สถาบันสอนเขียนโค้ดและ STEM สำหรับเด็กเป็นธุรกิจการศึกษาเฉพาะทางที่กำลังเติบโต ผู้ประกอบการต้องเลือกรูปแบบจดทะเบียนให้เหมาะสม

ระหว่างจดเป็นโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายการศึกษาเอกชนซึ่งอาจได้รับสิทธิยกเว้นภาษีบางประการ

หรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทั่วไปที่ให้บริการฝึกอบรม ซึ่งมีภาระภาษีต่างกัน บทความนี้อธิบายความแตกต่างและวิธีคิด VAT หัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มธุรกิจ

ธุรกิจสถาบันสอนเขียนโค้ด หุ่นยนต์ และ STEM สำหรับเด็กเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุคที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับทักษะด้านเทคโนโลยี

ผู้ประกอบการที่ต้องการเปิดสถาบันลักษณะนี้มีทางเลือกหลักสองแบบในการจดทะเบียน

คือจดทะเบียนเป็นโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทั่วไปที่ให้บริการฝึกอบรมโดยไม่ผ่านการรับรองเป็นสถานศึกษา

ทั้งสองรูปแบบมีข้อดีข้อเสียและภาระภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนตัดสินใจเลือกรูปแบบธุรกิจ

สารบัญบทความ
  1. ทางเลือกที่ 1 จดทะเบียนเป็นโรงเรียนนอกระบบ
  2. ทางเลือกที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทั่วไป (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน)
  3. ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการสอนเขียนโค้ดและ STEM
  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าตอบแทนผู้สอน
  5. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. ตารางเปรียบเทียบการจดทะเบียนสองรูปแบบ
  8. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  9. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ทางเลือกที่ 1 จดทะเบียนเป็นโรงเรียนนอกระบบ

การจดทะเบียนเป็นโรงเรียนนอกระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนจะต้องยื่นขออนุญาตจัดตั้งกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

ซึ่งมีข้อกำหนดเรื่องหลักสูตร คุณสมบัติผู้สอน

และสถานที่ที่ต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนด

ข้อดีของการจดทะเบียนแบบนี้คือรายได้จากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนนอกระบบบางประเภทอาจได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม

เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับโรงเรียนนอกระบบมีรายละเอียดเฉพาะที่ต้องตรวจสอบกับกรมสรรพากรและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนโดยตรง

เนื่องจากอาจมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เป็นระยะและขึ้นอยู่กับลักษณะหลักสูตรที่แท้จริง

ทางเลือกที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทั่วไป (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน)

ผู้ประกอบการหลายรายเลือกจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนที่ให้บริการฝึกอบรมทั่วไป โดยไม่ผ่านการรับรองเป็นโรงเรียนนอกระบบ

เพราะขั้นตอนขออนุญาตง่ายกว่าและมีความยืดหยุ่นในการปรับหลักสูตรตามความต้องการตลาด

แต่รูปแบบนี้จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีแบบสถานศึกษา รายได้จากค่าเรียนจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราปกติสำหรับ SME (กำไรสุทธิ 0-300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วน

300,001-3,000,000 บาทเสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกินเสียในอัตรา 20%

โดยมีเงื่อนไขว่าทุนจดทะเบียนชำระแล้วต้องไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) และหากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

ควรตรวจสอบอัตราและเงื่อนไขที่ใช้บังคับปัจจุบันกับกรมสรรพากรก่อนวางแผนภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการสอนเขียนโค้ดและ STEM

บริการฝึกอบรมทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนนอกระบบถือเป็นการให้บริการตามประมวลรัษฎากร หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้ผู้ปกครองหรือหน่วยงานที่ชำระค่าเรียน

ในขณะที่หากจดทะเบียนเป็นโรงเรียนนอกระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายการศึกษาเอกชน การจัดการเรียนการสอนบางลักษณะอาจได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่รายได้เสริมอื่น เช่น

