บทความนี้เหมาะสำหรับเจ้าของโรงงานหรือธุรกิจที่มีเครื่องจักรหลักในสายการผลิต และสำรองอะไหล่ชิ้นใหญ่ราคาแพงไว้เผื่อเครื่องเสียกะทันหัน เช่น มอเตอร์สำรอง กระปุกเกียร์สำรอง

หรือแผงควบคุมสำรอง จะได้เข้าใจว่าอะไหล่แบบไหนที่มาตรฐานการบัญชีไทย

(TAS16 สำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ และหลักการเดียวกันใน TFRS for NPAEs สำหรับ SME ทั่วไป) กำหนดให้ต้องตั้งเป็นสินทรัพย์ถาวรและคิดค่าเสื่อมราคา

ไม่ใช่บันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองหรือสต๊อกที่ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีที่ซื้อ

พร้อมวิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษีให้ถูกต้องและรายการเอกสารที่ควรเตรียมไว้รองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร ทั้งนี้เนื้อหาเป็นหลักการทั่วไป

กรณีเฉพาะของแต่ละกิจการควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม

สารบัญบทความ
  1. TAS16 กำหนดไว้อย่างไร อะไหล่แบบไหนต้องตั้งเป็นสินทรัพย์ถาวร
  2. อะไหล่สำรองชิ้นใหญ่ กับ วัสดุสิ้นเปลืองทั่วไป ต่างกันตรงไหน
  3. บันทึกบัญชีและคำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษีให้ถูกต้อง
  4. จัดประเภทผิดเสี่ยงอะไร และควรเตรียมเอกสารอย่างไร
  5. ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
  6. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

TAS16 กำหนดไว้อย่างไร อะไหล่แบบไหนต้องตั้งเป็นสินทรัพย์ถาวร

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (TAS16) ซึ่งใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAE) กำหนดนิยามของ "ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์" หรือสินทรัพย์ถาวรไว้ว่า

ต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตนซึ่งกิจการถือไว้เพื่อใช้ในการผลิต

จำหน่ายสินค้า ให้บริการ ให้เช่า หรือใช้ในการบริหารงาน และคาดว่าจะใช้ประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ภายใต้หลักการนี้ อะไหล่ชิ้นใหญ่ (major spare parts)

และเครื่องจักรสำรอง (stand-by equipment)

ที่บริษัทซื้อเก็บไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันสายการผลิตหยุดชะงัก จะเข้าเกณฑ์เป็นสินทรัพย์ถาวรตาม TAS16 แทนที่จะเป็นสินค้าคงเหลือหรือวัสดุสิ้นเปลือง เมื่อมีลักษณะดังนี้

  • คาดว่าจะใช้งานได้นานกว่า 1 รอบระยะเวลาบัญชี (เกิน 1 ปี) — นี่คือเงื่อนไขหลักตามนิยามสินทรัพย์ถาวร ไม่ใช่อะไหล่ที่เบิกใช้แล้วหมดสภาพภายในไม่กี่เดือน
  • ใช้ได้เฉพาะกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เครื่องใดเครื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่สามารถสลับใช้ร่วมกับเครื่องจักรรุ่นอื่นในโรงงานได้ — ลักษณะนี้เป็นข้อบ่งชี้สำคัญที่ใช้ประกอบดุลยพินิจว่าอะไหล่ชิ้นนั้นเป็น "อะไหล่หลัก" ที่ผูกกับสินทรัพย์ถาวรชิ้นใดชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะ ร่วมกับการพิจารณามูลค่าต่อชิ้นและลักษณะการใช้งานจริงประกอบกัน

ตัวอย่างที่พบบ่อยในโรงงาน SME เช่น มอเตอร์สำรองของสายการผลิตหลัก กระปุกเกียร์ (gearbox) สำรอง แผงควบคุม PLC สำรอง

หรือปั๊มไฮดรอลิกสำรองที่บริษัทซื้อเก็บไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันสายการผลิตหยุดชะงักหากเครื่องหลักเสียกะทันหัน

อะไหล่กลุ่มนี้มักมีมูลค่าต่อชิ้นสูง และออกแบบมาให้ใช้ได้กับเครื่องจักรรุ่นนั้นรุ่นเดียวเท่านั้น จึงมักเข้าเกณฑ์เป็นสินทรัพย์ถาวรตาม TAS16 แม้ยังไม่ได้นำไปติดตั้งใช้งานจริงก็ตาม

เพราะสาระสำคัญอยู่ที่ "ลักษณะการใช้งานที่คาดหมาย"

ไม่ใช่ว่ากำลังถูกใช้งานอยู่หรือไม่ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ในไทยที่จัดทำบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) แทนที่จะเป็น TAS16

