ถ้าธุรกิจของคุณรับชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ หรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่น เช่น ข้าว ยางพารา แทนการรับเงินสด คำตอบสั้นๆ คือ ธุรกรรมลักษณะนี้ถือเป็น

"การแลกเปลี่ยน" (Barter Transaction)

ซึ่งกฎหมายภาษีถือว่าเกิดรายได้และต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับการขายที่ได้รับเป็นเงินสดปกติ โดยต้องประเมินมูลค่าของสิ่งที่ได้รับเป็นเงินบาทตามราคาตลาด ณ วันที่เกิดธุรกรรม

และยังต้องพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่มควบคู่ไปด้วย

ในบางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตร ธุรกิจร้านทอง หรือธุรกิจที่ทำการค้ากับคู่ค้าต่างประเทศบางราย อาจมีการตกลงรับชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่น

เช่น ข้าวเปลือก ยางพารา แทนการรับเงินสดหรือโอนเงินผ่านธนาคาร

แม้จะไม่มีเงินสดเปลี่ยนมือ แต่ในทางภาษี ธุรกรรมนี้ยังถือว่าก่อให้เกิดรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีตามปกติ ซึ่งเจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

สารบัญบทความ
  1. หลักการพื้นฐาน: การแลกเปลี่ยน (Barter) ก็คือรายได้เช่นเดียวกับการขาย
  2. วิธีประเมินมูลค่าทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อคำนวณภาษี
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับธุรกรรมแลกเปลี่ยน
  4. กรณีทองคำ: ข้อควรระวังเพิ่มเติมเรื่องการซื้อขายทองคำแท่ง
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ร้านขายวัสดุก่อสร้างรับชำระเป็นทองคำ
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในธุรกิจที่รับชำระแบบไม่ใช่เงินสด
  7. แนวทางปฏิบัติที่แนะนำสำหรับธุรกิจที่รับชำระแบบไม่ใช่เงินสด
  8. สรุป
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  10. ตารางนำบทความไปใช้

หลักการพื้นฐาน: การแลกเปลี่ยน (Barter) ก็คือรายได้เช่นเดียวกับการขาย

ตามหลักการของประมวลรัษฎากร รายได้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปเงินสดเท่านั้น การรับชำระเป็นทรัพย์สินอื่น เช่น ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ หรือแม้แต่การแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า (Barter

Trade) ถือว่าเกิดรายได้ในทางภาษีทันทีที่ธุรกรรมสำเร็จ

โดยต้องประเมินมูลค่าของสิ่งที่ได้รับเป็นเงินบาทตามราคาตลาดที่เป็นธรรม (Fair Market Value) ณ วันที่เกิดธุรกรรมนั้น เพื่อนำมาบันทึกเป็นรายได้และคำนวณภาษีเงินได้ตามปกติ

ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล

หลักการนี้สำคัญเพราะป้องกันไม่ให้ธุรกิจใช้การแลกเปลี่ยนเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการรับรู้รายได้ โดยกรมสรรพากรจะพิจารณาจากมูลค่าจริงของสิ่งที่ได้รับ

ไม่ใช่ราคาที่ระบุในสัญญาเพียงอย่างเดียว หากราคาที่ตกลงกันต่ำกว่าราคาตลาดอย่างผิดปกติ

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงมูลค่ารายได้ให้เป็นไปตามราคาตลาดได้

วิธีประเมินมูลค่าทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อคำนวณภาษี

สำหรับทองคำ ธุรกิจควรใช้ราคาอ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ หรือราคาตลาดที่ประกาศ ณ วันที่ทำธุรกรรม เพื่อคำนวณมูลค่าเป็นเงินบาท ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์อื่น เช่น ข้าว ยางพารา

ควรอ้างอิงราคาตลาดกลางที่หน่วยงานราชการหรือตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าประกาศในวันนั้น หลักการสำคัญคือ:

  • บันทึกวันที่ ปริมาณ และราคาตลาดอ้างอิง ณ วันที่รับชำระให้ครบถ้วนเป็นเอกสารประกอบ
  • หากไม่มีราคาตลาดอ้างอิงที่ชัดเจนในวันนั้น ให้ใช้ราคาเฉลี่ยที่ใกล้เคียงที่สุดหรือราคาซื้อขายจริงที่เกิดขึ้นในตลาดใกล้เคียงช่วงเวลานั้น
  • เก็บหลักฐานแหล่งที่มาของราคาที่ใช้อ้างอิง เช่น ภาพหน้าจอประกาศราคาทองคำ หรือประกาศราคาสินค้าเกษตรจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เพื่อพร้อมชี้แจงหากถูกตรวจสอบ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับธุรกรรมแลกเปลี่ยน

ประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะการแลกเปลี่ยนทรัพย์สินถือเป็น "การขายสินค้าหรือให้บริการ" ตามความหมายของกฎหมาย VAT เช่นเดียวกับการขายที่ได้รับเป็นเงินสด

หากกิจการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว

จะต้องออกใบกำกับภาษีขายและคำนวณ VAT (อัตราปัจจุบัน 7% ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้จริงกับกรมสรรพากร) จากมูลค่าตลาดของทองคำหรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับ แม้จะไม่ได้รับเป็นเงินสดก็ตาม

ในกรณีที่เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้า (เช่น แลกสินค้าของธุรกิจตนเองกับทองคำของอีกฝ่าย) ทั้งสองฝ่ายต่างต้องออกใบกำกับภาษีให้กันและกันตามมูลค่าตลาดของสิ่งที่แต่ละฝ่ายให้ไป

ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ประกอบการมักลืมทำ

เพราะเข้าใจผิดว่าเมื่อไม่มีเงินสดเปลี่ยนมือก็ไม่ต้องออกเอกสารภาษี

กรณีทองคำ: ข้อควรระวังเพิ่มเติมเรื่องการซื้อขายทองคำแท่ง

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำแท่งมีข้อยกเว้นและหลักเกณฑ์ทางภาษีเฉพาะบางประการที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป

เนื่องจากทองคำแท่งมีการปฏิบัติทางภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีเงื่อนไขเฉพาะตามประกาศของกรมสรรพากร

ธุรกิจที่รับชำระเป็นทองคำแท่งจึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรงว่าธุรกรรมของตนเข้าข่ายหลักเกณฑ์พิเศษเหล่านั้นหรือไม่

เพราะอัตราภาษีและวิธีคำนวณอาจแตกต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น

ไม่ควรใช้หลักเกณฑ์ทั่วไปมาปรับใช้โดยไม่ตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ร้านขายวัสดุก่อสร้างรับชำระเป็นทองคำ

สมมติร้านขายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งขายสินค้าให้ลูกค้ารายหนึ่งมูลค่า 500,000 บาท แต่ลูกค้าไม่มีเงินสด จึงตกลงชำระเป็นทองคำแท่งน้ำหนักรวมหนึ่งที่มีมูลค่าตลาด ณ วันที่ส่งมอบเท่ากับ

500,000 บาทพอดี ขั้นตอนที่ถูกต้องมีดังนี้:

  • บันทึกรายได้: ร้านต้องบันทึกรายได้จากการขายสินค้า 500,000 บาท เช่นเดียวกับการขายที่ได้รับเงินสด โดยใช้ราคาตลาดของทองคำ ณ วันที่รับมอบเป็นฐานคำนวณ
  • ออกใบกำกับภาษี: หากร้านจดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีขายให้ลูกค้าตามมูลค่าสินค้าที่ขาย พร้อมคำนวณ VAT ตามอัตราที่บังคับใช้ (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)
  • บันทึกสินทรัพย์ที่ได้รับ: ทองคำแท่งที่ได้รับต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ในบัญชี (เช่น เงินลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินค้าคงเหลือ แล้วแต่ลักษณะธุรกิจ) ด้วยมูลค่าเดียวกับรายได้ที่บันทึกไว้
  • เมื่อขายทองคำนั้นต่อในภายหลัง: หากราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไปจากวันที่ได้รับมา ผลต่างที่เกิดขึ้นจะถือเป็นกำไรหรือขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ในงวดที่ขายจริง แยกต่างหากจากรายได้จากการขายวัสดุก่อสร้างเดิม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในธุรกิจที่รับชำระแบบไม่ใช่เงินสด

ความเข้าใจผิดที่ต้องระวัง

  • คิดว่าเมื่อไม่ได้รับเงินสด ไม่ต้องบันทึกรายได้หรือไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการทางภาษี
  • ใช้ราคาที่ตกลงกันเองในสัญญาโดยไม่อ้างอิงราคาตลาด ทำให้มูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงและเสี่ยงถูกเจ้าพนักงานประเมินปรับปรุงย้อนหลัง
  • ไม่ออกใบกำกับภาษีขายเพราะเข้าใจผิดว่าธุรกรรมแลกเปลี่ยนไม่ใช่การขายตามความหมายของกฎหมาย VAT
  • ไม่เก็บหลักฐานราคาตลาดอ้างอิง ณ วันที่เกิดธุรกรรม ทำให้ตอบข้อซักถามของสรรพากรได้ยากเมื่อถูกตรวจสอบ
  • ปะปนการบันทึกรายได้จากการขายสินค้ากับกำไรขาดทุนจากการถือครองทองคำหรือสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง

แนวทางปฏิบัติที่แนะนำสำหรับธุรกิจที่รับชำระแบบไม่ใช่เงินสด

  • กำหนดนโยบายภายในให้ชัดเจนว่าจะใช้ราคาตลาดอ้างอิงจากแหล่งใด (เช่น สมาคมค้าทองคำ หรือราคาตลาดกลางสินค้าเกษตร) และบันทึกแหล่งที่มาไว้ทุกครั้ง
  • ออกใบกำกับภาษีและเอกสารประกอบให้ครบถ้วนเช่นเดียวกับธุรกรรมเงินสดปกติ ไม่ว่าจะรับชำระเป็นรูปแบบใด
  • แยกบันทึกบัญชีระหว่างรายได้จากการขายสินค้าหลัก กับกำไรขาดทุนจากการถือครองหรือขายทองคำ/สินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับมาในภายหลัง
  • หากธุรกิจมีธุรกรรมลักษณะนี้บ่อยครั้งหรือมูลค่าสูง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางระบบบัญชีและตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น กรณีทองคำแท่งที่มีหลักเกณฑ์ VAT พิเศษ
  • เก็บภาพหน้าจอหรือเอกสารประกาศราคาตลาด ณ วันที่ทำธุรกรรมไว้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีเสมอ

สรุป

การรับชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นทองคำหรือสินค้าโภคภัณฑ์แทนเงินสด ไม่ได้ทำให้ธุรกิจพ้นภาระภาษี แต่ต้องประเมินมูลค่าเป็นเงินบาทตามราคาตลาด ณ วันที่เกิดธุรกรรม

และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับการขายที่ได้รับเป็นเงินสด ธุรกิจที่มีธุรกรรมลักษณะนี้ควรวางระบบบันทึกราคาตลาดอ้างอิงและเอกสารประกอบให้รัดกุม

พร้อมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อธุรกรรมมีความซับซ้อนหรือมูลค่าสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการประเมินภาษีย้อนหลัง

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
หลักการพื้นฐาน: การแลกเปลี่ยน (Barter) ก็คือรายได้เช่นเดียวกับการขายตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
วิธีประเมินมูลค่าทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อคำนวณภาษีตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับธุรกรรมแลกเปลี่ยนตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

รับชำระเป็นทองคำแทนเงินสด ต้องบันทึกรายได้และเสียภาษีหรือไม่?

ต้องบันทึกและเสียภาษี เพราะการรับชำระเป็นทรัพย์สินอื่นถือเป็นรายได้ตามกฎหมายภาษีเช่นเดียวกับการขายที่ได้รับเป็นเงินสด โดยต้องประเมินมูลค่าเป็นเงินบาทตามราคาตลาด ณ

วันที่เกิดธุรกรรม

จะใช้ราคาทองคำหรือสินค้าโภคภัณฑ์วันไหนมาคำนวณรายได้?

ใช้ราคาตลาดที่เป็นธรรม ณ วันที่เกิดธุรกรรมหรือวันที่รับมอบสินทรัพย์นั้น โดยอ้างอิงจากแหล่งราคาที่น่าเชื่อถือ เช่น สมาคมค้าทองคำ หรือราคาตลาดกลางสินค้าเกษตร

ธุรกรรมแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้าต้องออกใบกำกับภาษีหรือไม่?

ต้องออก หากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งสองฝ่ายในธุรกรรมแลกเปลี่ยนต้องออกใบกำกับภาษีให้กันตามมูลค่าตลาดของสิ่งที่แต่ละฝ่ายมอบให้อีกฝ่ายหนึ่ง

ถ้าราคาที่ตกลงกันในสัญญาต่ำกว่าราคาตลาด จะมีปัญหาอะไรตามมา?

เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจปรับปรุงมูลค่ารายได้ให้เป็นไปตามราคาตลาดที่แท้จริงได้

ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มหากตรวจพบว่าราคาที่ใช้ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างผิดปกติ

ธุรกิจที่รับชำระเป็นทองคำแท่งมีข้อกำหนดภาษีพิเศษหรือไม่?

ทองคำแท่งมีหลักเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะบางประการที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป จึงควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรโดยตรงก่อนสรุปวิธีปฏิบัติ

เมื่อขายทองคำที่ได้รับมาจากการแลกเปลี่ยนต่อในภายหลัง ต้องบันทึกอย่างไร?

ผลต่างระหว่างมูลค่าที่บันทึกไว้ตอนรับมอบกับราคาขายจริงในภายหลัง ให้บันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ในงวดที่ขาย แยกต่างหากจากรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเดิม

สำหรับ SME ที่ต้องการจัดระบบบัญชีและภาษีให้รัดกุมมากขึ้นโดยไม่ต้องศึกษาทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง ลองพิจารณาภาพรวมบริการที่ปรึกษาบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อประกอบการตัดสินใจ