การขายชุดอุปกรณ์หุ่นยนต์ หนังสือเรียน

หรือการจัดค่ายภาคฤดูร้อนที่ไม่เข้าเงื่อนไขหลักสูตรที่ได้รับอนุญาต อาจยังต้องเสีย VAT ตามปกติ ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรว่ารายได้แต่ละประเภทของสถาบันเข้าข่ายยกเว้นหรือไม่

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าตอบแทนผู้สอน

สถาบันสอนเขียนโค้ดและ STEM มักจ้างผู้สอนทั้งแบบพนักงานประจำและแบบฟรีแลนซ์รายชั่วโมง สำหรับผู้สอนที่เป็นพนักงานประจำต้องหักภาษี ณ

ที่จ่ายแบบเงินเดือนตามอัตราก้าวหน้าและนำส่งประกันสังคม

ส่วนผู้สอนแบบฟรีแลนซ์หรือรับจ้างเป็นครั้งคราวที่ไม่ได้เป็นพนักงาน สถาบันต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดสำหรับค่าจ้างทำของหรือบริการ

ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ

ที่จ่ายให้ผู้สอนทุกครั้งที่จ่ายเงิน เพื่อให้ผู้สอนนำไปใช้ยื่นภาษีเงินได้ประจำปีของตนเองได้ถูกต้อง

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

สมมติผู้ประกอบการเปิดสถาบันสอนเขียนโค้ดสำหรับเด็กในรูปแบบบริษัทจำกัดทั่วไป โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนนอกระบบ มีรายได้ค่าเรียนรวมทั้งปี 2,500,000 บาท

และมีรายได้เสริมจากการขายชุดอุปกรณ์หุ่นยนต์อีก 400,000 บาท รวมรายได้ทั้งปี 2,900,000

บาท เนื่องจากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี บริษัทต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้ผู้ปกครองทุกครั้งที่ชำระค่าเรียนหรือซื้ออุปกรณ์ ในด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล

กำไรสุทธิของบริษัทหากอยู่ในเกณฑ์ SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5

ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไร 300,000 บาทแรก ส่วนที่เกินจะเสียภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

โดยควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีตรวจสอบยอดกำไรสุทธิและอัตราที่ใช้บังคับจริงก่อนยื่นแบบภาษีประจำปี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เข้าใจผิดว่าธุรกิจสอนเด็กทุกประเภทได้รับยกเว้นภาษีเหมือนโรงเรียน — สิทธิยกเว้นภาษีใช้เฉพาะสถานศึกษาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายการศึกษาเอกชนเท่านั้น ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่สอนเด็ก
  • ไม่แยกรายได้ค่าเรียนกับรายได้ขายอุปกรณ์หรือชุดหุ่นยนต์ — ทำให้ประเมินภาระภาษีของแต่ละส่วนผิดพลาด โดยเฉพาะกรณีที่เป็นโรงเรียนนอกระบบซึ่งรายได้บางประเภทอาจได้รับยกเว้นแต่บางประเภทไม่ได้รับ
  • ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายค่าตอบแทนผู้สอนฟรีแลนซ์ — ทำให้สถาบันขาดการนำส่งภาษีที่ถูกต้องและอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
  • ไม่ตรวจสอบเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อรายได้เติบโตเกิน 1.8 ล้านบาท — พบบ่อยในสถาบันที่เริ่มต้นเล็กแล้วขยายสาขาอย่างรวดเร็ว
  • ไม่มีสัญญาจ้างที่ชัดเจนกับผู้สอนฟรีแลนซ์ — ทำให้ยากต่อการพิสูจน์สถานะเมื่อถูกตรวจสอบภาษีหรือประกันสังคม

