เจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมักลืมคิด VAT ขายตอนขายทรัพย์สินถาวรเก่า เช่น รถยนต์บริษัท เครื่องจักร หรืออุปกรณ์สำนักงานที่เลิกใช้งานแล้ว

เพราะเข้าใจว่าเป็นแค่การเคลียร์ของเก่า ไม่ใช่การขายสินค้าตามธุรกิจปกติ

บทความนี้อธิบายให้เจ้าของ SME เข้าใจว่าทำไมการขายทรัพย์สินถาวรจึงเข้าข่าย "ขาย" ตามประมวลรัษฎากรที่ต้องเสียภาษีขายเสมอ แม้ตอนซื้อจะเครดิตภาษีซื้อไม่ได้ก็ตาม

พร้อมอธิบายฐานภาษีที่ถูกต้อง

ความเสี่ยงเมื่อขายให้กรรมการหรือพนักงานในราคาต่ำกว่าตลาด และหากถูกกรมสรรพากรตรวจพบภายหลังจะต้องรับผิดชอบเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอย่างไร พร้อมแนวทางแก้ไขก่อนถูกตรวจพบ

สารบัญบทความ
  1. ขายทรัพย์สินถาวรก็คือ "ขาย" ตามกฎหมาย VAT ไม่ใช่แค่การเคลียร์ของเก่า
  2. ฐานภาษีคือราคาขายจริง ไม่ใช่มูลค่าตามบัญชี
  3. ขายให้กรรมการหรือพนักงานในราคาต่ำ เสี่ยงถูกประเมินสองต่อ
  4. ถูกกรมสรรพากรตรวจพบภายหลัง ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง
  5. แนวทางป้องกันไม่ให้พลาดซ้ำ
  6. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  7. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ขายทรัพย์สินถาวรก็คือ "ขาย" ตามกฎหมาย VAT ไม่ใช่แค่การเคลียร์ของเก่า

เจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จำนวนมากเข้าใจว่าการขายรถยนต์เก่าของบริษัท เครื่องจักรที่เลิกใช้งาน หรืออุปกรณ์สำนักงานที่หมดอายุการใช้งานแล้ว เป็นแค่การ

"เคลียร์ของ" ออกจากกิจการ ไม่ใช่การขายสินค้าตามธุรกิจปกติ จึงไม่คิด

VAT ขายให้ผู้ซื้อ แต่ในทางกฎหมาย ประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1(9) นิยาม "สินค้า" ไว้กว้าง คือทรัพย์สินที่มีรูปร่างหรือไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย

เพื่อใช้ หรือเพื่อการใดๆ และมาตรา 77/1(8) นิยามคำว่า "ขาย"

ให้ครอบคลุมถึงการจำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ เมื่อรวมกับมาตรา 77/2 ที่กำหนดให้กิจการจดทะเบียน VAT ต้องเสียภาษีจากการขายสินค้าในทางธุรกิจ

ทรัพย์สินถาวรที่กิจการมีไว้ใช้งาน เมื่อถึงวันขายออกไปก็เข้าข่าย

"ขายสินค้า" ที่ต้องเสียภาษีขายเช่นเดียวกับสินค้าที่ซื้อมาขายไปตามปกติ

จุดที่ทำให้ผู้ประกอบการสับสนมากที่สุดคือกรณีรถยนต์นั่งของบริษัท เพราะตอนซื้อรถเก๋งหรือรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (เช่น SUV/PPV) เข้าบริษัท

ภาษีซื้อจากค่ารถและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(6)

ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ซึ่งห้ามเครดิตภาษีซื้อค่ารถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน เครดิตไม่ได้อยู่แล้ว (ข้อควรระวัง:

กฎนี้ไม่รวมรถกระบะ 4 ประตูหรือ Double Cab ที่จดประเภทเป็น

"รถยนต์กระบะ" ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 เป็นต้นมา ซึ่งไม่ใช่รถยนต์นั่งตามนิยามนี้ และยังเครดิตภาษีซื้อได้ตามปกติ

ควรตรวจสอบประเภทรถให้ชัดเจนก่อนสรุป)

หลายคนที่ซื้อรถยนต์นั่งเข้าบริษัทจึงคิดไปเองว่าตอนซื้อเครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ตอนขายก็ไม่น่าจะต้องเก็บ VAT ขายเช่นกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน กฎหมาย VAT แยกเรื่อง

"สิทธิเครดิตภาษีซื้อตอนซื้อ" ออกจาก "หน้าที่เรียกเก็บภาษีขายตอนขาย"

อย่างชัดเจน แม้ตอนซื้อจะเครดิตภาษีซื้อไม่ได้เลยสักบาท แต่เมื่อกิจการขายรถคันนั้นออกไป ก็ยังมีหน้าที่เรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อและออกใบกำกับภาษีตามปกติ

(ส่วนรถกระบะที่เครดิตภาษีซื้อได้ตอนซื้อ ก็ยังต้องเก็บ VAT

ขายตอนขายเช่นเดียวกับทรัพย์สินถาวรทั่วไป ไม่มีข้อยกเว้น)

ฐานภาษีคือราคาขายจริง ไม่ใช่มูลค่าตามบัญชี

อีกความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ "ทรัพย์สินตัดค่าเสื่อมราคาจนเหลือมูลค่าตามบัญชี (Net Book Value) ใกล้ศูนย์แล้ว ขายได้เงินไม่กี่บาทคงไม่ต้องเสีย VAT" ในทางภาษี

ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79

คือมูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขาย คือราคาขายจริงที่ตกลงกับผู้ซื้อ ไม่เกี่ยวกับมูลค่าทางบัญชีที่เหลืออยู่ แม้บัญชีจะบันทึกขาดทุนจากการขายสินทรัพย์

(ราคาขายต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี) กิจการก็ยังต้องคำนวณ VAT ในอัตรา 7%

(อัตราที่ลดลงจากอัตราปกติร้อยละ 10 ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันขยายเวลาไว้ถึงวันที่ 30 กันยายน

2569 และภาครัฐมักออกพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาต่อเนื่องเป็นระยะ

จึงควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้จริง ณ วันที่ขายอีกครั้ง) จากราคาขายจริงเต็มจำนวน เพราะ VAT ไม่ได้คำนวณจากกำไรขาดทุนทางบัญชี

จุดที่ต้องเริ่มรับผิดชอบภาษี (ความรับผิดในการเสียภาษี) ตามมาตรา 78 เกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่มีการโอนกรรมสิทธิ์ ได้รับชำระราคา หรือออกใบกำกับภาษีก่อนส่งมอบ

ก็ให้ถือเอาเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเป็นจุดความรับผิด

กิจการต้องออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อ และนำยอดภาษีขายไปรวมยื่นแบบ ภ.พ.30 ของเดือนที่ขายภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือขยายเป็นประมาณวันที่ 23

หากยื่นแบบและชำระภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต ตามประกาศขยายเวลาที่กรมสรรพากรออกเป็นระยะ

ควรตรวจสอบสิทธิ์และเงื่อนไขล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง)

ขายให้กรรมการหรือพนักงานในราคาต่ำ เสี่ยงถูกประเมินสองต่อ

ในทางปฏิบัติ SME จำนวนมากขายทรัพย์สินถาวรเก่าให้กรรมการหรือพนักงานคนสนิทในราคาถูกมากหรือแทบเป็นราคาสัญลักษณ์ เช่น รถยนต์อายุใช้งาน 8-9 ปี ขายให้กรรมการในราคาหลักพันบาท

ทั้งที่ราคาตลาดรถมือสองรุ่นเดียวกันยังมีมูลค่าหลักแสน

กรณีเช่นนี้มีความเสี่ยงสองด้าน ด้าน VAT ฐานภาษีตามมาตรา 79 คือมูลค่าที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขาย หากตั้งราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจอันสมควร

เจ้าพนักงานประเมินมีช่องทางประเมินภาษีจากมูลค่าตามราคาตลาดได้

ส่วนด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล มาตรา 65 ทวิ (4) ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินค่าตอบแทนตามราคาตลาดในวันโอนได้เช่นกัน หากโอนทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับราคาที่กรรมการหรือพนักงานจ่ายจริงยังอาจถูกมองเป็นประโยชน์เพิ่มที่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของบุคคลนั้นด้วย

