บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่ได้รับทรัพย์สิน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือยานพาหนะ เป็นของบริจาคจากคู่ค้า ผู้ถือหุ้น หรือบุคคลอื่นโดยไม่มีค่าตอบแทน
และไม่แน่ใจว่าจะบันทึกบัญชีและคิดค่าเสื่อมราคาทางภาษีอย่างไรให้ถูกต้อง
คุณจะได้เข้าใจหลักการกำหนดมูลค่ายุติธรรมเป็นฐานคำนวณค่าเสื่อมราคา ผลกระทบต่อรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิ ตัวอย่างการคำนวณจริง
และเอกสารที่ต้องเตรียมไว้รองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร
สารบัญบทความ
ทำไมทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคจึงคิดค่าเสื่อมราคาจาก "ศูนย์" ไม่ได้
เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่าทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ได้จ่ายเงินซื้อ เช่น เครื่องจักรที่คู่ค้ายกให้เมื่อเลิกใช้งาน อุปกรณ์สำนักงานที่ผู้ถือหุ้นบริจาคเข้าบริษัท
หรือรถยนต์ที่มีคนยกให้เปล่า จะไม่มีฐานคำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษี
เพราะไม่มีใบกำกับภาษีซื้อหรือใบเสร็จรับเงินเหมือนการซื้อทรัพย์สินทั่วไป ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร
กำหนดให้กิจการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข
และอัตราที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ซึ่งกำหนดอัตราเพดานค่าเสื่อมราคาตามประเภทของทรัพย์สินไว้
โดยไม่ได้จำกัดสิทธิหักค่าเสื่อมราคาไว้เฉพาะทรัพย์สินที่ได้มาจากการซื้อเท่านั้น
ทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่มีค่าตอบแทนจึงยังมีฐานคำนวณค่าเสื่อมราคาได้ตามหลักการคำนวณกำไรสุทธิทั่วไป เพียงแต่ต้องกำหนด "มูลค่าต้นทุน"
ตั้งต้นด้วยวิธีที่ต่างจากกรณีซื้อด้วยเงินสดซึ่งอ้างอิงราคาตามใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินได้โดยตรง
มูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ได้รับ คือฐานคำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษี
หลักปฏิบัติที่กิจการและผู้สอบบัญชียึดถือสำหรับทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่มีค่าตอบแทนคือ ให้ถือมูลค่ายุติธรรมหรือราคาตลาดของทรัพย์สินนั้น ณ
วันที่กิจการได้รับมาเป็นมูลค่าต้นทุนตั้งต้นสำหรับคำนวณค่าเสื่อมราคา
แทนที่จะใช้ราคาที่จ่ายจริงเหมือนกรณีซื้อ จากนั้นจึงนำมูลค่าต้นทุนนี้ไปคูณกับอัตราเพดานค่าเสื่อมราคาตามประเภทของทรัพย์สินตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) เช่น
เครื่องจักรและอุปกรณ์ทั่วไปในอัตราไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี
หรืออาคารถาวรในอัตราไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี เช่นเดียวกับทรัพย์สินที่ซื้อมา ต่างกันเพียงจุดตั้งต้นของฐานคำนวณเท่านั้น
นักบัญชีควรกำหนดมูลค่ายุติธรรมโดยอ้างอิงหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เช่น รายงานประเมินราคาจากผู้ประเมินอิสระ หรือใบเสนอราคาของทรัพย์สินประเภทและสภาพใกล้เคียงกันในตลาด ณ วันที่ได้รับ
และเก็บเอกสารสนับสนุนให้ครบ
เพราะหากถูกตรวจสอบและไม่มีหลักฐานยืนยันมูลค่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินมูลค่าทรัพย์สินใหม่เอง ซึ่งอาจทำให้ค่าเสื่อมราคาที่เคยหักไปแล้วต้องถูกปรับปรุงย้อนหลัง
นอกจากนี้เพดานค่าเสื่อมราคาตามกฎหมายยังใช้บังคับกับทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคเหมือนทรัพย์สินที่ซื้อมาทุกประการ เช่น หากเป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10
คนและไม่ได้มีไว้ให้เช่า
มูลค่าต้นทุนที่นำมาคำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษียังคงถูกจำกัดเพดานไม่เกิน 1,000,000 บาท ตามมาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527
แม้ราคาตลาดจริงของรถจะสูงกว่านั้นก็ตาม
