บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของ SME ที่มีบริษัทในเครือตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไป และกำลังพิจารณารวมบริษัทเข้าด้วยกันเป็นนิติบุคคลใหม่ผ่านการควบบริษัท

เพื่อลดต้นทุนบริหารจัดการหรือปรับโครงสร้างธุรกิจให้กระชับขึ้น

คุณจะได้เข้าใจว่าการควบบริษัทรูปแบบตั้งนิติบุคคลใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1238-1243 (ซึ่งเป็นหนึ่งในสองรูปแบบตามกฎหมายปัจจุบันหลังการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2565)

ทำให้บริษัทเดิมทุกบริษัทสิ้นสภาพพร้อมกันและเกิดนิติบุคคลใหม่อย่างไร เงื่อนไขที่ต้องทำให้ครบเพื่อได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ

และอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 74 รวมถึงจุดที่แตกต่างจากการแยกกิจการ

(Spin-off) และการโอนกิจการทั้งหมด (Business Transfer) ที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมักสับสนกัน

สารบัญบทความ
  1. ควบบริษัทคืออะไร ตามมาตรา 1238-1243 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  2. ผลทางกฎหมายที่ SME ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
  3. เงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 74
  4. VAT ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และจุดต่างจาก Spin-off กับ Business Transfer
  5. เอกสารและขั้นตอนที่ควรเตรียมก่อนใช้สิทธิยกเว้นภาษี
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ควบบริษัทคืออะไร ตามมาตรา 1238-1243 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

การ "ควบบริษัท" (Amalgamation) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1238-1243

คือการที่บริษัทจำกัดตั้งแต่สองบริษัทขึ้นไปรวมเข้าด้วยกันโดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่ละบริษัท ทั้งนี้

ภายหลังพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่ต้นปี 2566 มาตรา 1238 เปิดให้ควบบริษัทได้สองรูปแบบ คือ (1)

ควบรวมกันเป็นบริษัทขึ้นใหม่

โดยบริษัทเดิมทุกบริษัทสิ้นสภาพนิติบุคคลพร้อมกันและเกิดนิติบุคคลใหม่ขึ้นมาแทนที่ และ (2) ควบรวมกันโดยบริษัทหนึ่งยังคงสภาพนิติบุคคลเดิมอยู่ต่อไปเป็นผู้รับควบ

ส่วนอีกบริษัทหมดสภาพไป บทความนี้กล่าวถึงเฉพาะรูปแบบแรก

คือการควบรวมเป็นนิติบุคคลใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ SME ไทยคุ้นเคยมากที่สุดและเป็นที่มาของสิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 74 แห่งประมวลรัษฎากรที่จะอธิบายต่อไป

จุดที่ทำให้ควบบริษัทรูปแบบนี้ต่างจากการโอนกิจการทั้งหมด (Business Transfer) คือ

ในการโอนกิจการทั้งหมด บริษัทผู้รับโอนยังคงสภาพเดิมอยู่ต่อไปโดยไม่มีนิติบุคคลใหม่เกิดขึ้น ต่างจากควบบริษัทรูปแบบนี้ซึ่งเกิดนิติบุคคลใหม่เสมอ ส่วนการแยกกิจการ (Spin-off)

นั้นแตกต่างกันโดยพื้นฐาน

เพราะเป็นการแตกกิจการบางส่วนออกจากบริษัทเดิมไปตั้งนิติบุคคลใหม่ ไม่ใช่การรวมนิติบุคคลที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกัน

ขั้นตอนหลักตามกฎหมายเริ่มจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทที่จะควบเข้ากันต้องลงมติพิเศษอนุมัติแผนควบบริษัท แล้วนำมติไปจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)

ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

จากนั้นบริษัทต้องโฆษณาในหนังสือพิมพ์และแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าหนี้ที่ทราบ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้คัดค้านได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากมีการคัดค้าน

บริษัทต้องชำระหนี้หรือจัดให้มีประกันก่อนจึงจะดำเนินการต่อได้

เมื่อไม่มีการคัดค้านหรือจัดการหนี้เรียบร้อยแล้ว บริษัทที่เกี่ยวข้องจึงยื่นจดทะเบียนควบบริษัทให้เสร็จสมบูรณ์ต่อ DBD และนิติบุคคลใหม่จะเกิดขึ้นนับแต่วันจดทะเบียน

โดยรับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ

และหน้าที่ทั้งหมดของบริษัทเดิมไปโดยผลของกฎหมายทันที ไม่ต้องทำสัญญาโอนทรัพย์สินทีละรายการเหมือนการโอนกิจการทั้งหมด เนื่องจากมีการแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้องเมื่อปี 2565

ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดในแต่ละขั้นตอน (เช่น กำหนดวันจดทะเบียนมติ