ทำให้เกิดภาระภาษีซ้อนหลายชั้นทั้งฝั่งบริษัทและฝั่งบุคคล

ทั้งนี้การประเมินลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี หากจำเป็นต้องขายทรัพย์สินให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกัน ควรหาราคาอ้างอิงตลาดประกอบการตั้งราคาขายและเก็บหลักฐานไว้เสมอ

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะกรณี

ถูกกรมสรรพากรตรวจพบภายหลัง ต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง

เมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังแล้วพบว่ากิจการขายทรัพย์สินถาวรโดยไม่ได้นำส่งภาษีขาย ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบภาษีที่ขาดไปพร้อมภาระเพิ่มเติมสองส่วน คือเบี้ยปรับตามมาตรา 89

ซึ่งอัตราขึ้นอยู่กับลักษณะความผิด (ไม่ยื่นแบบเลย

หรือยื่นแบบแต่แสดงยอดภาษีขายต่ำกว่าความเป็นจริง) และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับจากวันพ้นกำหนดยื่นแบบจนถึงวันชำระจริง

โดยไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย

ยิ่งปล่อยไว้นานภาระเงินเพิ่มยิ่งสะสมสูง

หากตรวจพบความผิดพลาดด้วยตัวเองและรีบยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมพร้อมชำระภาษีก่อนเจ้าพนักงานตรวจพบและออกหมายเรียก จะได้รับการพิจารณาลดเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรวางไว้

(คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 เรื่อง

หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ซึ่งเบี้ยปรับที่ต้องเสียโดยทั่วไปจะเบากว่ากรณีถูกตรวจพบและประเมินภาษีภายหลัง

ทั้งนี้การพิจารณาลดเบี้ยปรับยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานตามข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างในภาพรวม

ประเด็นยื่นแก้ไขเองก่อนถูกตรวจพบถูกกรมสรรพากรตรวจพบภายหลัง
ภาษีขายที่ขาดไปต้องชำระเต็มจำนวนพร้อมยื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติมต้องชำระเต็มจำนวนตามที่เจ้าพนักงานประเมิน
เบี้ยปรับ (ม.89)มีโอกาสได้รับการพิจารณาลดตามหลักเกณฑ์กรมสรรพากร โดยทั่วไปเบากว่ากรณีถูกตรวจพบเรียกเก็บตามอัตราที่กฎหมายกำหนดตามลักษณะความผิด
เงินเพิ่ม (ม.89/1)ร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับถึงวันที่ยื่นแก้ไขร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน นับถึงวันชำระ สะสมนานกว่า
ความเสี่ยงเพิ่มเติมต่ำ เพราะเป็นการเปิดเผยข้อมูลเองอาจถูกขยายผลตรวจสอบรายการอื่นในกิจการเพิ่มเติม

แนวทางป้องกันไม่ให้พลาดซ้ำ

วิธีที่ดีที่สุดคือป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดตั้งแต่ต้น เจ้าของธุรกิจควรวางระบบร่วมกับผู้ทำบัญชีดังนี้

  • จัดทำทะเบียนทรัพย์สินถาวร (Fixed Asset Register) ที่ระบุวันที่ซื้อ ราคาทุน ค่าเสื่อมราคาสะสม มูลค่าตามบัญชี และสถานะภาษีซื้อตอนซื้อ (เครดิตได้หรือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม) เพื่อให้ตรวจสอบได้ทันทีเมื่อจะขาย
  • ทุกครั้งที่จะขายทรัพย์สินถาวร ไม่ว่าจะเก่าหรือตัดค่าเสื่อมหมดแล้ว ให้เช็คกับฝ่ายบัญชีก่อนว่าต้องออกใบกำกับภาษีและคิด VAT จากราคาขายจริงหรือไม่
  • หากขายให้กรรมการ พนักงาน หรือญาติของผู้บริหาร ให้หาราคาตลาดอ้างอิงประกอบการตั้งราคา เช่น ราคาประเมินรถมือสองจากตลาดกลาง และเก็บเอกสารไว้เป็นหลักฐาน
  • หากตรวจพบว่าเคยลืมคิด VAT ขายจากการขายทรัพย์สินถาวรในอดีต ให้รีบตรวจสอบย้อนหลังและยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด ก่อนถูกกรมสรรพากรตรวจพบ
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อประเมินความเสี่ยงจากการขายทรัพย์สินถาวรในอดีต และวางระบบตรวจสอบก่อนขายในอนาคตอย่างสม่ำเสมอ