โดยตรง หลักการรับรู้ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ในบทที่ 10 ของ TFRS

for NPAEs ก็ใช้แนวคิดเรื่อง "คาดว่าจะใช้ประโยชน์ได้เกินหนึ่งรอบบัญชี" เช่นเดียวกัน ข้อสรุปเชิงปฏิบัติสำหรับอะไหล่สำรองชิ้นใหญ่จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ไม่ว่าบริษัทจะจัดทำบัญชีตามมาตรฐานชุดใด

แต่ควรระบุให้ชัดเจนกับผู้ทำบัญชีว่าใช้มาตรฐานฉบับใดเพื่ออ้างอิงข้อกำหนดที่ถูกต้อง

อะไหล่สำรองชิ้นใหญ่ กับ วัสดุสิ้นเปลืองทั่วไป ต่างกันตรงไหน

จุดที่เจ้าของกิจการมักสับสนคือ อะไหล่ทุกชิ้นในคลังไม่จำเป็นต้องเป็นสินทรัพย์ถาวรเสมอไป อะไหล่สิ้นเปลืองทั่วไป เช่น ลูกปืน สายพาน ไส้กรอง น้ำมันหล่อลื่น

หรือชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันได้กับเครื่องจักรหลายเครื่องและเบิกเปลี่ยนเป็นประจำตามรอบซ่อมบำรุง ยังคงบันทึกเป็นวัสดุคงเหลือ (สต๊อก) ตามเดิม และตัดเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อเบิกใช้จริง

ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างให้เห็นภาพชัดขึ้น

หัวข้อเปรียบเทียบอะไหล่สำรองชิ้นใหญ่ (สินทรัพย์ถาวร)วัสดุสิ้นเปลืองทั่วไป (สต๊อก)
อายุการใช้งานที่คาดไว้เกิน 1 ปีไม่เกิน 1 ปี หรือใช้หมดในรอบสั้น
ความจำเพาะกับเครื่องจักรเฉพาะเครื่องเดียว สลับใช้เครื่องอื่นไม่ได้ใช้ร่วมกันได้หลายเครื่อง
ลักษณะการเบิกใช้สำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน ไม่ได้เบิกเป็นประจำเบิกใช้บ่อยตามรอบซ่อมบำรุงปกติ
การบันทึกบัญชีบันทึกในทะเบียนทรัพย์สิน คิดค่าเสื่อมราคาบันทึกในบัญชีวัสดุคงเหลือ
การรับรู้รายจ่ายทางภาษีทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคาตามมาตรา 65 ทวิ (2)หักเป็นค่าใช้จ่ายทันทีเมื่อเบิกใช้

หากตัดสินใจไม่ได้ว่าอะไหล่ชิ้นใดเข้าเกณฑ์ ให้ถามตัวเองสองคำถามหลัก คือ "ถ้าไม่ได้ใช้เครื่องนี้เก็บไว้เฉย ๆ จะยังใช้งานได้เกิน 1 ปีหรือไม่" และ

"เอาไปใช้กับเครื่องจักรตัวอื่นในโรงงานได้หรือไม่"

ถ้าคำตอบคือใช้ได้นานและใช้ได้เฉพาะเครื่องเดียว ควรพิจารณาจัดประเภทเป็นสินทรัพย์ถาวร ทั้งนี้หลายบริษัทมีนโยบายกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ (capitalization threshold)

สำหรับการตั้งเป็นสินทรัพย์ถาวรไว้ด้วย เช่น

ต้องมีมูลค่าเกินจำนวนหนึ่งจึงจะบันทึกเป็นทรัพย์สินและคิดค่าเสื่อม หากอะไหล่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้ แม้เข้าเงื่อนไขเรื่องอายุและความจำเพาะแล้ว

ก็อาจตัดเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามนโยบายบัญชีของกิจการ

จึงควรตรวจสอบนโยบายภายในของบริษัทประกอบการพิจารณาด้วยเสมอ

บันทึกบัญชีและคำนวณค่าเสื่อมราคาทางภาษีให้ถูกต้อง

เมื่อจัดประเภทเป็นสินทรัพย์ถาวรแล้ว บันทึกต้นทุนซื้อทั้งหมด (ราคาซื้อ ค่าขนส่ง ภาษีที่เรียกคืนไม่ได้ ถ้ามี) เข้าบัญชีสินทรัพย์ถาวร เช่น "อะไหล่เครื่องจักรสำรอง"

แยกเป็นรายการในทะเบียนทรัพย์สิน (Fixed Asset Register)

พร้อมระบุว่าผูกกับเครื่องจักรหลักเครื่องใด แล้วจึงคิดค่าเสื่อมราคาตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ทวิ (2) ประกอบพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527

ซึ่งกำหนดเพดานค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า

(ครอบคลุมเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตทั่วไปที่ไม่มีอัตราเฉพาะกำหนดไว้ต่างหาก) ไว้ไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี (เทียบเท่าอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 5 ปี)

