรณ์

ทำให้หลายครั้งขายดีแต่กำไรน้อยกว่าที่คิด

บทความนี้อธิบายวิธีคิดต้นทุนให้ครบและภาระภาษีที่เจ้าของร้านงานฝีมือต้องรู้ทั้งช่องทางหน้าร้านและออนไลน์

สารบัญบทความ
  1. ทำไมร้านงานฝีมือมักตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงโดยไม่รู้ตัว
  2. องค์ประกอบต้นทุนที่ต้องนับให้ครบ
  3. ตารางตัวอย่างการคิดต้นทุนเครื่องประดับทำมือ
  4. ภาษีที่เกี่ยวข้องกับร้านงานฝีมือ
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  8. การขายผ่านหลายช่องทางและผลต่อการบันทึกบัญชี
  9. การตั้งราคาสำหรับงานสั่งทำพิเศษ (Custom Order)
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไมร้านงานฝีมือมักตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนจริงโดยไม่รู้ตัว

ธุรกิจงานฝีมือและหัตถกรรม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับทำมือ เซรามิก งานปัก งานไม้ หรือของตกแต่งบ้าน มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้การคิดต้นทุนซับซ้อนกว่าสินค้าที่ผลิตจากโรงงาน

เพราะแต่ละชิ้นใช้เวลาทำไม่เท่ากัน

วัตถุดิบบางส่วนซื้อเป็นล็อตใหญ่แต่ใช้ทีละน้อย และมีของเสียระหว่างผลิตที่มักไม่ได้ถูกนำมาคิดรวมในต้นทุน

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือเจ้าของร้านคิดต้นทุนจากราคาวัตถุดิบอย่างเดียว โดยลืมนับ ค่าแรงของตัวเอง เข้าไปในต้นทุน เพราะรู้สึกว่าเป็นเวลาของตัวเองไม่ใช่รายจ่ายจริง

ผลคือเมื่อคำนวณกำไรจริงหลังหักค่าแรงที่ควรได้รับ

กำไรที่เหลือแทบไม่คุ้มกับเวลาที่ลงไป

องค์ประกอบต้นทุนที่ต้องนับให้ครบ

การคิดต้นทุนสินค้างานฝีมือให้ถูกต้องต้องแยกเป็น 4 ส่วนหลัก ดังนี้

1. ต้นทุนวัตถุดิบทางตรง

วัตถุดิบที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าโดยตรง เช่น ดินเซรามิก ลูกปัด ผ้า ไม้ สี ต้องคิดต้นทุนต่อชิ้นให้แม่นยำ ไม่ใช่แค่หารราคาซื้อทั้งล็อตด้วยจำนวนชิ้นที่คาดว่าจะได้

แต่ต้องคำนึงถึงของเสียระหว่างผลิตด้วย เช่น หากซื้อดินเซรามิก 1

กิโลกรัมทำถ้วยได้ 8 ใบ แต่มี 1 ใบแตกระหว่างเผา ต้นทุนดินต่อใบต้องคำนวณจาก 7 ใบที่ขายได้จริง ไม่ใช่ 8 ใบตามแผน

2. ค่าแรงในการผลิต

ต้องกำหนดอัตราค่าแรงต่อชั่วโมงของตัวเองหรือช่างที่จ้าง แล้วคูณด้วยเวลาที่ใช้ทำสินค้าแต่ละชิ้นจริง เช่น หากตั้งอัตราค่าแรง 150 บาทต่อชั่วโมง และใช้เวลาทำเครื่องประดับหนึ่งชิ้น

45 นาที ต้นทุนค่าแรงของชิ้นนั้นคือ 112.50 บาท

เจ้าของร้านที่ไม่นับส่วนนี้มักคิดว่าตัวเองมีกำไรสูง แต่จริงๆ กำลังทำงานฟรีให้ลูกค้าโดยไม่รู้ตัว

3. ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์และเครื่องมือ

เตาเผาเซรามิก เครื่องเจียร เครื่องเย็บ หรืออุปกรณ์ราคาสูงที่ใช้งานได้หลายปี ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และตัดค่าเสื่อมราคาทยอยลงเป็นต้นทุนแต่ละปี

ไม่ใช่คิดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ

การกระจายค่าเสื่อมให้ถูกต้องช่วยให้เห็นต้นทุนต่อชิ้นที่แท้จริงในระยะยาว และช่วยวางแผนว่าเมื่อไรควรเปลี่ยนหรือซ่อมอุปกรณ์