การขายทรัพย์สินถาวรเก่าดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับรายได้หลักของธุรกิจ แต่ในมุมของกรมสรรพากรถือเป็นรายการที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย เพราะมีหลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ เช่น

เล่มทะเบียนรถหรือสัญญาซื้อขายเครื่องจักรชัดเจน

การตรวจสอบก่อนขายทุกครั้งจึงคุ้มค่ากว่าการต้องแก้ไขและเสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มภายหลัง บทความนี้เป็นข้อมูลให้ความรู้ทั่วไป

ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ กรณีของแต่ละกิจการอาจมีรายละเอียดแตกต่างกัน

ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ขายทรัพย์สินถาวรเสีย VAT ไหม ถูกตรวจพบภายหลังทำอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ขายรถยนต์บริษัทที่ตัดค่าเสื่อมราคาหมดแล้ว ยังต้องเสีย VAT ขายอยู่หรือไม่

ต้องเสีย เพราะฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 79 คำนวณจากราคาขายจริงที่ตกลงกับผู้ซื้อ ไม่เกี่ยวกับมูลค่าตามบัญชีที่เหลืออยู่

แม้ทรัพย์สินจะตัดค่าเสื่อมราคาหมดแล้วหรือเหลือมูลค่าใกล้ศูนย์ ก็ยังต้องออกใบกำกับภาษีและคำนวณ VAT

ในอัตราที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น (ปัจจุบันคือ 7% ตามพระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งขยายเวลาไว้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569) จากราคาขายจริงเต็มจำนวน

ตอนซื้อรถยนต์นั่งเข้าบริษัท เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ตอนขายยังต้องเก็บ VAT จากผู้ซื้อหรือไม่

ต้องเก็บ เพราะกฎหมาย VAT แยกสิทธิเครดิตภาษีซื้อตอนซื้อ (ที่ต้องห้ามตามมาตรา 82/5(6) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42

สำหรับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน เช่น รถเก๋งหรือ SUV/PPV

โดยไม่รวมรถกระบะ 4 ประตูที่จดประเภทเป็นรถยนต์กระบะ) ออกจากหน้าที่เรียกเก็บภาษีขายตอนขายอย่างชัดเจน แม้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ กิจการที่จดทะเบียน VAT ก็ยังต้องออกใบกำกับภาษีและเก็บ

VAT จากผู้ซื้อเมื่อขายทรัพย์สินนั้นออกไป

เพิ่งพบว่าเคยขายเครื่องจักรเก่าไปแล้วลืมคิด VAT ขาย ควรทำอย่างไร

ควรรีบตรวจสอบย้อนหลังและยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติมพร้อมชำระภาษีที่ขาดไปโดยเร็วที่สุด ก่อนที่กรมสรรพากรจะตรวจพบเอง

เพราะการเปิดเผยและแก้ไขเองมีโอกาสได้รับการพิจารณาลดเบี้ยปรับตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542)

ซึ่งโดยทั่วไปเบากว่ากรณีถูกเจ้าพนักงานตรวจพบและประเมินภาษีภายหลัง ทั้งนี้ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินยอดภาษีและขั้นตอนที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงของกิจการ

ขายทรัพย์สินถาวรเก่าให้กรรมการในราคาถูกกว่าราคาตลาดมาก มีความเสี่ยงอย่างไร

หากราคาขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีช่องทางประเมินภาษีจากมูลค่าตามราคาตลาดได้ทั้งด้าน VAT (ฐานภาษีตามมาตรา 79) และภาษีเงินได้นิติบุคคล

(มาตรา 65 ทวิ (4))

นอกจากนี้ส่วนต่างราคายังอาจถูกมองเป็นประโยชน์เพิ่มที่กรรมการต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตนเองด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี

จึงควรมีราคาตลาดอ้างอิงและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตั้งราคาขาย

ก่อนตัดสินใจเรื่องภาษีที่อาจส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว ควรศึกษาแนวทางวางแผนภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินความเสี่ยงและทางเลือกอย่างรอบด้าน