โค้ชธุรกิจและพี่เลี้ยงผู้ประกอบการอิสระที่รับค่าที่ปรึกษาจากบริษัทหรือเจ้าของธุรกิจ มีรายได้เข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) หรือ 40(8)

ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอาจถูกลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่รับค่าตอบแทน

หากรายได้เกินเกณฑ์ยังต้องพิจารณาจดทะเบียน VAT ด้วย การเข้าใจโครงสร้างภาษีตั้งแต่ต้นช่วยให้วางแผนรายได้และหลีกเลี่ยงปัญหาภาษีย้อนหลังได้

สารบัญบทความ
  1. ค่าที่ปรึกษาโค้ชธุรกิจจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
  2. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากลูกค้านิติบุคคล
  3. การจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกินเกณฑ์
  4. การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  5. ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. รายได้จากหลายช่องทาง: ที่ปรึกษาประจำ อบรมกลุ่ม และคอร์สออนไลน์
  8. การพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

ค่าที่ปรึกษาโค้ชธุรกิจจัดเป็นเงินได้ประเภทใด

โค้ชธุรกิจและพี่เลี้ยงผู้ประกอบการ (Business Mentor) ที่รับงานให้คำปรึกษาแบบเป็นโครงการหรือรายชั่วโมงให้ลูกค้าหลายราย มักมีรายได้เข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)

ในฐานะวิชาชีพอิสระหรือรับจ้างทำของ

แต่หากมีสัญญาที่ปรึกษาประจำเดือนกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งในลักษณะคล้ายพนักงานที่ต้องเข้าออฟฟิศตามเวลาที่กำหนด อาจเข้าข่ายมาตรา 40(1) หรือ 40(2) แทน

การจัดประเภทเงินได้ที่ถูกต้องมีผลต่อวิธีหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย

จึงควรตรวจสอบลักษณะงานจริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจนตั้งแต่เริ่มรับงาน

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากลูกค้านิติบุคคล

เมื่อโค้ชธุรกิจรับค่าที่ปรึกษาจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าตอบแทน และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)

ให้ทุกครั้ง อัตราหัก ณ

ที่จ่ายของค่าที่ปรึกษาธุรกิจขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและรูปแบบการให้บริการ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละกรณี

จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนตกลงค่าตอบแทน เพื่อให้คำนวณเงินสุทธิที่จะได้รับจริงถูกต้อง

เอกสารที่ควรขอจากลูกค้าทุกโครงการ

หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย สัญญาที่ปรึกษาที่ระบุขอบเขตงานและค่าตอบแทน และหลักฐานการโอนเงิน เพื่อเก็บรวบรวมไว้ใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีปลายปีและเป็นเครดิตภาษี

การจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกินเกณฑ์

เมื่อโค้ชธุรกิจมีรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องเรียกเก็บ VAT 7%

จากลูกค้าทุกงานหลังจากนั้น (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)

โค้ชที่รับงานอบรมกลุ่มใหญ่หรือมีสัญญาที่ปรึกษาระยะยาวกับหลายบริษัทควรประเมินรายได้สะสมทุกไตรมาส เพื่อวางแผนจดทะเบียนก่อนถึงเกณฑ์บังคับ

รายการลักษณะภาษีหมายเหตุ
ค่าที่ปรึกษารายโครงการ/รายชั่วโมงPIT + หัก ณ ที่จ่ายตรวจสอบอัตรากับผู้เชี่ยวชาญ
รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปีต้องจด VAT 7%ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
ค่าอบรมกลุ่ม/เวิร์กช็อปPIT + VAT (ถ้าจด)แยกบันทึกตามรายได้จริง

การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

โค้ชธุรกิจอิสระสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทนี้ หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่มีหลักฐาน เช่น ค่าเช่าสถานที่จัดอบรม ค่าจัดทำสื่อการสอน

ค่าเดินทางไปพบลูกค้า และค่าจ้างผู้ช่วยหากมี

ทั้งนี้อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรเนื่องจากอาจมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เป็นระยะ นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี

และอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กลางปีหากเงินได้เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น

สมมติโค้ชธุรกิจรับงานที่ปรึกษาให้บริษัทลูกค้ารายหนึ่งเป็นสัญญารายเดือน ค่าตอบแทนเดือนละ 60,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน รวม 360,000 บาท บริษัทลูกค้าซึ่งเป็นนิติบุคคลจะหักภาษี ณ

ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดทุกเดือนก่อนโอนเงิน และออกหนังสือรับรองให้

โค้ชต้องเก็บเอกสารทั้ง 6 ฉบับไว้เป็นหลักฐานเครดิตภาษี และหากมีลูกค้าหลายรายตลอดปีจนรายได้รวมใกล้ 1.8 ล้านบาท ควรเริ่มวางแผนจดทะเบียน VAT

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้าแต่ละสัญญา ทำให้ขาดหลักฐานเครดิตภาษีตอนยื่นปลายปี
  • ไม่แยกรายได้ค่าที่ปรึกษารายเดือนกับรายได้ค่าอบรมกลุ่มหรือค่าขายคอร์สออนไลน์ ทำให้คำนวณภาษีสับสน
  • ลืมประเมินรายได้สะสมทั้งปี ทำให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท
  • ทำสัญญาที่ปรึกษาไม่ชัดเจนเรื่องขอบเขตงานและระยะเวลา ทำให้ถูกตีความประเภทเงินได้ผิดจากที่ตั้งใจ
  • ไม่เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ทำให้ไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงเมื่อคุ้มค่ากว่าการหักเหมา

รายได้จากหลายช่องทาง: ที่ปรึกษาประจำ อบรมกลุ่ม และคอร์สออนไลน์

โค้ชธุรกิจยุคนี้มักมีรายได้จากหลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งค่าที่ปรึกษาประจำรายเดือน ค่าจัดอบรมเวิร์กช็อปกลุ่ม และรายได้จากการขายคอร์สออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ

แต่ละประเภทอาจมีลักษณะการรับรู้รายได้และภาระภาษีที่แตกต่างกัน

จึงควรแยกบันทึกรายได้แต่ละประเภทให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้การยื่นภาษีปลายปีถูกต้องครบถ้วนและวางแผนภาษีได้แม่นยำ

การพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

เมื่อโค้ชธุรกิจมีรายได้สูงขึ้นต่อเนื่องจนภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเริ่มสูง หลายคนพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อประโยชน์ทางภาษีในบางกรณี เช่น

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ที่มีกำไรไม่เกิน 300,000 บาทแรกอาจได้รับยกเว้น

และส่วนถัดไปเสียในอัตราที่แตกต่างจากภาษีบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตามการจดทะเบียนนิติบุคคลมีต้นทุนการทำบัญชีและการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเปรียบเทียบทั้งสองทางเลือกก่อนตัดสินใจ

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

โค้ชธุรกิจและพี่เลี้ยงผู้ประกอบการควรทำสัญญาที่ปรึกษาที่ระบุขอบเขตงาน ระยะเวลา และค่าตอบแทนให้ชัดเจนทุกโครงการ พร้อมเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้าทุกรายอย่างเป็นระบบ

หากรายได้เริ่มสูงขึ้นจนใกล้เกณฑ์ VAT

หรือมีความซับซ้อนเรื่องรายได้หลายประเภท ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนโครงสร้างรายได้ให้เหมาะสม

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่าที่ปรึกษาโค้ชธุรกิจจัดเป็นเงินได้ประเภทใด

โดยทั่วไปจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หากรับงานแบบโครงการจากลูกค้าหลายราย แต่หากมีลักษณะที่ปรึกษาประจำคล้ายพนักงานอาจเข้าข่ายมาตรา 40(1) หรือ 40(2)

ควรตรวจสอบลักษณะงานจริงกับผู้เชี่ยวชาญ

รับค่าที่ปรึกษาจากบริษัท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร

อัตราหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและรูปแบบการให้บริการ ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนตกลงค่าตอบแทนกับลูกค้า

โค้ชธุรกิจอิสระต้องจด VAT เมื่อไร

เมื่อรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ควรประเมินรายได้สะสมทุกไตรมาสเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลา

รายได้จากคอร์สออนไลน์ ต้องแยกจากค่าที่ปรึกษาไหม

ควรแยกบันทึกให้ชัดเจน เพราะรายได้จากคอร์สออนไลน์อาจมีลักษณะการรับรู้และภาระภาษีต่างจากค่าที่ปรึกษาตัวต่อตัว การแยกบันทึกช่วยให้ยื่นภาษีปลายปีถูกต้องครบถ้วน

หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือหักตามจริงดีกว่ากัน

ขึ้นอยู่กับต้นทุนจริงของแต่ละคน หากมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าเช่าสถานที่อบรมหรือค่าจัดทำสื่อการสอน การหักตามจริงอาจได้ประโยชน์มากกว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบ

รายได้สูงขึ้นมาก ควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไหม

เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจนภาระภาษีบุคคลธรรมดาสูง การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยวางแผนภาษีได้ดีขึ้นในบางกรณี แต่ต้องพิจารณาต้นทุนการทำบัญชีที่เพิ่มขึ้นด้วย

ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

ต้องยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง

โดยหลักต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปีสำหรับเงินได้ทั้งปี และอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กลางปีสำหรับเงินได้บางประเภทที่กฎหมายกำหนด

ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญว่าเงินได้ของตนเข้าเงื่อนไขหรือไม่

ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้