โดยคำนวณตามส่วนเฉลี่ยเป็นรายวันตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี

บริษัทเลือกใช้อัตราต่ำกว่าเพดานนี้ได้ แต่เมื่อเลือกแล้วควรใช้อัตราเดิมอย่างสม่ำเสมอตลอดอายุสินทรัพย์ชิ้นนั้น

เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการทางบัญชีที่ใช้อยู่และหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้งจากกรมสรรพากร

จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับอะไหล่สำรองคือ วันเริ่มคิดค่าเสื่อมราคา ทางบัญชีตาม TAS16 ให้เริ่มคิดค่าเสื่อมตั้งแต่สินทรัพย์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตามที่ฝ่ายบริหารตั้งใจ

ซึ่งสำหรับอะไหล่ที่ซื้อมาสำรองไว้โดยเจตนา

มักตีความว่าพร้อมใช้งานตั้งแต่วันที่ได้รับอะไหล่นั้นมา แม้จะยังไม่ได้ติดตั้งจริงก็ตาม ส่วนทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527

กำหนดให้คำนวณค่าเสื่อมราคาตามระยะเวลาที่ "ได้ทรัพย์สินนั้นมา" ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี

ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงวันที่ซื้อหรือได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ไม่ใช่วันที่นำไปติดตั้งใช้งานจริง ด้วยเหตุนี้

ตัวเลขค่าเสื่อมราคาทางบัญชีและทางภาษีของอะไหล่สำรองส่วนใหญ่จึงมักเริ่มนับใกล้เคียงกัน คือนับจากวันที่ได้อะไหล่นั้นมา อย่างไรก็ตาม

รายละเอียดปลีกย่อยในบางกรณี เช่น มีการตรวจสอบหรือปรับสภาพอะไหล่ก่อนจะถือว่าพร้อมใช้งานจริง อาจทำให้ตัวเลขทั้งสองมุมมองคลาดเคลื่อนกันได้

ซึ่งต้องกระทบยอดและปรับปรุงในแบบแนบการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อยื่น ภ.ง.ด.50 ให้ถูกต้อง

จุดนี้ควรให้นักบัญชีที่ดูแลบริษัทตรวจสอบข้อเท็จจริงเฉพาะกรณีและยืนยันแนวปฏิบัติล่าสุดก่อนสรุปตัวเลข

จัดประเภทผิดเสี่ยงอะไร และควรเตรียมเอกสารอย่างไร

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือ ซื้ออะไหล่เครื่องจักรราคาสูงมาสำรองไว้ แล้วบันทึกรวมเป็นวัสดุสิ้นเปลืองหรือสต๊อก ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีในเดือนที่ซื้อหรือเบิกจ่าย ทั้งที่ตามหลัก TAS16

หรือหลักการเดียวกันใน TFRS for NPAEs

ต้องตั้งเป็นสินทรัพย์ถาวรและทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคา การบันทึกผิดแบบนี้ทำให้รายจ่ายทางภาษีในปีที่ซื้อสูงเกินจริงและกำไรสุทธิต่ำกว่าความเป็นจริง

หากกรมสรรพากรตรวจพบระหว่างการตรวจสอบภาษี อาจปรับปรุงกำไรสุทธิย้อนหลัง

เรียกเก็บภาษีนิติบุคคลเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร (อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ชำระขาด แต่รวมแล้วไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย)

และอาจมีเบี้ยปรับกรณีแสดงรายการรายจ่ายไม่ถูกต้องร่วมด้วยตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าการจัดประเภทให้ถูกต้องตั้งแต่แรกมาก

เพื่อป้องกันปัญหานี้และเตรียมพร้อมรับการตรวจสอบ ควรจัดทำเอกสารประกอบดังนี้

  • ทะเบียนทรัพย์สินแยกรายชิ้น ระบุชื่ออะไหล่ วันที่ซื้อ ราคาทุน อัตราค่าเสื่อมที่เลือกใช้ และเครื่องจักรหลักที่ผูกไว้
  • ใบสั่งซื้อและใบกำกับภาษีที่ระบุรุ่น/สเปคของอะไหล่ให้ตรงกับเครื่องจักรหลัก เพื่อยืนยันความจำเพาะเจาะจง
  • บันทึกเหตุผลทางธุรกิจ (business case) สั้น ๆ ว่าเหตุใดจึงต้องสำรองอะไหล่ชิ้นนี้ เช่น ระยะเวลาสั่งอะไหล่ทดแทนนานเกินไป หรือเครื่องหยุดแล้วกระทบสายการผลิตทั้งหมด
  • กระดาษทำการกระทบยอดค่าเสื่อมราคาทางบัญชีกับทางภาษี หากมีวันเริ่มคิดค่าเสื่อมต่างกันในบางกรณี

