หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) เป็นตราสารหนี้ที่ผู้ถือมีสิทธิแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ในอนาคต
ทำให้ทางบัญชีต้องแยกมูลค่าที่ระดมทุนมาออกเป็นสองส่วนคือส่วนที่เป็นหนี้สินและส่วนที่เป็นทุน (สิทธิแปลงสภาพ)
ไม่ใช่บันทึกเป็นหนี้สินทั้งจำนวนเหมือนหุ้นกู้ทั่วไป
สารบัญบทความ
- หุ้นกู้แปลงสภาพคืออะไร ทำไมบัญชีถึงซับซ้อนกว่าหุ้นกู้ทั่วไป
- ขั้นตอนแยกมูลค่าส่วนหนี้สินและส่วนทุน
- การบันทึกดอกเบี้ยจ่ายหลังแยกส่วนหนี้สินแล้ว
- เมื่อผู้ถือใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ต้องบันทึกอย่างไร
- ผลกระทบทางภาษีของหุ้นกู้แปลงสภาพ
- ตัวอย่างสถานการณ์จริง
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- ตารางนำบทความไปใช้
หุ้นกู้แปลงสภาพคืออะไร ทำไมบัญชีถึงซับซ้อนกว่าหุ้นกู้ทั่วไป
หุ้นกู้แปลงสภาพเป็นตราสารหนี้ที่บริษัทออกให้ผู้ลงทุน โดยมีเงื่อนไขพิเศษว่าผู้ถือสามารถเลือกแปลงหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญของบริษัทได้ตามอัตราแปลงสภาพและช่วงเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
เพราะมีสิทธิแปลงสภาพนี้เอง หุ้นกู้แปลงสภาพจึงมีลักษณะเป็น
"ตราสารทางการเงินแบบผสม" (compound financial instrument) ที่ประกอบด้วยสององค์ประกอบในสัญญาเดียวกัน คือ องค์ประกอบหนี้สิน (ภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้น)
และองค์ประกอบทุน (สิทธิที่จะได้แปลงเป็นหุ้น)
มาตรฐานการรายงานทางการเงินกำหนดให้กิจการต้องแยกมูลค่าสองส่วนนี้ออกจากกันตั้งแต่วันที่ออกตราสาร แทนที่จะบันทึกเป็นหนี้สินทั้งจำนวนเหมือนหุ้นกู้ธรรมดา
ขั้นตอนแยกมูลค่าส่วนหนี้สินและส่วนทุน
วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือ "วิธีมูลค่าคงเหลือ" (residual value approach) โดยเริ่มจากคำนวณมูลค่าปัจจุบันขององค์ประกอบหนี้สินก่อน ด้วยการคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต
(ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายและเงินต้นที่ต้องคืน)
โดยใช้อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ทั่วไปที่ไม่มีสิทธิแปลงสภาพ (อัตราตลาดสำหรับตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกันแต่ไม่มีสิทธิแปลงสภาพ)
ซึ่งจะได้มูลค่าองค์ประกอบหนี้สินที่ต่ำกว่าราคาที่ออกขายจริง
ส่วนต่างระหว่างเงินที่ได้รับทั้งหมดกับมูลค่าองค์ประกอบหนี้สินที่คำนวณได้ จะถือเป็นมูลค่าองค์ประกอบทุน (สิทธิแปลงสภาพ) และบันทึกไว้ในส่วนของผู้ถือหุ้นแยกต่างหาก
การคำนวณนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านการเงินและบัญชี
จึงควรให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาทางการเงินช่วยตรวจสอบอัตราคิดลดและวิธีคำนวณให้เหมาะสมกับลักษณะของหุ้นกู้แต่ละรุ่น
สรุปหลักการแยกมูลค่า
เงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้แปลงสภาพ = มูลค่าองค์ประกอบหนี้สิน (คิดลดด้วยอัตราตลาดของหุ้นกู้ทั่วไป) + มูลค่าองค์ประกอบทุน (ส่วนต่างที่เหลือ)
โดยองค์ประกอบหนี้สินบันทึกเป็นหนี้สิน และองค์ประกอบทุนบันทึกอยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้น
การบันทึกดอกเบี้ยจ่ายหลังแยกส่วนหนี้สินแล้ว
หลังจากแยกมูลค่าองค์ประกอบหนี้สินแล้ว กิจการต้องบันทึกดอกเบี้ยจ่ายตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (effective interest rate) ซึ่งคำนวณจากอัตราคิดลดที่ใช้ตอนแยกมูลค่า
ไม่ใช่ตามอัตราดอกเบี้ยที่ระบุหน้าตั๋ว (coupon rate) เพียงอย่างเดียว
เพราะมูลค่าองค์ประกอบหนี้สินที่บันทึกไว้ตอนแรกต่ำกว่ามูลค่าไถ่ถอนเมื่อครบกำหนด ส่วนต่างนี้จะทยอยรับรู้เป็นดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มเติมตลอดอายุหุ้นกู้ ทำให้ยอดหนี้สินในบัญชีค่อยๆ
เพิ่มขึ้นจนเท่ากับมูลค่าไถ่ถอนเมื่อครบกำหนดอายุ