หรือระยะเวลาที่เจ้าหนี้มีสิทธิคัดค้าน) จึงควรตรวจสอบกับ DBD หรือที่ปรึกษากฎหมายให้ตรงกับฉบับที่ใช้บังคับปัจจุบันก่อนดำเนินการจริงทุกครั้ง

ผลทางกฎหมายที่ SME ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

เพราะบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบเป็น "นิติบุคคลใหม่" ไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อบริษัทเดิม จึงมีผลตามมาหลายด้านที่เจ้าของกิจการมักมองข้าม

  • ต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรใหม่ และหากเข้าเกณฑ์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ในนามนิติบุคคลใหม่ ใบทะเบียน VAT ของบริษัทเดิมใช้ต่อไม่ได้
  • ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเฉพาะทางและสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของบริษัทเดิมโดยทั่วไปไม่โอนตามไปยังนิติบุคคลใหม่โดยอัตโนมัติ ต้องยื่นขอใหม่หรือขออนุมัติโอนสิทธิเป็นการเฉพาะกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ผลขาดทุนสะสมทางภาษี (Tax Loss Carryforward) ของบริษัทเดิมแต่ละแห่งซึ่งสะสมไว้เพื่อใช้หักกลบกำไรได้ไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 ตรี (12) โดยหลักการทั่วไปถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของนิติบุคคลเดิม เมื่อนิติบุคคลนั้นสิ้นสภาพไปแล้ว บริษัทใหม่ซึ่งเป็นผู้เสียภาษีรายใหม่จึงมักไม่สามารถนำผลขาดทุนสะสมของบริษัทเดิมมาใช้ต่อได้ ประเด็นนี้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจควบบริษัท เพราะกระทบภาระภาษีในปีถัดๆ ไปอย่างมีนัยสำคัญ

เงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 74

โดยปกติเมื่อบริษัทเลิกกิจการ มาตรา 74 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้าย โดยให้ถือราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันเลิกเป็นรายได้

ซึ่งหากทรัพย์สินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากราคาตามบัญชี

ผลต่างนั้นจะกลายเป็นกำไรที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลทันที แต่ในกรณีที่การเลิกกิจการเกิดจากการควบบริษัทเข้ากันตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

กฎหมายเปิดช่องให้คำนวณมูลค่าทรัพย์สินที่โอนตามราคาตามบัญชี

(book value) แทนราคาตลาด ทำให้ไม่เกิดกำไรที่ต้องเสียภาษีในขั้นตอนควบบริษัท และบริษัทใหม่ต้องรับช่วงหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาต่อเนื่องจากฐานต้นทุนเดิมของบริษัทเดิม

ไม่ใช่ตั้งต้นทุนใหม่ตามราคาตลาด

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องทำให้ครบเพื่อรักษาสิทธิยกเว้นนี้ ได้แก่ ต้องเป็นการควบบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยอย่างถูกต้องครบขั้นตอน ต้องโอนทรัพย์สิน

หนี้สิน สิทธิ และหน้าที่ทั้งหมดไปยังนิติบุคคลใหม่

(ไม่ใช่โอนบางส่วน) ณ วันควบบริษัท บริษัทเดิมทุกแห่งต้องไม่มีหนี้ภาษีอากรค้างชำระ หรือหากมีต้องจัดให้มีธนาคารหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันตามที่กรมสรรพากรกำหนด

และนิติบุคคลใหม่ต้องแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้นพร้อมยื่นเอกสารแจ้งการควบบริษัทตามแบบที่กรมสรรพากรกำหนดต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วันนับแต่วันจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่

หากขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง

อาจถูกประเมินภาษีจากผลต่างราคาตลาดย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

VAT ภาษีธุรกิจเฉพาะ อากรแสตมป์ และจุดต่างจาก Spin-off กับ Business Transfer

นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคล การโอนทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการควบบริษัทที่เข้าเงื่อนไขยังได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ

(กรณีทรัพย์สินที่โอนมีอสังหาริมทรัพย์ซึ่งปกติต้องเสีย SBT) และอากรแสตมป์สำหรับตราสารที่เกิดจากการโอน

ภายใต้พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรที่เกี่ยวข้อง โดยมีเงื่อนไขทำนองเดียวกับที่ใช้พิจารณาการยกเว้นภาษีเงินได้ นอกจากภาษีสี่ประเภทข้างต้นแล้ว

การโอนอสังหาริมทรัพย์อันเนื่องจากการปรับโครงสร้างบริษัท

ไม่ว่าจะเป็นการควบบริษัทหรือบางกรณีของการโอนกิจการทั้งหมด อาจได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่กรมที่ดินเพิ่มเติมได้เช่นกัน

ภายใต้กฎกระทรวงที่ออกตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายคนละฉบับ และมีเงื่อนไข