สำหรับอะไหล่ที่เคยบันทึกผิดประเภทไปแล้วในปีก่อนหน้า

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชี/ที่ปรึกษาภาษีเพื่อประเมินผลกระทบและพิจารณาแนวทางปรับปรุงให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เพราะการแก้ไขเชิงรุกก่อนถูกกรมสรรพากรตรวจพบ

มักมีความเสี่ยงและต้นทุนต่ำกว่าการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง บทความนี้ให้ข้อมูลในเชิงหลักการทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น

รายละเอียดที่แน่นอนของแต่ละกิจการควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกรณีก่อนตัดสินใจ

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง อะไหล่เครื่องจักรสำคัญ ตั้งเป็นสินทรัพย์ถาวร ไม่ใช่สต๊อก ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์

เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

อะไหล่เครื่องจักรที่ซื้อสำรองไว้ ต้องตั้งเป็นสินทรัพย์ถาวรทุกชิ้นหรือไม่

ไม่ใช่ทุกชิ้น หลักสำคัญตามนิยามสินทรัพย์ถาวรใน TAS16 (และหลักการเดียวกันใน TFRS for NPAEs ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ในไทยใช้) คือต้องคาดว่าจะใช้งานได้นานกว่า 1 รอบบัญชี

โดยลักษณะที่ใช้ได้เฉพาะกับเครื่องจักรเครื่องใดเครื่องหนึ่งเป็นข้อบ่งชี้สำคัญที่สนับสนุนการจัดเป็นสินทรัพย์ถาวร

หากเป็นอะไหล่สิ้นเปลืองทั่วไปที่ใช้ร่วมกันได้หลายเครื่องและเบิกใช้บ่อย ยังคงบันทึกเป็นวัสดุคงเหลือ/สต๊อกตามปกติ

และบางบริษัทยังมีเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำ (capitalization threshold) ประกอบการพิจารณาด้วย

ควรเริ่มคิดค่าเสื่อมราคาอะไหล่สำรองตั้งแต่วันที่ซื้อ หรือวันที่นำไปติดตั้งใช้งานจริง

โดยทั่วไปทั้งสองมุมมองมักเริ่มนับใกล้เคียงกัน คือจากวันที่ได้อะไหล่นั้นมา เพราะทางบัญชีตาม TAS16 ถือว่าอะไหล่สำรองที่ซื้อมาโดยเจตนาพร้อมใช้งานตั้งแต่ได้รับมา

แม้ยังไม่ได้ติดตั้งจริง ส่วนทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527

ก็คำนวณค่าเสื่อมตามระยะเวลาที่ 'ได้ทรัพย์สินมา' ในรอบบัญชีนั้น (เฉลี่ยเป็นรายวัน) ไม่ใช่วันที่ติดตั้งใช้งาน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละกรณี เช่น

มีการตรวจสอบสภาพก่อนพร้อมใช้จริง อาจทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนกันได้บ้าง

จึงควรให้นักบัญชีตรวจสอบและยืนยันก่อนยื่นแบบ ภ.ง.ด.50

อัตราค่าเสื่อมราคาของอะไหล่เครื่องจักรสำรองใช้อัตราเดียวกับตัวเครื่องจักรหรือไม่

โดยหลักการให้ใช้เพดานอัตราค่าเสื่อมตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ในหมวดทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า ซึ่งครอบคลุมเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตทั่วไปเช่นเดียวกัน

คือไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปี (เทียบเท่าอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 5

ปี) บริษัทเลือกอัตราต่ำกว่าเพดานได้ แต่ควรใช้อัตราเดิมอย่างสม่ำเสมอตลอดอายุสินทรัพย์นั้นให้สอดคล้องกับวิธีการทางบัญชีที่ใช้อยู่

ถ้าเคยบันทึกอะไหล่ชิ้นใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายไปแล้วในปีก่อน ต้องแก้ไขอย่างไร

ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเพื่อประเมินผลกระทบและพิจารณาแนวทางปรับปรุงรายการย้อนหลังให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากอาจกระทบกำไรสุทธิทางภาษีของปีที่ผ่านมา

หากถูกตรวจพบระหว่างการตรวจสอบของกรมสรรพากร

อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 27 และเบี้ยปรับ การแก้ไขเชิงรุกก่อนถูกตรวจมักมีความเสี่ยงและต้นทุนต่ำกว่าการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

เมื่อจุดควบคุมภายในและขั้นตอนจัดเก็บเอกสารยังไม่ชัดเจน การปรึกษาทีมวางระบบบัญชีของ A Plus Me อาจช่วยให้ทำงานเป็นระบบและตรวจสอบได้มากขึ้น