หากผู้ถือหุ้นกู้ไม่ใช้สิทธิแปลงสภาพ
เมื่อผู้ถือใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ต้องบันทึกอย่างไร
เมื่อผู้ถือหุ้นกู้ใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญตามเงื่อนไขที่กำหนด กิจการต้องตัดยอดหนี้สินคงเหลือของหุ้นกู้ส่วนที่แปลงสภาพออกจากบัญชี
พร้อมกับโอนมูลค่าองค์ประกอบทุนที่เคยบันทึกไว้ในส่วนของผู้ถือหุ้นไปรวมกับทุนจดทะเบียนและส่วนเกินมูลค่าหุ้นตามจำนวนหุ้นสามัญที่ออกใหม่
โดยทั่วไปการแปลงสภาพจะไม่รับรู้กำไรขาดทุนในงบกำไรขาดทุน
เพราะถือเป็นการเปลี่ยนสถานะจากเจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้นภายในกิจการเดียวกัน อย่างไรก็ตามรายละเอียดการบันทึกอาจแตกต่างกันตามเงื่อนไขเฉพาะของหุ้นกู้แต่ละรุ่น
จึงควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบก่อนปิดงบการเงินทุกครั้ง
ผลกระทบทางภาษีของหุ้นกู้แปลงสภาพ
ดอกเบี้ยจ่ายจากหุ้นกู้แปลงสภาพที่คำนวณตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของกิจการผู้ออกได้ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป
แต่เนื่องจากตัวเลขดอกเบี้ยจ่ายทางบัญชีกับดอกเบี้ยที่จ่ายจริงตามหน้าตั๋วอาจแตกต่างกันในแต่ละปี
กิจการควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าการรับรู้ค่าใช้จ่ายทางภาษีต้องปรับปรุงจากกำไรทางบัญชีอย่างไรในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล
นอกจากนี้เมื่อกิจการจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือหุ้นกู้ที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล อาจมีหน้าที่หักภาษี
ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากรก่อนจ่ายดอกเบี้ยทุกงวด เพราะอัตราอาจแตกต่างกันตามประเภทผู้รับดอกเบี้ย
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
สมมติบริษัทแห่งหนึ่งออกหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่ารวม 10,000,000 บาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วร้อยละ 2 ต่อปี ผู้ถือมีสิทธิแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ตลอดอายุตราสาร
ทีมการเงินคำนวณมูลค่าปัจจุบันขององค์ประกอบหนี้สินโดยใช้อัตราคิดลดของหุ้นกู้ทั่วไปที่ไม่มีสิทธิแปลงสภาพ (สมมติร้อยละ 6 ต่อปีตามความเสี่ยงของบริษัท)
ได้มูลค่าองค์ประกอบหนี้สินประมาณ 9,000,000 บาท ส่วนต่างอีก 1,000,000
บาทจึงบันทึกเป็นองค์ประกอบทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น ตลอดอายุ 3 ปี บริษัทจะทยอยรับรู้ดอกเบี้ยจ่ายตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยตามหน้าตั๋วที่จ่ายจริง
จนกระทั่งมูลค่าหนี้สินในบัญชีเพิ่มขึ้นเท่ากับ 10,000,000
บาทเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน หากผู้ถือไม่ใช้สิทธิแปลงสภาพก่อนนั้น ตัวเลขที่แน่นอนควรให้ผู้สอบบัญชีคำนวณตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดอีกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- บันทึกหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหนี้สินทั้งจำนวนโดยไม่แยกองค์ประกอบทุนออกมา ทำให้งบการเงินไม่สะท้อนโครงสร้างเงินทุนที่แท้จริง
- ใช้อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วในการรับรู้ดอกเบี้ยจ่าย แทนที่จะใช้วิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามมาตรฐานบัญชี ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายในงบการเงินต่ำกว่าความเป็นจริง
- ไม่ปรับปรุงรายการเมื่อผู้ถือใช้สิทธิแปลงสภาพ ทำให้ยอดหนี้สินและทุนคงค้างผิดพลาดในงบการเงินงวดถัดไป
- ไม่ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเรื่องการปรับปรุงดอกเบี้ยจ่ายทางบัญชีกับทางภาษี ทำให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีผิดพลาด
- ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือหุ้นกู้ตามอัตราที่ถูกต้อง ทำให้เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
ก่อนออกหุ้นกู้แปลงสภาพ ผู้ประกอบการควรปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินและผู้สอบบัญชีตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบเงื่อนไขตราสาร
เพื่อกำหนดอัตราคิดลดและวิธีแยกมูลค่าองค์ประกอบหนี้สินกับองค์ประกอบทุนให้ถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน
จัดทำตารางคำนวณดอกเบี้ยจ่ายตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไว้ล่วงหน้าตลอดอายุตราสาร และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเรื่องการหักภาษี ณ
ที่จ่ายและการปรับปรุงค่าใช้จ่ายทางภาษีให้ถูกต้องทุกรอบการจ่ายดอกเบี้ย
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตอนปิดงบการเงินหรือถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ตารางนำบทความไปใช้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจ | ผลที่ต้องบันทึก |
|---|---|---|
| หุ้นกู้แปลงสภาพคืออะไร ทำไมบัญชีถึงซับซ้อนกว่าหุ้นกู้ทั่วไป | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| ขั้นตอนแยกมูลค่าส่วนหนี้สินและส่วนทุน | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
| การบันทึกดอกเบี้ยจ่ายหลังแยกส่วนหนี้สินแล้ว | ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง | สถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หุ้นกู้แปลงสภาพต่างจากหุ้นกู้ทั่วไปอย่างไรทางบัญชี
หุ้นกู้แปลงสภาพต้องแยกมูลค่าที่ระดมทุนมาเป็นสองส่วนคือองค์ประกอบหนี้สินและองค์ประกอบทุน ขณะที่หุ้นกู้ทั่วไปบันทึกเป็นหนี้สินทั้งจำนวน
วิธีคำนวณมูลค่าองค์ประกอบทุนของหุ้นกู้แปลงสภาพทำอย่างไร
ใช้วิธีมูลค่าคงเหลือ โดยคำนวณมูลค่าปัจจุบันขององค์ประกอบหนี้สินก่อนด้วยอัตราคิดลดของหุ้นกู้ทั่วไป ส่วนต่างที่เหลือจากเงินที่ได้รับจะเป็นมูลค่าองค์ประกอบทุน
ดอกเบี้ยจ่ายของหุ้นกู้แปลงสภาพคำนวณอย่างไร
คำนวณตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ซึ่งอาจสูงกว่าดอกเบี้ยตามหน้าตั๋วที่จ่ายจริง เพราะต้องสะท้อนส่วนต่างระหว่างมูลค่าองค์ประกอบหนี้สินกับมูลค่าไถ่ถอน
เมื่อผู้ถือใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้น ต้องรับรู้กำไรขาดทุนหรือไม่
โดยทั่วไปไม่รับรู้กำไรขาดทุน เพราะถือเป็นการเปลี่ยนสถานะจากเจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้น แต่รายละเอียดควรให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบตามเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละรุ่น
ดอกเบี้ยหุ้นกู้แปลงสภาพหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม
ได้ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป แต่ตัวเลขทางบัญชีกับทางภาษีอาจต่างกัน ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีว่าต้องปรับปรุงอย่างไรในแบบแสดงรายการภาษี
จ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้แปลงสภาพต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
โดยทั่วไปมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจต่างกันตามประเภทผู้รับดอกเบี้ย ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากร
บริษัท SME ควรออกหุ้นกู้แปลงสภาพเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน
ควรปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินและผู้สอบบัญชีตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบเงื่อนไข เพราะการคำนวณแยกมูลค่าและบันทึกบัญชีมีความซับซ้อนและกระทบงบการเงินระยะยาว
สำหรับ SME ที่ต้องการจัดระบบบัญชีและภาษีให้รัดกุมมากขึ้นโดยไม่ต้องศึกษาทุกรายละเอียดด้วยตัวเอง ลองพิจารณาภาพรวมบริการที่ปรึกษาบัญชีและภาษีของ A Plus Me เพื่อประกอบการตัดสินใจ