อัตรา และเอกสารที่ต้องยื่นแยกต่างหากจากกฎหมายภาษี เจ้าของกิจการจึงควรตรวจสอบสิทธิที่แน่ชัดกับสำนักงานที่ดินในพื้นที่ก่อนวันโอนจริงทุกครั้ง ไม่ควรถือว่าได้รับยกเว้นโดยอัตโนมัติ

ส่วนการแยกกิจการ (Spin-off) นั้นแตกต่างกันโดยพื้นฐานตั้งแต่ต้น

เพราะเป็นการโอนทรัพย์สินบางส่วนออกไปตั้งนิติบุคคลใหม่ ไม่ใช่การรวมนิติบุคคลที่มีอยู่แล้วเข้าด้วยกัน จึงมักไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีชุดเดียวกันนี้

และต้องพิจารณาภาระภาษีจากการโอนทรัพย์สินตามหลักทั่วไปเป็นกรณีไป

ประเด็นควบบริษัท - รูปแบบตั้งนิติบุคคลใหม่โอนกิจการทั้งหมด (EBT)แยกกิจการ (Spin-off)
สถานะบริษัทเดิมสิ้นสภาพทั้งหมดพร้อมกันผู้โอนสิ้นสภาพ ผู้รับโอนยังอยู่บริษัทเดิมยังคงอยู่ต่อไป
เกิดนิติบุคคลใหม่เกิดขึ้นเสมอไม่เกิด (ใช้ทะเบียนผู้รับโอน)เกิดขึ้นเสมอ
ยกเว้น CIT/VAT/SBT/อากรแสตมป์ได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดต้องพิจารณาเป็นรายกรณี มักไม่เข้าเกณฑ์เดียวกัน
ค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน (กรมที่ดิน)อาจได้ลด/ยกเว้นตามกฎกระทรวงที่ดิน ต้องตรวจสอบแยกต่างหากอาจได้ลด/ยกเว้นตามกฎกระทรวงที่ดิน ต้องตรวจสอบแยกต่างหากโดยทั่วไปไม่เข้าเกณฑ์นี้
ขาดทุนสะสมยกไปใช้ต่อโดยหลักทั่วไปทำไม่ได้ต้องตรวจสอบเป็นกรณีบริษัทเดิมยังใช้สิทธิของตนเองต่อไปได้

เอกสารและขั้นตอนที่ควรเตรียมก่อนใช้สิทธิยกเว้นภาษี

เพื่อให้การควบบริษัทได้รับยกเว้นภาษีครบถ้วนและไม่ถูกประเมินย้อนหลัง เจ้าของกิจการควรเตรียมเอกสารและดำเนินการตามลำดับดังนี้

  • มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นแบบพิเศษของทุกบริษัทที่จะควบเข้ากัน พร้อมรายงานการประชุมที่ระบุแผนควบบริษัทและรูปแบบการควบ (ตั้งนิติบุคคลใหม่) ให้ชัดเจน
  • งบการเงิน ณ วันควบบริษัทของทุกบริษัทเดิม พร้อมรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามราคาตามบัญชีที่จะโอนไปยังนิติบุคคลใหม่
  • หนังสือแจ้งเจ้าหนี้และหลักฐานการประกาศหนังสือพิมพ์ตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงหลักฐานการชำระหนี้หรือค้ำประกันหากมีเจ้าหนี้คัดค้าน
  • ตรวจสอบสถานะหนี้ภาษีอากรค้างชำระของทุกบริษัทให้เรียบร้อยก่อนวันควบ และเตรียมเอกสารแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้นพร้อมขอใช้สิทธิยกเว้นภาษีต่อกรมสรรพากรตามแบบที่กำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่
  • จดทะเบียนควบบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จากนั้นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีใหม่ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่หากเข้าเกณฑ์ และหากมีอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องโอน ให้ตรวจสอบสิทธิลดหย่อนค่าธรรมเนียมกับสำนักงานที่ดินแยกต่างหากด้วย

เพราะการควบบริษัทเกี่ยวข้องกับกฎหมายบริษัท ภาษีหลายประเภท และการปิดบัญชีของหลายนิติบุคคลพร้อมกัน จึงควรวางแผนร่วมกับนักบัญชีและที่ปรึกษาภาษีตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น

ไม่ใช่หลังจากลงมติควบบริษัทไปแล้ว

โดยเฉพาะการตรวจสอบเงื่อนไขยกเว้นภาษีให้ครบทุกข้อและการเลือกรูปแบบการควบบริษัทให้เหมาะสม (ตั้งนิติบุคคลใหม่ หรือให้บริษัทหนึ่งยังคงอยู่ตามมาตรา 1238 ที่แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2565)

