คลินิกความงามที่ให้หมอเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแบ่งกำไรแทนการจ่ายเงินเดือนประจำต้องเข้าใจก่อนว่าโครงสร้างค่าตอบแทนแบบนี้ส่งผลต่อภาษีต่างจากการจ้างงานทั่วไป
และต้องเลือกรูปแบบสัญญาที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นเพื่อป้องกันปัญหาการบันทึกบัญชีและการหักภาษี ณ
ที่จ่ายที่ผิดพลาด
คลินิกความงามหลายแห่งเลือกใช้โมเดล "แบ่งกำไรกับหมอ" แทนการจ้างหมอเป็นพนักงานประจำ เพราะช่วยจูงใจให้หมอทุ่มเทดูแลคนไข้มากขึ้นและช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนคงที่ของเจ้าของคลินิก
อย่างไรก็ตาม การแบ่งกำไรนี้มีได้หลายรูปแบบ
ทั้งแบบที่หมอเป็นเพียงผู้รับจ้างที่ได้ค่าตอบแทนอิงกำไร และแบบที่หมอเป็นหุ้นส่วนตัวจริงที่ร่วมลงทุนในกิจการ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีผลทางภาษีและการบันทึกบัญชีที่แตกต่างกันอย่างมาก
คลินิกจึงควรเลือกโครงสร้างที่เหมาะสมและชัดเจนตั้งแต่ทำสัญญา
สารบัญบทความ
- รูปแบบที่ 1: หมอเป็นผู้รับจ้าง ได้ค่าตอบแทนอิงกำไร (ไม่ใช่หุ้นส่วนจริง)
- รูปแบบที่ 2: หมอเป็นหุ้นส่วนตัวจริง ร่วมลงทุนในกิจการ
- ตารางเปรียบเทียบสองรูปแบบ
- การบันทึกบัญชีที่ต้องแยกให้ชัดเจน
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ตัวอย่างสถานการณ์จริง
- การเลือกโครงสร้างที่เหมาะกับเป้าหมายของคลินิก
- ผลกระทบต่อใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล
- คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
- แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
รูปแบบที่ 1: หมอเป็นผู้รับจ้าง ได้ค่าตอบแทนอิงกำไร (ไม่ใช่หุ้นส่วนจริง)
ในรูปแบบนี้ หมอไม่ได้ร่วมลงทุนหรือถือหุ้นในคลินิก แต่ทำสัญญาว่าจ้างที่กำหนดค่าตอบแทนเป็นสัดส่วนของรายได้หรือกำไรจากเคสที่หมอรักษา เช่น หมอได้รับ 40%
ของรายได้ค่าหัตถการที่ตนเองทำ ค่าตอบแทนลักษณะนี้ถือเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระของหมอ
(เงินได้ประเภทที่ 40(6)) และคลินิกในฐานะผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายให้หมอทุกครั้ง โดยควรตรวจสอบอัตราการหักภาษี ณ
ที่จ่ายที่ถูกต้องสำหรับเงินได้วิชาชีพอิสระประเภทนี้กับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากร
เนื่องจากอัตราขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและสถานะของหมอ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)
รูปแบบที่ 2: หมอเป็นหุ้นส่วนตัวจริง ร่วมลงทุนในกิจการ
หากหมอร่วมลงทุนถือหุ้นในคลินิกที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เงินที่หมอได้รับจากส่วนแบ่งกำไรจะอยู่ในรูปของ "เงินปันผล" ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 40(4)(ข) โดยบริษัทต้องหักภาษี ณ
ที่จ่ายจากเงินปันผลตามอัตราที่กฎหมายกำหนดก่อนจ่ายให้ผู้ถือหุ้น
และเงินปันผลนี้จะจ่ายได้ก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไรสะสมเพียงพอตามที่กฎหมายบริษัทกำหนดเท่านั้น ต่างจากรูปแบบแรกที่จ่ายตามผลงานเป็นรายเดือนได้ทันที
ตารางเปรียบเทียบสองรูปแบบ
| ประเด็น | หมอรับจ้าง (ค่าตอบแทนอิงกำไร) | หมอหุ้นส่วนจริง (ปันผล) |
|---|---|---|
| ประเภทเงินได้ | เงินได้วิชาชีพอิสระ 40(6) | เงินปันผล 40(4)(ข) |
| ความถี่การจ่าย | รายเดือนตามผลงาน | เมื่อบริษัทมีกำไรสะสมและประกาศจ่ายปันผล |
| ความเสี่ยงทางกฎหมาย | รับผิดเฉพาะงานที่ทำ ไม่ร่วมรับผิดหนี้สินคลินิก | ร่วมรับผิดตามสัดส่วนหุ้นตามกฎหมายบริษัท |