ตารางเปรียบเทียบการจดทะเบียนสองรูปแบบ

รายการโรงเรียนนอกระบบบริษัท/นิติบุคคลทั่วไป
หน่วยงานกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
สิทธิยกเว้นภาษีอาจได้รับยกเว้นบางส่วนตามเงื่อนไข ต้องตรวจสอบกับกรมสรรพากรเสียภาษีตามอัตราปกติสำหรับ SME
ความยืดหยุ่นหลักสูตรต้องผ่านการอนุมัติหลักสูตรและมาตรฐานปรับหลักสูตรได้ยืดหยุ่นตามตลาด
ขั้นตอนขออนุญาตซับซ้อนกว่า ใช้เวลานานกว่าจดทะเบียนบริษัทตามขั้นตอนทั่วไป

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ผู้ประกอบการที่ต้องการเปิดสถาบันสอนเขียนโค้ดและ STEM สำหรับเด็กควรเริ่มต้นด้วยการตัดสินใจเลือกรูปแบบจดทะเบียนที่เหมาะกับขนาดและแผนธุรกิจในระยะยาว

หากต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบสถานศึกษาควรศึกษาเงื่อนไขการจดทะเบียนโรงเรียนนอกระบบกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนโดยละเอียด หากเลือกจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทั่วไป

ควรวางระบบแยกรายได้ค่าเรียนและรายได้เสริมให้ชัดเจน

ตรวจสอบเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างสม่ำเสมอ และหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าตอบแทนผู้สอนให้ถูกต้องตามสถานะจริง

การปรึกษาสำนักงานบัญชีตั้งแต่เริ่มวางแผนธุรกิจจะช่วยลดความเสี่ยงและวางโครงสร้างภาษีให้เหมาะสมกับธุรกิจการศึกษาเฉพาะทางนี้

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สถาบันสอนเขียนโค้ดสำหรับเด็กควรจดทะเบียนแบบใด

ขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจ หากต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบสถานศึกษาควรจดเป็นโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายการศึกษาเอกชน หากต้องการความยืดหยุ่นควรจดเป็นนิติบุคคลทั่วไป

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

โรงเรียนนอกระบบได้รับยกเว้นภาษีทั้งหมดหรือไม่

ไม่ใช่ทั้งหมด สิทธิยกเว้นภาษีขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและลักษณะรายได้ บางรายการ เช่น การขายอุปกรณ์หรือกิจกรรมเสริมที่ไม่เข้าเงื่อนไขหลักสูตร อาจยังต้องเสียภาษีตามปกติ

ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากร

บริษัทสอนโค้ดดิ้งทั่วไปต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้ของกิจการเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบันเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี) ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้ผู้ปกครองทุกครั้งที่ชำระค่าเรียน

ค่าตอบแทนผู้สอนฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

ต้องหัก เพราะถือเป็นค่าจ้างทำของหรือบริการ ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้สอนทุกครั้งที่จ่ายเงิน

กำไรของบริษัทสอนโค้ดดิ้งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร

หากเข้าเกณฑ์ SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) กำไร 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วน 300,001-3,000,000 บาทเสียภาษี 15%

และส่วนที่เกินเสีย 20% ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

รายได้จากการขายชุดอุปกรณ์หุ่นยนต์ต้องแยกบันทึกจากค่าเรียนหรือไม่

ควรแยก เพราะมีผลต่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มและการพิจารณาสิทธิยกเว้นภาษี โดยเฉพาะกรณีที่เป็นโรงเรียนนอกระบบซึ่งรายได้บางประเภทได้รับยกเว้นแต่บางประเภทไม่ได้รับ

ควรปรึกษาใครก่อนเปิดสถาบันสอนโค้ดดิ้งสำหรับเด็ก

ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่มีประสบการณ์กับธุรกิจการศึกษา เพื่อเลือกรูปแบบจดทะเบียนและวางระบบภาษีให้เหมาะสมกับแผนธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น

เมื่อกิจการเริ่มมีรายการบัญชีและภาษีที่ซับซ้อนขึ้นตามลักษณะธุรกิจ การวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะช่วยลดปัญหาในระยะยาว A Plus Me มีบริการดูแลบัญชี ภาษี และระบบการเงินครบวงจร

ที่ช่วยรองรับความต้องการนี้ได้