โค้ชธุรกิจและพี่เลี้ยงผู้ประกอบการอิสระที่รับค่าที่ปรึกษาจากบริษัทหรือเจ้าของธุรกิจ มีรายได้เข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) หรือ 40(8)
ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและอาจถูกลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่รับค่าตอบแทน
หากรายได้เกินเกณฑ์ยังต้องพิจารณาจดทะเบียน VAT ด้วย การเข้าใจโครงสร้างภาษีตั้งแต่ต้นช่วยให้วางแผนรายได้และหลีกเลี่ยงปัญหาภาษีย้อนหลังได้
สารบัญบทความ
- ค่าที่ปรึกษาโค้ชธุรกิจจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
- ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากลูกค้านิติบุคคล
- การจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกินเกณฑ์
- การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- รายได้จากหลายช่องทาง: ที่ปรึกษาประจำ อบรมกลุ่ม และคอร์สออนไลน์
- การพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
- คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
ค่าที่ปรึกษาโค้ชธุรกิจจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
โค้ชธุรกิจและพี่เลี้ยงผู้ประกอบการ (Business Mentor) ที่รับงานให้คำปรึกษาแบบเป็นโครงการหรือรายชั่วโมงให้ลูกค้าหลายราย มักมีรายได้เข้าข่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)
ในฐานะวิชาชีพอิสระหรือรับจ้างทำของ
แต่หากมีสัญญาที่ปรึกษาประจำเดือนกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งในลักษณะคล้ายพนักงานที่ต้องเข้าออฟฟิศตามเวลาที่กำหนด อาจเข้าข่ายมาตรา 40(1) หรือ 40(2) แทน
การจัดประเภทเงินได้ที่ถูกต้องมีผลต่อวิธีหักค่าใช้จ่ายและอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย
จึงควรตรวจสอบลักษณะงานจริงกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อความชัดเจนตั้งแต่เริ่มรับงาน
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับงานจากลูกค้านิติบุคคล
เมื่อโค้ชธุรกิจรับค่าที่ปรึกษาจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงินค่าตอบแทน และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
ให้ทุกครั้ง อัตราหัก ณ
ที่จ่ายของค่าที่ปรึกษาธุรกิจขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและรูปแบบการให้บริการ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละกรณี
จึงควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนตกลงค่าตอบแทน เพื่อให้คำนวณเงินสุทธิที่จะได้รับจริงถูกต้อง
เอกสารที่ควรขอจากลูกค้าทุกโครงการ
หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย สัญญาที่ปรึกษาที่ระบุขอบเขตงานและค่าตอบแทน และหลักฐานการโอนเงิน เพื่อเก็บรวบรวมไว้ใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีปลายปีและเป็นเครดิตภาษี
การจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกินเกณฑ์
เมื่อโค้ชธุรกิจมีรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับกรมสรรพากรภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องเรียกเก็บ VAT 7%
จากลูกค้าทุกงานหลังจากนั้น (ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันกับกรมสรรพากร)
โค้ชที่รับงานอบรมกลุ่มใหญ่หรือมีสัญญาที่ปรึกษาระยะยาวกับหลายบริษัทควรประเมินรายได้สะสมทุกไตรมาส เพื่อวางแผนจดทะเบียนก่อนถึงเกณฑ์บังคับ
| รายการ | ลักษณะภาษี | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ค่าที่ปรึกษารายโครงการ/รายชั่วโมง | PIT + หัก ณ ที่จ่าย | ตรวจสอบอัตรากับผู้เชี่ยวชาญ |
| รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี | ต้องจด VAT 7% | ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน |
| ค่าอบรมกลุ่ม/เวิร์กช็อป | PIT + VAT (ถ้าจด) | แยกบันทึกตามรายได้จริง |
การหักค่าใช้จ่ายและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โค้ชธุรกิจอิสระสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทนี้ หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่มีหลักฐาน เช่น ค่าเช่าสถานที่จัดอบรม ค่าจัดทำสื่อการสอน
ค่าเดินทางไปพบลูกค้า และค่าจ้างผู้ช่วยหากมี
ทั้งนี้อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่แน่นอนควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรเนื่องจากอาจมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เป็นระยะ นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี
และอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กลางปีหากเงินได้เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้น
สมมติโค้ชธุรกิจรับงานที่ปรึกษาให้บริษัทลูกค้ารายหนึ่งเป็นสัญญารายเดือน ค่าตอบแทนเดือนละ 60,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน รวม 360,000 บาท บริษัทลูกค้าซึ่งเป็นนิติบุคคลจะหักภาษี ณ
ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดทุกเดือนก่อนโอนเงิน และออกหนังสือรับรองให้