| สิทธิในการบริหาร | ไม่มีสิทธิออกเสียงบริหารกิจการ | มีสิทธิออกเสียงตามสัดส่วนหุ้น (หากเป็นผู้ถือหุ้น) |
การบันทึกบัญชีที่ต้องแยกให้ชัดเจน
คลินิกต้องบันทึกค่าตอบแทนหมอในรูปแบบที่ 1 เป็น "ค่าใช้จ่ายวิชาชีพ" ในงบกำไรขาดทุน ซึ่งถือเป็นรายจ่ายที่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของคลินิกได้ตามปกติ ในขณะที่เงินปันผลในรูปแบบที่
2 ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของกิจการ
แต่เป็นการจัดสรรกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วให้ผู้ถือหุ้น จึงไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายลดกำไรทางภาษีของคลินิกได้ การเข้าใจความแตกต่างนี้สำคัญมาก
เพราะส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คลินิกต้องเสีย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ทำสัญญาแบบปากเปล่าหรือไม่ชัดเจนว่าหมอเป็นผู้รับจ้างหรือหุ้นส่วนจริง ทำให้บันทึกบัญชีและหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท
- จ่ายส่วนแบ่งกำไรให้หมอที่เป็นผู้ถือหุ้นเป็นรายเดือนเหมือนเงินเดือนโดยไม่ผ่านการประกาศจ่ายปันผลตามกฎหมาย ซึ่งอาจผิดหลักการบัญชีและกฎหมายบริษัท
- ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าตอบแทนวิชาชีพอิสระของหมอก่อนจ่าย ทำให้คลินิกมีความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
- นำเงินปันผลที่จ่ายให้หมอหุ้นส่วนไปหักเป็นค่าใช้จ่ายลดกำไรทางภาษีของคลินิกอย่างผิดพลาด ทั้งที่เงินปันผลไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทางภาษี
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
คลินิกความงามแห่งหนึ่งทำสัญญากับหมอผิวหนังให้ได้รับค่าตอบแทน 35% ของรายได้ค่าหัตถการที่หมอทำเอง โดยหมอไม่ได้ร่วมถือหุ้นในคลินิก คลินิกจึงหักภาษี ณ
ที่จ่ายจากค่าตอบแทนนี้ทุกเดือนตามอัตราที่กำหนดสำหรับเงินได้วิชาชีพอิสระ และออกใบ 50 ทวิ
ให้หมอทุกครั้ง ค่าตอบแทนดังกล่าวถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายวิชาชีพในงบกำไรขาดทุนของคลินิก ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้อย่างถูกต้อง
ต่างจากคลินิกอีกแห่งที่ให้หมอร่วมถือหุ้น 20%
ซึ่งต้องรอให้บริษัทปิดงบและมีกำไรสะสมเพียงพอก่อนจึงจะประกาศจ่ายเงินปันผลได้ปีละครั้งหรือตามรอบที่กำหนด
การเลือกโครงสร้างที่เหมาะกับเป้าหมายของคลินิก
การตัดสินใจว่าจะให้หมอเป็นผู้รับจ้างหรือหุ้นส่วนจริงควรพิจารณาจากเป้าหมายระยะยาวของคลินิก หากต้องการความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนทีมแพทย์และจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานรายเดือน
รูปแบบผู้รับจ้างวิชาชีพอิสระมักเหมาะสมกว่า
แต่หากต้องการดึงดูดหมอที่มีชื่อเสียงให้ผูกพันกับคลินิกในระยะยาวและร่วมรับความเสี่ยงทางธุรกิจไปด้วยกัน การให้ร่วมถือหุ้นจริงอาจเป็นแรงจูงใจที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม
การให้หมอร่วมถือหุ้นต้องมีการร่างข้อบังคับบริษัทและข้อตกลงผู้ถือหุ้น
(Shareholder Agreement) ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทหากมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นหรือหมอต้องการถอนตัวออกจากกิจการในอนาคต
ผลกระทบต่อใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล
คลินิกความงามที่จดทะเบียนเป็นสถานพยาบาลต้องมีผู้ดำเนินการสถานพยาบาลที่เป็นแพทย์ตามที่กฎหมายกำหนด หากหมอที่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้รับจ้างเปลี่ยนแปลงบทบาทเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