ผลกระทบต่อรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิ
ประเด็นที่ SME มักมองข้ามคือ มูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขสำหรับตั้งฐานค่าเสื่อมราคา
แต่ยังถือเป็นรายได้ที่กิจการได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ
ตามหลักการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 ซึ่งใช้เกณฑ์สิทธิ (accrual basis) ต้องนำมูลค่าทรัพย์สินนี้มารวมเป็นรายได้อื่นในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับ
พร้อมกับที่กิจการเริ่มบันทึกทรัพย์สินและเริ่มหักค่าเสื่อมราคาไปพร้อมกัน ปีที่ได้รับบริจาค กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นจากรายได้อื่นก้อนนี้ ส่วนปีต่อ ๆ
ไปจะเหลือเพียงผลของค่าเสื่อมราคาตามปกติ ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงเฉพาะราย เช่น
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับกิจการ หรือลักษณะของทรัพย์สิน อาจมีผลต่อการพิจารณา จึงควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีในกรณีที่มีข้อสงสัย
ข้อยกเว้นที่ต้องแยกให้ชัดคือ ทรัพย์สินที่ผู้ถือหุ้นนำมาชำระเป็นค่าหุ้นแทนเงินสดในการเพิ่มทุน ไม่ถือเป็นการบริจาค แต่เป็นการเพิ่มทุนด้วยทรัพย์สิน
มูลค่าทรัพย์สินจะบันทึกเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ไม่ใช่รายได้ที่ต้องเสียภาษี
แต่ยังต้องตีราคาทรัพย์สินให้เหมาะสมและมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นรับรองมูลค่าเช่นกัน
ก่อนบันทึกบัญชีจึงควรตรวจสอบให้ชัดว่าธุรกรรมเป็นการบริจาคให้เปล่าหรือการชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สิน เพราะสองกรณีส่งผลต่อกำไรสุทธิทางภาษีต่างกันโดยสิ้นเชิง
หากมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคมีจำนวนมากและเกิดขึ้นกลางรอบบัญชี ควรนำมาพิจารณาประกอบการประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปีในแบบ ภ.ง.ด.51 ด้วย
และเมื่อปิดบัญชีประจำปีรายได้ก้อนนี้ต้องปรากฏอยู่ในการคำนวณกำไรสุทธิที่ยื่นพร้อมแบบ ภ.ง.ด.50 เช่นกัน
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติบริษัทผลิตชิ้นส่วนแห่งหนึ่งได้รับเครื่องจักรมือสองจากคู่ค้าที่เลิกใช้งานเป็นของบริจาคในเดือนกรกฎาคม โดยมีรายงานประเมินมูลค่ายุติธรรมจากผู้ประเมินอิสระ ณ
วันที่ได้รับอยู่ที่ 600,000 บาท
เครื่องจักรจัดอยู่ในกลุ่มอัตราเพดานค่าเสื่อมราคาไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี (อายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 5 ปี) และบริษัทเลือกวิธีเส้นตรง
| รายการ | จำนวน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| มูลค่าต้นทุนที่ใช้ตั้งฐานค่าเสื่อมราคา | 600,000 บาท | ใช้มูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ได้รับ ไม่ใช่ศูนย์บาท |
| รายได้อื่นที่ต้องรวมคำนวณกำไรสุทธิในปีที่ได้รับ | 600,000 บาท | รับรู้พร้อมกับการบันทึกทรัพย์สิน |
| ค่าเสื่อมราคาปีแรก (6 เดือน อัตรา 20% ต่อปี) | ประมาณ 60,000 บาท | ตามสัดส่วนเดือนที่ใช้งานจริงในปีนั้น |
| ค่าเสื่อมราคาปีถัดไป (เต็มปี) | ประมาณ 120,000 บาท/ปี | หักต่อเนื่องจนครบมูลค่าต้นทุนหรือครบอายุการใช้งาน |
ปีแรกกำไรสุทธิของบริษัทจะเพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 540,000 บาท (รายได้อื่น 600,000 บาท หักค่าเสื่อมราคา 60,000 บาท) ส่วนปีต่อ ๆ ไปกำไรสุทธิจะลดลงจากค่าเสื่อมราคาตามปกติปีละประมาณ
120,000 บาท จนกว่าจะหักครบตามอายุการใช้งาน
ตัวเลขที่แท้จริงต้องยึดตามนโยบายบัญชีและวิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาที่กิจการเลือกใช้อย่างสม่ำเสมอ
เอกสารที่ต้องเก็บ และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
การจะหักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคได้โดยไม่มีปัญหาเมื่อถูกตรวจสอบ กิจการควรเก็บเอกสารต่อไปนี้ให้ครบตั้งแต่วันที่รับทรัพย์สิน
- หนังสือแจ้งการบริจาคหรือหนังสือรับมอบทรัพย์สินจากผู้บริจาค ระบุชื่อทรัพย์สิน สภาพ และวันที่ส่งมอบ
- รายงานประเมินมูลค่าจากผู้ประเมินอิสระ หรือหลักฐานราคาตลาดของทรัพย์สินประเภทและสภาพใกล้เคียงกัน ณ วันที่ได้รับ
- มติที่ประชุมกรรมการหรือเอกสารอนุมัติรับทรัพย์สินเข้าเป็นทรัพย์สินของกิจการ
- ทะเบียนทรัพย์สินถาวรที่ระบุมูลค่าต้นทุน วันที่เริ่มใช้งาน อัตราและวิธีคิดค่าเสื่อมราคา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ SME ในเรื่องนี้ ได้แก่
- บันทึกทรัพย์สินด้วยมูลค่า 0 บาทเพราะคิดว่าไม่ได้จ่ายเงินซื้อ ทำให้ไม่มีฐานหักค่าเสื่อมราคาเลย
- กำหนดมูลค่ายุติธรรมขึ้นเองโดยไม่มีเอกสารสนับสนุน เมื่อถูกตรวจสอบไม่สามารถอธิบายที่มาของตัวเลขได้
- ลืมนำมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิของปีที่ได้รับ
- สับสนระหว่างการได้รับบริจาคกับการได้รับทรัพย์สินเป็นค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้น ซึ่งมีผลต่อกำไรสุทธิทางภาษีต่างกัน
สำหรับกิจการที่เข้าเกณฑ์เป็นผู้ประกอบการ SME ตามที่กฎหมายกำหนด อาจมีสิทธิใช้อัตราหักค่าเสื่อมราคาแบบเร่งพิเศษสำหรับทรัพย์สินบางประเภทในปีแรกที่ได้ทรัพย์สินมา
โดยฐานคำนวณยังคงเริ่มต้นจากมูลค่ายุติธรรมตามหลักการข้างต้น เงื่อนไขคุณสมบัติ SME
และอัตราเร่งพิเศษที่ใช้ได้จริงอาจเปลี่ยนแปลงตามพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา
จึงควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบเงื่อนไขและอัตราที่ใช้ได้จริงกับกิจการก่อนนำไปใช้
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่ได้รับบริจาค คิดฐานอย่างไรให้ถูก ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์
เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคมา ต้องเสียภาษีตอนรับมาหรือไม่?
โดยหลักการต้องนำมูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สินมารวมเป็นรายได้อื่นในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบบัญชีที่ได้รับตามเกณฑ์สิทธิภายใต้มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
เว้นแต่เป็นกรณีผู้ถือหุ้นนำทรัพย์สินมาชำระเป็นค่าหุ้นเพื่อเพิ่มทุน
ซึ่งถือเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ไม่ใช่รายได้ที่ต้องเสียภาษี ทั้งนี้รายละเอียดอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชี
ถ้าไม่ทราบมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับบริจาค จะกำหนดฐานค่าเสื่อมราคาอย่างไร?
ควรขอรายงานประเมินราคาจากผู้ประเมินอิสระ หรืออ้างอิงราคาตลาดของทรัพย์สินประเภทและสภาพใกล้เคียงกัน ณ วันที่ได้รับ แล้วเก็บเอกสารไว้เป็นหลักฐาน หากไม่มีหลักฐานสนับสนุน
เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดมูลค่าทรัพย์สินขึ้นใหม่เองได้
รถยนต์ที่ได้รับบริจาคมา คิดค่าเสื่อมราคาได้เต็มราคาตลาดหรือไม่?
หากเป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนและไม่ได้มีไว้ให้เช่า มูลค่าต้นทุนที่นำมาคำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษียังถูกจำกัดเพดานไม่เกิน 1,000,000 บาท
ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527
แม้ราคาตลาดจริงของรถจะสูงกว่านั้นก็ตาม
ทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคใช้อัตราค่าเสื่อมราคาเหมือนทรัพย์สินที่ซื้อมาหรือไม่?
ใช้อัตราเพดานเดียวกันตามประเภทของทรัพย์สินตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ต่างกันเฉพาะฐานมูลค่าต้นทุนที่ใช้เริ่มคำนวณ ซึ่งกรณีได้รับบริจาคต้องใช้มูลค่ายุติธรรม ณ
วันที่ได้รับแทนราคาซื้อ
เมื่อเริ่มมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเภทภาษีพร้อมกัน การวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น