โค้ชต้องเก็บเอกสารทั้ง 6 ฉบับไว้เป็นหลักฐานเครดิตภาษี และหากมีลูกค้าหลายรายตลอดปีจนรายได้รวมใกล้ 1.8 ล้านบาท ควรเริ่มวางแผนจดทะเบียน VAT
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้าแต่ละสัญญา ทำให้ขาดหลักฐานเครดิตภาษีตอนยื่นปลายปี
- ไม่แยกรายได้ค่าที่ปรึกษารายเดือนกับรายได้ค่าอบรมกลุ่มหรือค่าขายคอร์สออนไลน์ ทำให้คำนวณภาษีสับสน
- ลืมประเมินรายได้สะสมทั้งปี ทำให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท
- ทำสัญญาที่ปรึกษาไม่ชัดเจนเรื่องขอบเขตงานและระยะเวลา ทำให้ถูกตีความประเภทเงินได้ผิดจากที่ตั้งใจ
- ไม่เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ทำให้ไม่สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงเมื่อคุ้มค่ากว่าการหักเหมา
รายได้จากหลายช่องทาง: ที่ปรึกษาประจำ อบรมกลุ่ม และคอร์สออนไลน์
โค้ชธุรกิจยุคนี้มักมีรายได้จากหลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งค่าที่ปรึกษาประจำรายเดือน ค่าจัดอบรมเวิร์กช็อปกลุ่ม และรายได้จากการขายคอร์สออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ
แต่ละประเภทอาจมีลักษณะการรับรู้รายได้และภาระภาษีที่แตกต่างกัน
จึงควรแยกบันทึกรายได้แต่ละประเภทให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้การยื่นภาษีปลายปีถูกต้องครบถ้วนและวางแผนภาษีได้แม่นยำ
การพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
เมื่อโค้ชธุรกิจมีรายได้สูงขึ้นต่อเนื่องจนภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเริ่มสูง หลายคนพิจารณาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อประโยชน์ทางภาษีในบางกรณี เช่น
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ที่มีกำไรไม่เกิน 300,000 บาทแรกอาจได้รับยกเว้น
และส่วนถัดไปเสียในอัตราที่แตกต่างจากภาษีบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตามการจดทะเบียนนิติบุคคลมีต้นทุนการทำบัญชีและการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อเปรียบเทียบทั้งสองทางเลือกก่อนตัดสินใจ
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
โค้ชธุรกิจและพี่เลี้ยงผู้ประกอบการควรทำสัญญาที่ปรึกษาที่ระบุขอบเขตงาน ระยะเวลา และค่าตอบแทนให้ชัดเจนทุกโครงการ พร้อมเก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายจากลูกค้าทุกรายอย่างเป็นระบบ
หากรายได้เริ่มสูงขึ้นจนใกล้เกณฑ์ VAT
หรือมีความซับซ้อนเรื่องรายได้หลายประเภท ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางแผนโครงสร้างรายได้ให้เหมาะสม
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าที่ปรึกษาโค้ชธุรกิจจัดเป็นเงินได้ประเภทใด
โดยทั่วไปจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) หากรับงานแบบโครงการจากลูกค้าหลายราย แต่หากมีลักษณะที่ปรึกษาประจำคล้ายพนักงานอาจเข้าข่ายมาตรา 40(1) หรือ 40(2)
ควรตรวจสอบลักษณะงานจริงกับผู้เชี่ยวชาญ
รับค่าที่ปรึกษาจากบริษัท ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร
อัตราหัก ณ ที่จ่ายขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและรูปแบบการให้บริการ ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหรือกรมสรรพากรก่อนตกลงค่าตอบแทนกับลูกค้า
โค้ชธุรกิจอิสระต้องจด VAT เมื่อไร
เมื่อรายได้รวมทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ควรประเมินรายได้สะสมทุกไตรมาสเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลา
รายได้จากคอร์สออนไลน์ ต้องแยกจากค่าที่ปรึกษาไหม
ควรแยกบันทึกให้ชัดเจน เพราะรายได้จากคอร์สออนไลน์อาจมีลักษณะการรับรู้และภาระภาษีต่างจากค่าที่ปรึกษาตัวต่อตัว การแยกบันทึกช่วยให้ยื่นภาษีปลายปีถูกต้องครบถ้วน
หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือหักตามจริงดีกว่ากัน
ขึ้นอยู่กับต้นทุนจริงของแต่ละคน หากมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น ค่าเช่าสถานที่อบรมหรือค่าจัดทำสื่อการสอน การหักตามจริงอาจได้ประโยชน์มากกว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบ
รายได้สูงขึ้นมาก ควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไหม
เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นจนภาระภาษีบุคคลธรรมดาสูง การจดทะเบียนนิติบุคคลอาจช่วยวางแผนภาษีได้ดีขึ้นในบางกรณี แต่ต้องพิจารณาต้นทุนการทำบัญชีที่เพิ่มขึ้นด้วย
ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
ต้องยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง
โดยหลักต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปีสำหรับเงินได้ทั้งปี และอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กลางปีสำหรับเงินได้บางประเภทที่กฎหมายกำหนด
ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญว่าเงินได้ของตนเข้าเงื่อนไขหรือไม่
ขั้นตอนถัดไปที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นคือการมีคนช่วยดูแลบัญชีและภาษีอย่างสม่ำเสมอ A Plus Me มีบริการดูแลบัญชีและภาษีอย่างต่อเนื่องไว้รองรับความต้องการนี้