ต้องมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องตามขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านใบอนุญาตควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างบัญชีและภาษี
ซึ่งเป็นเรื่องที่คลินิกความงามมักมองข้ามเมื่อโฟกัสอยู่ที่เรื่องส่วนแบ่งกำไรเพียงอย่างเดียว
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
ก่อนตกลงแบ่งกำไรกับหมอ คลินิกควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุชัดเจนว่าเป็นการจ้างงานแบบวิชาชีพอิสระหรือการร่วมถือหุ้นจริง กำหนดอัตราการหักภาษี ณ
ที่จ่ายและรอบการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับประเภทเงินได้
และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อวางระบบบันทึกบัญชีที่แยกค่าใช้จ่ายวิชาชีพและเงินปันผลออกจากกันอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
แบ่งกำไรกับหมอที่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนจริงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?
ต้องหัก เพราะถือเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระของหมอ (เงินได้ประเภทที่ 40(6)) คลินิกในฐานะผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายให้หมอทุกครั้ง
ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญ
เงินที่หมอหุ้นส่วนตัวจริงได้รับจากกำไรคลินิกถือเป็นเงินได้ประเภทใด?
หากหมอถือหุ้นในคลินิกที่เป็นนิติบุคคล เงินที่ได้รับจากส่วนแบ่งกำไรจะอยู่ในรูปเงินปันผล (เงินได้ประเภทที่ 40(4)(ข)) ซึ่งจ่ายได้เมื่อบริษัทมีกำไรสะสมเพียงพอและประกาศจ่ายตามกฎหมาย
ค่าตอบแทนหมอแบบอิงกำไรหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของคลินิกได้หรือไม่?
ได้ หากเป็นค่าตอบแทนวิชาชีพอิสระที่จ่ายให้หมอผู้รับจ้าง สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายวิชาชีพในงบกำไรขาดทุนและหักลดกำไรทางภาษีของคลินิกได้ตามปกติ
เงินปันผลที่จ่ายให้หมอหุ้นส่วนหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของคลินิกได้หรือไม่?
ไม่ได้ เงินปันผลเป็นการจัดสรรกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วให้ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของกิจการ จึงไม่สามารถนำมาหักลดกำไรทางภาษีของคลินิกได้
คลินิกควรเลือกให้หมอเป็นผู้รับจ้างหรือหุ้นส่วนจริงดีกว่ากัน?
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายระยะยาว หากต้องการความยืดหยุ่นในการจ่ายค่าตอบแทนรายเดือน รูปแบบผู้รับจ้างวิชาชีพอิสระเหมาะกว่า แต่หากต้องการผูกพันหมอในระยะยาวและร่วมรับความเสี่ยงธุรกิจ
การให้ร่วมถือหุ้นจริงอาจเหมาะสมกว่า
หากทำสัญญาแบ่งกำไรกับหมอไม่ชัดเจน จะมีปัญหาอะไรตามมา?
อาจทำให้บันทึกบัญชีและหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท เสี่ยงต่อการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง และอาจเกิดข้อพิพาทระหว่างคลินิกกับหมอเรื่องสิทธิและหน้าที่ที่ไม่ชัดเจน
การให้หมอร่วมถือหุ้นในคลินิกต้องเตรียมเอกสารอะไรเพิ่มเติม?
ควรมีข้อบังคับบริษัทและข้อตกลงผู้ถือหุ้น (Shareholder Agreement) ที่ชัดเจน รวมถึงแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้ดำเนินการสถานพยาบาลกับหน่วยงานสาธารณสุขหากหมอเปลี่ยนบทบาทด้วย
งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี
บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม