คำตอบสั้นๆ คือ ธุรกิจไทยที่มีรายการเป็นเงินตราต่างประเทศ เช่น ขายสินค้าส่งออกแล้วได้รับชำระเป็นดอลลาร์ ต้องบันทึกรายการนั้นด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการก่อน

แล้วปรับปรุงยอดคงเหลือที่ยังไม่ชำระ ณ วันสิ้นงวดด้วยอัตราปิด

ตามหลักการของมาตรฐานบัญชี TAS 21 เรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ บทความนี้อธิบายขั้นตอนและตัวอย่างที่ SME ผู้ส่งออกเจอบ่อยที่สุด

สารบัญบทความ
  1. ทำไม SME ผู้ส่งออกต้องรู้เรื่อง TAS 21
  2. สกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน (Functional Currency) คืออะไร
  3. หลักการบันทึกรายการ 3 ขั้นตอนตาม TAS 21
  4. ตัวอย่างตัวเลขจริง
  5. ผลกระทบต่อภาษี: กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนต้องเสียภาษีหรือไม่
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. แนวทางบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับ SME
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. เมื่อธุรกิจขยายมีสาขาในต่างประเทศ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทำไม SME ผู้ส่งออกต้องรู้เรื่อง TAS 21

เมื่อ SME เริ่มขยายตลาดไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะส่งออกสินค้าให้ลูกค้าในสหรัฐฯ ยุโรป หรือรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่างชาติ รายได้ที่ได้รับมักเป็นสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ

หรือยูโร แต่กิจการไทยต้องจัดทำงบการเงินเป็นสกุลบาทตามกฎหมาย

จึงต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะแปลงค่าเงินตราต่างประเทศเป็นบาทเมื่อไหร่และด้วยอัตราใด ซึ่งมาตรฐานการบัญชี TAS 21 กำหนดหลักการนี้ไว้อย่างเป็นระบบ

เพื่อให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ไม่บิดเบือนจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

สกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน (Functional Currency) คืออะไร

ก่อนแปลงค่าใดๆ กิจการต้องกำหนดก่อนว่า "สกุลเงินที่ใช้ในการดำเนินงาน (Functional Currency)" ของตัวเองคือสกุลอะไร ซึ่งโดยทั่วไป SME ไทยส่วนใหญ่จะใช้เงินบาทเป็น

Functional Currency เพราะเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้จ่ายต้นทุน ค่าแรง

ค่าเช่า และดำเนินธุรกิจในประเทศ แม้จะมีรายได้ส่วนหนึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศก็ตาม เว้นแต่กิจการนั้นจะมีการดำเนินงานหลักในต่างประเทศจริงๆ เช่น

มีสาขาหรือบริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเป็นหลัก

ซึ่งกรณีนั้นอาจต้องพิจารณาใช้สกุลเงินต่างประเทศเป็น Functional Currency แทน

หลักการบันทึกรายการ 3 ขั้นตอนตาม TAS 21

เมื่อกำหนด Functional Currency เป็นเงินบาทแล้ว การบันทึกรายการที่เกิดเป็นเงินตราต่างประเทศมีขั้นตอนดังนี้

  • ขั้นที่ 1 บันทึกรายการเริ่มแรกด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการ (Spot Rate): เมื่อออกใบกำกับภาษีขายสินค้าส่งออกเป็นดอลลาร์ ให้แปลงเป็นบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ส่งมอบสินค้าหรือวันที่เกิดรายการขาย
  • ขั้นที่ 2 วัดมูลค่ารายการที่เป็นตัวเงิน (Monetary Items) ณ วันสิ้นงวดด้วยอัตราปิด (Closing Rate): ลูกหนี้การค้าที่ยังไม่ได้รับชำระ ณ วันสิ้นเดือนหรือสิ้นปี ต้องนำมาคำนวณใหม่ด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวดนั้น ส่วนต่างที่เกิดขึ้นให้บันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในงบกำไรขาดทุน
  • ขั้นที่ 3 บันทึกกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อรับชำระจริง: เมื่อได้รับชำระเงินจริงและแปลงเป็นบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่รับเงิน ส่วนต่างระหว่างยอดที่บันทึกไว้ตอนขายกับยอดที่ได้รับจริง ต้องบันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง (Realized FX Gain/Loss)

ตัวอย่างตัวเลขจริง

บริษัท A ส่งออกสินค้าให้ลูกค้าในสหรัฐฯ มูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม โดยให้เครดิตชำระเงิน 60 วัน

(ตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนในตัวอย่างนี้เป็นการสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น

ควรตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนจริงกับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารแห่งประเทศไทย)

วันที่เหตุการณ์ผลกระทบทางบัญชี
1 มีนาคมขายสินค้า 10,000 ดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันขายบันทึกรายได้และลูกหนี้การค้าตามอัตรา ณ วันที่เกิดรายการ
31 มีนาคม (สิ้นเดือน)ยังไม่ได้รับชำระ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเทียบดอลลาร์ปรับมูลค่าลูกหนี้ด้วยอัตราปิด ณ สิ้นเดือน หากบาทแข็งขึ้นจะเกิดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized FX Loss)
30 เมษายน (รับชำระจริง)ได้รับเงิน 10,000 ดอลลาร์ แปลงเป็นบาทด้วยอัตรา ณ วันรับเงินบันทึกส่วนต่างระหว่างยอดที่เคยปรับไว้กับยอดที่ได้รับจริงเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง

จากตัวอย่างจะเห็นว่าลูกหนี้การค้าสกุลต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตลอดช่วงเวลาที่ยังไม่ได้รับชำระ SME ที่ส่งออกจำนวนมากจึงควรพิจารณาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น

สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract)

เพื่อลดความผันผวนนี้

ผลกระทบต่อภาษี: กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนต้องเสียภาษีหรือไม่

โดยหลักการทั่วไป กำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง (Realized) เมื่อได้รับชำระเงินหรือจ่ายชำระหนี้แล้ว

ถือเป็นรายได้หรือรายจ่ายที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนกำไรขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized)

ซึ่งเกิดจากการปรับมูลค่า ณ วันสิ้นงวดตามหลักบัญชีนั้น มีรายละเอียดและเงื่อนไขทางภาษีที่ค่อนข้างซับซ้อน

ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบภาษีทุกครั้ง

เพื่อให้แน่ใจว่าปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีเป็นกำไรสุทธิทางภาษีได้ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเดียวกันตลอดทั้งปีโดยไม่ปรับปรุง: ทำให้ยอดลูกหนี้หรือเจ้าหนี้สกุลต่างประเทศในงบการเงินไม่สะท้อนมูลค่าจริง ณ วันสิ้นงวด
  • ไม่แยกบันทึกกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงกับที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง: ทำให้การคำนวณภาษีคลาดเคลื่อน เพราะสองประเภทนี้อาจมีหลักเกณฑ์ทางภาษีที่ต่างกัน
  • ไม่มีหลักฐานอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ชัดเจน: ควรใช้อัตราอ้างอิงจากธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ และเก็บหลักฐานไว้ประกอบการตรวจสอบ
  • ลืมปรับปรุงยอดเงินฝากธนาคารสกุลต่างประเทศ (Foreign Currency Account): หากมีบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศ ก็ต้องปรับมูลค่า ณ วันสิ้นงวดด้วยอัตราปิดเช่นเดียวกับลูกหนี้การค้า
  • ไม่วางแผนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับยอดขายก้อนใหญ่: ทำให้กำไรที่วางแผนไว้ผันผวนตามค่าเงิน โดยเฉพาะสัญญาที่มีเครดิตเทอมยาว

แนวทางบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับ SME

นอกจากการบันทึกบัญชีให้ถูกต้องแล้ว SME ผู้ส่งออกควรพิจารณาแนวทางบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น เจรจาเงื่อนไขการชำระเงินให้สั้นลงเพื่อลดช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคารพาณิชย์สำหรับยอดขายที่แน่นอนแล้ว หรือเปิดบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศ (FCD)

เพื่อพักเงินไว้ใช้จ่ายเป็นสกุลเดิมโดยไม่ต้องแปลงกลับเป็นบาททันที ซึ่งช่วยลดความผันผวนจากการแปลงค่าไปมาหลายรอบ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

SME ที่เริ่มมีรายการค้าเป็นเงินตราต่างประเทศควรกำหนดนโยบายบัญชีให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงจากแหล่งใด

ปรับปรุงยอดคงเหลือที่เป็นตัวเงินสกุลต่างประเทศทุกสิ้นงวดอย่างสม่ำเสมอ

และแยกบันทึกกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงกับที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงให้ชัดเจน เพื่อให้ปรับปรุงรายการทางภาษีได้ถูกต้อง