4. ค่าใช้จ่ายทางอ้อม

ค่าเช่าพื้นที่ทำงาน ค่าไฟ ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มขายออนไลน์ ต้องปันส่วนเข้าไปในต้นทุนสินค้าด้วย มิฉะนั้นราคาขายที่ตั้งไว้จะดูเหมือนมีกำไรแต่จริงๆ

ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดของกิจการ

ตารางตัวอย่างการคิดต้นทุนเครื่องประดับทำมือ

รายการจำนวนเงิน (บาท)
วัตถุดิบ (ลูกปัด ลวด อุปกรณ์ตกแต่ง)45
ค่าแรง (30 นาที x 150 บาท/ชม.)75
ค่าเสื่อมอุปกรณ์เฉลี่ยต่อชิ้น10
บรรจุภัณฑ์และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม15
รวมต้นทุนต่อชิ้น145
ราคาขายแนะนำ (บวกกำไร 40%)203

ตารางนี้แสดงให้เห็นว่าหากตั้งราคาขายที่ 150 บาทโดยคิดแค่ต้นทุนวัตถุดิบ จะแทบไม่เหลือกำไรเลยเมื่อรวมต้นทุนแฝงทั้งหมดเข้าไปด้วย

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับร้านงานฝีมือ

ภาษีเงินได้

หากทำในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายงานฝีมือถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี หากจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กำไรสุทธิจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตรา SME

คือกำไร 0-300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วน 300,001-3,000,000

บาทเสีย 15% และส่วนที่เกินเสีย 20% ทั้งนี้ต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปีจึงจะได้สิทธิ์นี้

ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนวางแผน

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

เมื่อรายได้จากการขายสินค้าเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% จากลูกค้า (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบัน)

ร้านที่ขายผ่านหลายช่องทางทั้งหน้าร้าน ตลาดนัด และแพลตฟอร์มออนไลน์

ต้องรวมยอดขายทุกช่องทางเข้าด้วยกันเพื่อดูว่าเข้าเกณฑ์ต้องจดทะเบียนหรือไม่ ไม่ใช่แยกคิดเป็นรายช่องทาง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่คิดค่าแรงของตัวเองเป็นต้นทุน: ทำให้เข้าใจผิดว่ากิจการมีกำไรสูง ทั้งที่จริงกำลังทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม
  • ไม่คำนวณของเสียระหว่างผลิตเข้าไปในต้นทุน: เช่น งานเซรามิกที่แตกระหว่างเผา ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นที่ขายได้จริงต่ำกว่าความเป็นจริง
  • ไม่แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีร้าน: ทำให้ไม่รู้ว่ากิจการมีกำไรหรือขาดทุนจริงเท่าไร
  • ไม่ติดตามยอดขายรวมทุกช่องทางเพื่อดูเกณฑ์ VAT: เสี่ยงพลาดกำหนดเวลาจดทะเบียนเมื่อรายได้รวมเกินเกณฑ์โดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติเจ้าของร้านเซรามิกทำมือขายสินค้าชิ้นละ 400 บาท คิดต้นทุนดินและสีเพียง 80 บาทต่อชิ้น จึงเข้าใจว่ามีกำไร 320 บาทต่อชิ้น แต่เมื่อคำนวณจริงพบว่าใช้เวลาปั้นและตกแต่ง 2

ชั่วโมงต่อชิ้น คิดค่าแรง 300 บาท บวกค่าเสื่อมเตาเผาและค่าไฟอีก 30 บาท

รวมต้นทุนจริง 410 บาทต่อชิ้น ซึ่งมากกว่าราคาขายเสียอีก กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการไม่คิดต้นทุนแฝงอาจทำให้ขายแล้วขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

เจ้าของร้านงานฝีมือควรจัดทำตารางคำนวณต้นทุนต่อชิ้นอย่างละเอียดครบทั้ง 4 ส่วน ทบทวนราคาขายอย่างน้อยปีละครั้งหรือเมื่อราคาวัตถุดิบเปลี่ยนแปลง

แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีกิจการให้ชัดเจน และติดตามยอดขายรวมทุกช่องทางเพื่อประเมินภาระภาษีล่วงหน้า

หากไม่มั่นใจเรื่องการคิดต้นทุนหรือภาษีที่เกี่ยวข้อง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีเพื่อวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มขยายกิจการ

การขายผ่านหลายช่องทางและผลต่อการบันทึกบัญชี

ร้านงานฝีมือยุคปัจจุบันมักขายพร้อมกันหลายช่องทาง ทั้งหน้าร้าน ตลาดนัดศิลปะ งานแฟร์ และแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเพจเฟซบุ๊กหรือมาร์เก็ตเพลส

แต่ละช่องทางมีค่าธรรมเนียมและรอบการรับเงินต่างกัน เช่น

แพลตฟอร์มออนไลน์มักหักค่าธรรมเนียมก่อนโอนเงินเข้าบัญชี ทำให้ยอดที่ได้รับจริงต่ำกว่ายอดขายหน้าบิล เจ้าของร้านต้องบันทึกยอดขายเต็มจำนวนเป็นรายได้

และบันทึกค่าธรรมเนียมที่ถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก

ไม่ใช่บันทึกเฉพาะยอดสุทธิที่โอนเข้าบัญชีเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้รายได้ที่แสดงในบัญชีต่ำกว่าความเป็นจริงและกระทบยอดกับใบแจ้งยอดของแพลตฟอร์มไม่ตรงกัน

การเก็บหลักฐานใบสรุปยอดขายจากแต่ละแพลตฟอร์มไว้ทุกเดือนยังช่วยให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายเมื่อสรรพากรขอเอกสารประกอบการยื่นภาษี

การตั้งราคาสำหรับงานสั่งทำพิเศษ (Custom Order)

งานฝีมือจำนวนมากรับสั่งทำพิเศษตามความต้องการลูกค้า เช่น แหวนสลักชื่อ หรือของตกแต่งบ้านตามขนาดที่ลูกค้ากำหนด

งานลักษณะนี้มักใช้เวลามากกว่าสินค้าสำเร็จรูปและมีความเสี่ยงที่ลูกค้าจะไม่รับสินค้าเมื่อทำเสร็จแล้ว

ร้านจึงควรเก็บเงินมัดจำล่วงหน้าอย่างน้อย 30-50% ก่อนเริ่มผลิต และบันทึกเงินมัดจำนี้เป็นเงินรับล่วงหน้าในหมวดหนี้สิน ไม่ใช่รายได้ทันที

จนกว่าจะส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าเรียบร้อยจึงรับรู้เป็นรายได้เต็มจำนวน

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ร้านงานฝีมือควรคิดค่าแรงของตัวเองเข้าไปในต้นทุนหรือไม่?

ควรคิดเสมอ เพราะเวลาที่ใช้ทำสินค้าคือทรัพยากรที่มีมูลค่า หากไม่คิดค่าแรงเข้าไปในต้นทุน จะทำให้เข้าใจผิดว่ากิจการมีกำไรสูง ทั้งที่จริงกำลังทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม

ของเสียระหว่างผลิตควรคิดเข้าไปในต้นทุนอย่างไร?

ควรคำนวณต้นทุนวัตถุดิบจากจำนวนชิ้นที่ขายได้จริง ไม่ใช่จำนวนชิ้นตามแผนการผลิต เช่น หากทำได้ 8 ใบแต่แตก 1 ใบ ต้นทุนต่อใบต้องคำนวณจาก 7 ใบที่เหลือ

ร้านงานฝีมือต้องจด VAT เมื่อไร?

เมื่อรายได้รวมจากการขายสินค้าทุกช่องทางเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ควรตรวจสอบเกณฑ์และอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร

อุปกรณ์ราคาสูงอย่างเตาเผาควรบันทึกบัญชีอย่างไร?

ควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและตัดค่าเสื่อมราคาทยอยลงเป็นต้นทุนแต่ละปี ไม่ควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ เพื่อให้เห็นต้นทุนต่อชิ้นที่แท้จริงในระยะยาว

รายได้จากการขายงานฝีมือในนามบุคคลธรรมดาต้องยื่นภาษีอย่างไร?

ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี และหากมีรายได้เข้าเกณฑ์ VAT ต้องจดทะเบียนและยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือนเพิ่มเติมด้วย

ทำไมร้านงานฝีมือที่ขายดีถึงยังกำไรน้อย?

ส่วนใหญ่เกิดจากการตั้งราคาขายโดยไม่ได้คำนวณต้นทุนแฝงให้ครบ เช่น ค่าแรง ค่าเสื่อมอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายทางอ้อม ทำให้ยิ่งขายมากยิ่งเห็นว่ากำไรต่อชิ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อกิจการเริ่มมีรายการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อนขึ้นตามลักษณะธุรกิจ การวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว A Plus Me มีบริการดูแลบัญชี ภาษี และระบบการเงินครบวงจร

ที่ช่วยรองรับความต้องการนี้ได้