เพราะการขาดเงื่อนไขแม้เพียงข้อเดียวอาจทำให้บริษัทใหม่ต้องเสียภาษีจากผลต่างราคาตลาดของทรัพย์สินทั้งหมดย้อนหลัง ซึ่งเป็นภาระที่สูงกว่าการวางแผนให้ถูกต้องตั้งแต่แรกมาก

(ข้อมูลตามกฎหมายที่ใช้บังคับ ณ ปี 2569

เงื่อนไขเชิงลึกบางส่วนอาจมีรายละเอียดเพิ่มเติมตามประกาศของกรมสรรพากรหรือกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ควรยืนยันกับผู้เชี่ยวชาญ กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

หรือสำนักงานที่ดินก่อนดำเนินการจริงทุกครั้ง)

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ควบบริษัทเป็นนิติบุคคลใหม่ เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ควบบริษัทกับโอนกิจการทั้งหมด (Business Transfer) ต่างกันอย่างไร

ควบบริษัทรูปแบบตั้งนิติบุคคลใหม่ทำให้บริษัทเดิมทุกบริษัทสิ้นสภาพนิติบุคคลพร้อมกันและเกิดนิติบุคคลใหม่ขึ้นมาแทนที่

ส่วนโอนกิจการทั้งหมดคือบริษัทหนึ่งโอนทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดให้บริษัทที่มีอยู่แล้วซึ่งยังคงสภาพเดิมต่อไปโดยไม่เกิดนิติบุคคลใหม่

ทั้งสองรูปแบบอาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล VAT ภาษีธุรกิจเฉพาะ

และอากรแสตมป์หากเข้าเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดในลักษณะใกล้เคียงกัน ส่วนค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดินเป็นคนละหลักเกณฑ์ที่แยกจากกฎหมายภาษี

ควรตรวจสอบสิทธิกับสำนักงานที่ดินเป็นรายกรณีก่อนโอนจริง ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2565

กฎหมายยังเปิดให้ควบบริษัทในรูปแบบที่บริษัทหนึ่งยังคงสภาพอยู่ต่อไปได้ด้วย ซึ่งมีลักษณะบางประการใกล้เคียงกับการโอนกิจการทั้งหมด

ควบบริษัทได้รับยกเว้นภาษีอะไรบ้าง และมีเงื่อนไขหลักอะไร

หากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดครบถ้วน จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากผลต่างราคาตลาดของทรัพย์สิน (คำนวณตามราคาตามบัญชีแทน) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ

และอากรแสตมป์ เงื่อนไขหลักคือต้องโอนทรัพย์สิน หนี้สิน

สิทธิและหน้าที่ทั้งหมดไปยังนิติบุคคลใหม่ ไม่มีหนี้ภาษีค้างชำระ (หรือมีการค้ำประกันตามที่กรมสรรพากรกำหนด)

และแจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้นพร้อมยื่นเอกสารต่อกรมสรรพากรตามแบบและภายในกำหนดเวลาที่ทางการกำหนด โดยทั่วไปคือภายใน 30

วันนับแต่วันจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่

บริษัทใหม่ที่เกิดจากควบบริษัท ใช้ผลขาดทุนสะสมของบริษัทเดิมได้หรือไม่

โดยหลักการทั่วไปทำไม่ได้ เพราะบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบถือเป็นผู้เสียภาษีรายใหม่ที่แยกต่างหากจากบริษัทเดิม ผลขาดทุนสะสมทางภาษีของบริษัทเดิม (ซึ่งใช้หักกลบกำไรได้ไม่เกิน 5

รอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 65 ตรี (12))

เป็นสิทธิเฉพาะตัวจึงมักไม่สามารถยกมาใช้ต่อในบริษัทใหม่ได้ ควรตรวจสอบประเด็นนี้กับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ เพราะกระทบภาระภาษีของบริษัทใหม่ในปีถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ

เจ้าหนี้ของบริษัทเดิมมีสิทธิคัดค้านการควบบริษัทหรือไม่

มีสิทธิ กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องประกาศในหนังสือพิมพ์และแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าหนี้ที่ทราบ เพื่อเปิดโอกาสให้คัดค้านได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากมีการคัดค้าน

บริษัทต้องชำระหนี้หรือจัดให้มีการค้ำประกันก่อน

จึงจะดำเนินการควบบริษัทและจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ต่อไปได้

ทั้งนี้ควรตรวจสอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดในแต่ละขั้นตอนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือที่ปรึกษากฎหมายให้ตรงกับฉบับที่ใช้บังคับปัจจุบัน

เนื่องจากมีการแก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องเมื่อปี

2565

เจ้าของธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นให้ถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนแรก ลองศึกษารายละเอียดการจดทะเบียนบริษัทของ A Plus Me เพื่อเตรียมเอกสาร ทุน และผู้ถือหุ้นให้พร้อมก่อนยื่นจด