หากธุรกิจมีรายการเป็นเงินตราต่างประเทศจำนวนมากหรือมีความซับซ้อน เช่น

มีทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้หลายสกุลเงินพร้อมกัน ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเพื่อวางระบบบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับ TAS 21 ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจส่งออก

เมื่อธุรกิจขยายมีสาขาในต่างประเทศ

หากในอนาคต SME ขยายกิจการโดยตั้งบริษัทลูกหรือสาขาในต่างประเทศที่ดำเนินธุรกิจเป็นอิสระ (มี Functional Currency เป็นสกุลเงินท้องถิ่น)

การจัดทำงบการเงินรวมจะต้องแปลงค่างบการเงินทั้งชุดจากสกุลเงินท้องถิ่นเป็นเงินบาท

ซึ่งมีหลักการที่ซับซ้อนกว่าการแปลงค่ารายการเดี่ยวๆ มาก เพราะต้องแปลงทั้งงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนด้วยอัตราที่แตกต่างกัน (อัตราปิดสำหรับงบแสดงฐานะการเงิน

และอัตราถัวเฉลี่ยสำหรับงบกำไรขาดทุน)

กรณีนี้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานบัญชีตั้งแต่เริ่มวางแผนขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

SME ไทยที่ส่งออกสินค้าเป็นดอลลาร์ ต้องใช้เงินบาทเป็น Functional Currency เสมอไปไหม

โดยทั่วไปใช่ เพราะ SME ส่วนใหญ่ยังดำเนินธุรกิจหลักและจ่ายต้นทุนเป็นเงินบาท แม้จะมีรายได้ส่วนหนึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศ เว้นแต่กิจการมีการดำเนินงานหลักในต่างประเทศจริง

ซึ่งกรณีนั้นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแยกเฉพาะกรณี

กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ต้องเสียภาษีไหม

มีรายละเอียดและเงื่อนไขทางภาษีที่ค่อนข้างซับซ้อนแตกต่างจากกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบภาษี

เพื่อปรับปรุงกำไรสุทธิทางบัญชีเป็นกำไรสุทธิทางภาษีให้ถูกต้อง

ต้องปรับปรุงยอดลูกหนี้สกุลต่างประเทศบ่อยแค่ไหน

ควรปรับปรุงอย่างน้อยทุกสิ้นงวดบัญชี เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปิด ณ วันนั้น เพื่อให้มูลค่าลูกหนี้ในงบการเงินสะท้อนความเป็นจริง

และช่วยให้เห็นความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นได้ทันเวลา

มีวิธีลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับ SME ผู้ส่งออกอย่างไรบ้าง

สามารถทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคารพาณิชย์ เจรจาเงื่อนไขชำระเงินให้สั้นลง

หรือเปิดบัญชีเงินฝากสกุลต่างประเทศเพื่อพักเงินไว้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องแปลงกลับเป็นบาททันที ช่วยลดความผันผวนจากการแปลงค่าหลายรอบ

ใบกำกับภาษีที่ออกเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ต้องระบุยอดเป็นบาทด้วยไหม

โดยทั่วไปเอกสารทางภาษีที่ใช้ในประเทศไทยต้องระบุมูลค่าเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการ

ควรตรวจสอบรูปแบบเอกสารและหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรเพื่อความถูกต้องครบถ้วน

บัญชีเงินฝากธนาคารสกุลต่างประเทศ (FCD) ต้องปรับมูลค่าทุกสิ้นงวดเหมือนลูกหนี้ไหม

ใช่ เพราะถือเป็นรายการที่เป็นตัวเงิน (Monetary Item) เช่นเดียวกับลูกหนี้การค้า ต้องนำมาคำนวณมูลค่าใหม่ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปิด ณ วันสิ้นงวด

และรับรู้ส่วนต่างเป็นกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในงบการเงิน

SME ที่เพิ่งเริ่มมีรายการค้าต่างประเทศ ควรเริ่มวางระบบอย่างไร

ควรกำหนดนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ชัดเจน แยกบันทึกกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงกับยังไม่เกิดขึ้นจริง และปรึกษาผู้ทำบัญชีตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อวางระบบให้สอดคล้องกับ TAS 21

ก่อนที่ปริมาณรายการค้าต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจนซับซ้อน

เจ้าของกิจการที่อยากเห็นรายงานกำไรขาดทุนและสถานะภาษีในทุกเดือนโดยไม่ต้องรวบรวมเอกสารเอง สามารถอ่านรายละเอียดของบริการบัญชีรายเดือนแบบครบวงจรเพิ่มเติมได้