ผังบัญชี (Chart of Accounts) คือกระดูกสันหลังของระบบบัญชีทุกธุรกิจ — หากออกแบบดีตั้งแต่ต้น จะทำให้จัดทำงบการเงินและยื่นภาษีได้ถูกต้องโดยไม่ต้องปรับแก้ย้อนหลัง

สารบัญบทความ
  1. ผังบัญชีคืออะไร และทำไม SME ต้องให้ความสำคัญ
  2. โครงสร้างมาตรฐาน 5 หมวดบัญชีสำหรับ SME ไทย
  3. ตัวอย่างผังบัญชีพร้อมรหัสสำหรับ SME ทั่วไป
  4. บัญชีที่ต้องตั้งแยกเพื่อรองรับภาษีสรรพากร
  5. หลักการออกแบบผังบัญชีที่ดีสำหรับ SME
  6. ความเชื่อมโยงระหว่างผังบัญชีกับการวางแผนภาษี
  7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง
  8. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
  9. ตารางนำบทความไปใช้

ผังบัญชีคืออะไร และทำไม SME ต้องให้ความสำคัญ

ผังบัญชี (Chart of Accounts หรือ CoA) คือรายการบัญชีทุกประเภทที่ธุรกิจใช้บันทึกรายการทางการเงิน โดยแต่ละบัญชีจะมี รหัสบัญชี (Account Code) และ ชื่อบัญชี กำกับไว้

ผังบัญชีที่ดีทำหน้าที่เป็น "แผนที่" ให้นักบัญชีบันทึกข้อมูลได้ถูกหมวด

ทีมบริหารอ่านรายงานได้เข้าใจ และสรรพากรตรวจสอบได้ง่าย

สำหรับ SME ไทย ผังบัญชีที่ออกแบบมาอย่างรอบคอบจะช่วยให้ธุรกิจ:

  • จัดทำ งบการเงิน (งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน) ได้ถูกต้องตามมาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ซึ่งกิจการขนาดเล็กส่วนใหญ่ในไทยใช้เป็นกรอบอ้างอิง
  • สนับสนุนการคำนวณ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเสียเวลาจัดหมวดรายการใหม่ปลายปี
  • รองรับการยื่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รายเดือน และการจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายได้ง่าย
  • ป้อนข้อมูลให้ระบบ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.) ได้ตรงกับประเภทรายได้ที่ถูกหัก
  • ส่งงบการเงินต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ได้ทันกำหนด

ปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจ SME คือการสร้างผังบัญชีแบบ "ทำไปเรื่อยๆ" เพิ่มบัญชีใหม่เมื่อมีรายการที่ไม่รู้จะลงตรงไหน จนท้ายปีผังบัญชีมีบัญชีซ้ำซ้อน ชื่อไม่สอดคล้องกัน

และยากต่อการออกรายงาน

การวางโครงสร้างให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงประหยัดเวลาและต้นทุนในระยะยาว

โครงสร้างมาตรฐาน 5 หมวดบัญชีสำหรับ SME ไทย

ผังบัญชีของธุรกิจทุกประเภทสามารถจัดได้เป็น 5 หมวดหลักตามสมการบัญชี (Accounting Equation) ดังนี้

  • หมวด 1 — สินทรัพย์ (Assets): ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่กิจการมีอยู่หรือควบคุม เช่น เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ที่ดินอาคารอุปกรณ์
  • หมวด 2 — หนี้สิน (Liabilities): ภาระผูกพันที่กิจการต้องชำระในอนาคต เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ยืม ภาษีค้างจ่าย
  • หมวด 3 — ส่วนของเจ้าของ (Equity): ส่วนที่เหลือหลังหักหนี้สินออกจากสินทรัพย์ ได้แก่ ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม
  • หมวด 4 — รายได้ (Revenue / Income): รายรับจากกิจกรรมหลักและกิจกรรมอื่นๆ เช่น รายได้จากการขาย รายได้ค่าบริการ ดอกเบี้ยรับ
  • หมวด 5 — ค่าใช้จ่าย (Expenses): ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างรายได้ เช่น ต้นทุนสินค้า เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา

โครงสร้าง 5 หมวดนี้สอดคล้องกับรูปแบบงบการเงินตาม TFRS for NPAEs และเป็นโครงสร้างที่ผู้ตรวจสอบบัญชีและเจ้าหน้าที่สรรพากรคุ้นเคย การออกนอกกรอบนี้โดยไม่จำเป็นมักทำให้เกิดความสับสน

ตัวอย่างผังบัญชีพร้อมรหัสสำหรับ SME ทั่วไป

รหัสบัญชีที่นิยมใช้ใน SME ไทยจะกำหนดหลักแรกตรงกับหมวด (1–5) และหลักถัดไปแสดงประเภทย่อย ตัวอย่างด้านล่างใช้ระบบ 4 หลัก ซึ่งเพียงพอสำหรับกิจการขนาดเล็กถึงกลาง

หมวด 1 สินทรัพย์

  • 1100 — เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (เงินสดในมือ บัญชีธนาคารออมทรัพย์/กระแสรายวัน)
  • 1200 — ลูกหนี้การค้า (รายได้ที่ขายแล้วแต่ยังไม่รับเงิน — สำคัญสำหรับกิจการที่ให้เครดิต)
  • 1210 — ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (บัญชีปรับมูลค่าลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงไม่ได้รับชำระ)
  • 1300 — สินค้าคงเหลือ (สินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบ งานระหว่างทำ)
  • 1400 — สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น (ภาษีซื้อรอขอคืน VAT ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า)
  • 1500 — ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ — มูลค่าต้นทุน
  • 1510 — ค่าเสื่อมราคาสะสม (บัญชีปรับมูลค่าสินทรัพย์ถาวร)
  • 1600 — สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า)

หมวด 2 หนี้สิน

  • 2100 — เจ้าหนี้การค้า (ซื้อสินค้า/บริการมาแล้วแต่ยังไม่จ่ายเงิน)
  • 2200 — ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย (VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้วรอนำส่งสรรพากร)
  • 2210 — ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง (เงินที่หักไว้จากผู้รับและต้องนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด. ภายในกำหนด)
  • 2220 — ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย
  • 2300 — เงินกู้ยืมระยะสั้น (วงเงิน OD สินเชื่อหมุนเวียน)
  • 2400 — เงินกู้ยืมระยะยาว (ส่วนที่ครบกำหนดชำระเกิน 12 เดือน)
  • 2500 — เงินประกันสังคมค้างนำส่ง
  • 2600 — หนี้สินหมุนเวียนอื่น (รายได้รับล่วงหน้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย)

หมวด 3 ส่วนของเจ้าของ

  • 3100 — ทุนจดทะเบียน (ทุนที่ชำระแล้ว ตามหนังสือบริคณห์สนธิ)
  • 3200 — กำไรสะสม (กำไรสุทธิสะสมของกิจการ)
  • 3300 — กำไร (ขาดทุน) สุทธิประจำปี (โอนจากงบกำไรขาดทุนสิ้นงวด)

หมวด 4 รายได้

  • 4100 — รายได้จากการขายสินค้า
  • 4200 — รายได้จากการให้บริการ
  • 4300 — รายได้อื่น (ดอกเบี้ยรับ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้ที่ไม่ได้มาจากการดำเนินงานหลัก)
  • 4400 — ส่วนลดรับ (ส่วนลดที่ได้รับจากเจ้าหนี้)

หมวด 5 ค่าใช้จ่าย

  • 5100 — ต้นทุนสินค้าขาย / ต้นทุนบริการ (Cost of Goods Sold / Cost of Service)
  • 5200 — เงินเดือนและค่าแรง
  • 5210 — ประกันสังคม — ส่วนนายจ้าง
  • 5300 — ค่าเช่า
  • 5400 — ค่าสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า น้ำประปา อินเทอร์เน็ต)
  • 5500 — ค่าโฆษณาและการตลาด
  • 5600 — ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
  • 5700 — ดอกเบี้ยจ่าย
  • 5800 — ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (ค่าธรรมเนียม ค่าที่ปรึกษา ค่าอบรม)
  • 5900 — ภาษีเงินได้นิติบุคคล (บันทึกแยกต่างหากจากค่าใช้จ่ายอื่น)

ตัวอย่างนี้ใช้ระบบ 4 หลัก กิจการที่มีรายการซับซ้อนกว่าอาจขยายเป็น 5–6 หลักได้ เช่น 5200-01 สำหรับเงินเดือนฝ่ายขาย และ 5200-02 สำหรับเงินเดือนฝ่ายผลิต

ทั้งนี้ควรออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการรายงานจริงของธุรกิจ

ไม่ใช่เพิ่มบัญชีโดยไม่มีเหตุผล

บัญชีที่ต้องตั้งแยกเพื่อรองรับภาษีสรรพากร

สำหรับ SME ไทยที่มีหน้าที่ด้านภาษี ผังบัญชีควรมีบัญชีเฉพาะเพื่อรองรับการกระทบยอดกับแบบภาษีดังต่อไปนี้

บัญชีที่เกี่ยวกับ VAT

กิจการที่จดทะเบียน VAT (ซึ่งมีเกณฑ์รายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี จะต้องยื่นขอจดทะเบียนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด) ต้องแยกบัญชีดังนี้:

  • ภาษีซื้อ (Input VAT) — 1401: VAT ที่จ่ายเมื่อซื้อสินค้า/บริการ นำมาหักกลบกับภาษีขาย
  • ภาษีขาย (Output VAT) — 2201: VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้า ต้องนำส่งสรรพากรทุกเดือนด้วยแบบ ภ.พ.30
  • VAT ค้างชำระสุทธิ — 2202: ผลต่างระหว่างภาษีขายและภาษีซื้อ (หากภาษีขาย > ภาษีซื้อ คือยอดที่ต้องนำส่ง)

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มปัจจุบันอยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) ทั้งนี้อัตรา 7% เป็นอัตราลดหย่อนที่ต่ออายุโดยพระราชกฤษฎีกา ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร (ข้อมูล

ณ ปี 2569)

บัญชีที่เกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อกิจการจ่ายค่าบริการ ค่าเช่า หรือค่าสิทธิ์ให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคล กิจการมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax / WHT) แล้วนำส่งสรรพากรตามแบบ ภ.ง.ด.ที่เกี่ยวข้อง

ผังบัญชีควรแยก:

  • ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง — 2210: บันทึกเงินที่หักไว้แต่ยังไม่ได้นำส่ง
  • ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย — 1402: บันทึกภาษีที่ถูกลูกค้าหักจากเงินที่กิจการควรได้รับ (ใช้ขอเครดิตหรือขอคืนเมื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.50)

บัญชีภาษีเงินได้นิติบุคคล

SME ที่เป็นนิติบุคคลและมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และ รายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี

จะได้รับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันได ได้แก่ กำไรสุทธิ 0–300,000 บาท ได้รับยกเว้น (0%), ส่วน

300,001–3,000,000 บาท เสียภาษีในอัตรา 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียในอัตรา 20% ควรตั้งบัญชี ภาษีเงินได้นิติบุคคล — 5900 ในหมวดค่าใช้จ่ายแยกออกมา

เพื่อให้คำนวณกำไรสุทธิก่อนและหลังภาษีได้ชัดเจน (ข้อมูล ณ ปี 2569)

หลักการออกแบบผังบัญชีที่ดีสำหรับ SME

นอกจากโครงสร้าง 5 หมวดและรหัสตัวอย่างข้างต้น ยังมีหลักการสำคัญที่ควรคำนึงถึงเมื่อออกแบบหรือทบทวนผังบัญชี

  • ความสม่ำเสมอ (Consistency): ใช้ชื่อและรหัสบัญชีเดิมทุกปี ไม่เปลี่ยนโดยไม่จำเป็น เพราะจะทำให้เปรียบเทียบงบการเงินข้ามปีได้ยาก
  • ความเพียงพอแต่ไม่ซับซ้อนเกินจำเป็น: บัญชีมากเกินไปทำให้บันทึกช้าและเกิดความผิดพลาดบ่อย ควรแยกบัญชีเฉพาะเมื่อมีความต้องการรายงานหรือภาษีที่ชัดเจน
  • รองรับรายงานที่จำเป็น: ก่อนกำหนดรหัสบัญชี ให้ถามก่อนว่ารายงานใดที่ธุรกิจต้องการ เช่น รายงานต้นทุนแยกตามสายผลิตภัณฑ์ หรือรายงานค่าใช้จ่ายแยกตามแผนก
  • มีหมวดย่อยสำหรับรายการที่ต้องรายงานแยก: เช่น แยกรายได้จากการขายสินค้าในประเทศ และรายได้จากการส่งออก เพราะสถานะ VAT อาจต่างกัน (อัตรา 0% สำหรับการส่งออก)
  • เตรียมพร้อมสำหรับการขยายตัว: เว้นช่องว่างในรหัสบัญชี เช่น ถ้าใช้ 1100, 1200, 1300 อยู่ ให้เว้น 1150 และ 1250 ไว้เผื่อเพิ่มในอนาคต
  • หารือกับสำนักงานบัญชี: ผังบัญชีที่ดีควรออกแบบร่วมกับผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับซอฟต์แวร์บัญชีที่ใช้และรูปแบบรายงานที่กรมสรรพากรหรือ DBD ต้องการ

หากคุณกำลังมองหาสำนักงานบัญชีที่จะช่วยวางระบบผังบัญชีและดูแลงานบัญชีรายเดือนให้ครบถ้วน บริการรับทำบัญชีรายเดือน ของเราพร้อมช่วยให้ SME ของคุณเริ่มต้นได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก

ความเชื่อมโยงระหว่างผังบัญชีกับการวางแผนภาษี

ผังบัญชีที่ออกแบบดีไม่ได้มีประโยชน์แค่เพื่อบันทึกรายการ — มันยังเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ทรงพลัง เมื่อแยกบัญชีอย่างละเอียด เจ้าของธุรกิจสามารถ:

  • ระบุค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักออกจากกำไรสุทธิเพื่อลดภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย
  • ติดตามรายจ่ายที่กฎหมายไม่ยอมรับ (รายจ่ายต้องห้าม) และปรับพฤติกรรมธุรกิจตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่รอให้นักบัญชีบอกตอนปลายปี
  • คาดการณ์ภาษีกลางปีเพื่อวางแผนสภาพคล่อง (SME ที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ประมาณการกำไรกลางปีและชำระภาษีครึ่งปีด้วย)
  • แยกรายได้ที่ได้รับการยกเว้นหรืออัตราพิเศษออกจากรายได้ปกติ เพื่อไม่ให้นำมาคำนวณรวมผิดหมวด

การวางแผนภาษีที่ดีเริ่มต้นจากระบบบัญชีที่ดี หากคุณต้องการประเมินภาษีที่ธุรกิจต้องเสียและหาวิธีบริหารภาระภาษีอย่างถูกต้อง บริการวางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษี ของเราพร้อมช่วยคุณได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีหลีกเลี่ยง

จากประสบการณ์ในการวางระบบบัญชีให้ธุรกิจ SME ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่

  • ไม่แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีธุรกิจ: การโอนเงินส่วนตัวเข้าออกบัญชีบริษัทโดยไม่บันทึกอย่างถูกต้อง ทำให้งบการเงินบิดเบือนและอาจถูกสรรพากรตั้งคำถาม
  • รวมต้นทุนสินค้าเข้ากับค่าใช้จ่ายในการขาย: ส่งผลให้ไม่สามารถคำนวณอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ได้ และไม่ทราบว่าธุรกิจขาดทุนในระดับต้นทุนหรือไม่
  • ตั้งบัญชี "ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด" ขนาดใหญ่: หากบัญชีเบ็ดเตล็ดมียอดสูง นักบัญชีและสรรพากรจะตั้งคำถาม ควรแยกหมวดย่อยให้ชัดเจน
  • ไม่มีบัญชีแยกสำหรับ VAT: ทำให้กระทบยอดภาษีซื้อ-ขายกับแบบ ภ.พ.30 ลำบาก และอาจเสียสิทธิ์ขอคืนภาษีซื้อส่วนเกิน
  • ลืมตั้งบัญชีภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง: ทำให้ยอดหนี้สินในงบฐานะการเงินขาดหายไปและอาจเกิดปัญหาตอนกระทบยอดกับแบบ ภ.ง.ด.
  • ใช้ชื่อบัญชีที่แตกต่างกันในแต่ละปี: ทำให้เปรียบเทียบงบการเงินข้ามปีไม่ได้ และนักบัญชีใหม่สับสน

การตรวจสอบและปรับปรุงผังบัญชีควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง ก่อนเริ่มรอบบัญชีใหม่ หรือเมื่อธุรกิจมีกิจกรรมใหม่ที่ยังไม่มีบัญชีรองรับ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ตารางนำบทความไปใช้

ประเด็นสิ่งที่ต้องตรวจผลที่ต้องบันทึก
ผังบัญชีคืออะไร และทำไม SME ต้องให้ความสำคัญตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
โครงสร้างมาตรฐาน 5 หมวดบัญชีสำหรับ SME ไทยตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน
ตัวอย่างผังบัญชีพร้อมรหัสสำหรับ SME ทั่วไปตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องสถานะ ผู้รับผิดชอบ และวันทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ผังบัญชีต้องมีกี่บัญชีถึงจะพอสำหรับ SME?

ไม่มีจำนวนที่กำหนดตายตัว แต่สำหรับ SME ทั่วไปที่มีรายการไม่ซับซ้อน ผังบัญชีประมาณ 40–80 รายการมักเพียงพอ สิ่งสำคัญคือให้ครอบคลุมทุกรายการที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ

และมีบัญชีแยกสำหรับรายการที่สรรพากรต้องการเห็นแยก เช่น ภาษีซื้อ ภาษีขาย

และภาษีหัก ณ ที่จ่าย การเพิ่มบัญชีได้ทีหลังเสมอ แต่การลดบัญชีที่มีรายการอยู่แล้วทำได้ยากกว่า

SME ต้องใช้มาตรฐานบัญชีอะไร และผังบัญชีต้องสอดคล้องกับมาตรฐานไหน?

บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะโดยทั่วไปจะจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ซึ่งออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC)

ผังบัญชีของคุณควรออกแบบให้รายการในแต่ละบัญชีสามารถสรุปรวมเป็นหัวข้อที่กำหนดในงบการเงินตาม TFRS for NPAEs ได้โดยตรง หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือผู้ตรวจสอบบัญชีที่รับรอง

ต้องยื่นผังบัญชีให้สรรพากรหรือ DBD หรือเปล่า?

ไม่มีข้อกำหนดให้ยื่น 'ผังบัญชี' โดยตรงกับสรรพากรหรือ DBD แต่กิจการมีหน้าที่จัดทำและเก็บรักษาสมุดบัญชีและเอกสารประกอบที่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลรัษฎากรและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ผังบัญชีเป็นพื้นฐานของระบบบันทึกบัญชีที่จะถูกตรวจสอบเมื่อสรรพากรขอตรวจหรือเมื่อผู้ตรวจสอบบัญชีออกรายงาน ดังนั้นการมีผังบัญชีที่ถูกต้องและสม่ำเสมอจึงสำคัญมาก

สิ่งใดควรตรวจเพิ่มเติมก่อนใช้เรื่อง การตั้งผังบัญชี (Chart of Accounts) สำหรับ SME ไทย: หลักการ โครงสร้าง และตัวอย่างที่ใช้ได้จริง

ตรวจข้อเท็จจริง เอกสารต้นทาง วันที่มีผล และข้อกำหนดฉบับปัจจุบันที่เกี่ยวกับ การตั้งผังบัญชี (Chart of Accounts) สำหรับ SME ไทย: หลักการ โครงสร้าง และตัวอย่างที่ใช้ได้จริง

พร้อมระบุผู้รับผิดชอบก่อนตัดสินใจหรือยื่นข้อมูล