คลินิกความงามที่ให้หมอเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแบ่งกำไรแทนการจ่ายเงินเดือนประจำต้องเข้าใจก่อนว่าโครงสร้างค่าตอบแทนแบบนี้ส่งผลต่อภาษีต่างจากการจ้างงานทั่วไป

และต้องเลือกรูปแบบสัญญาที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นเพื่อป้องกันปัญหาการบันทึกบัญชีและการหักภาษี ณ

ที่จ่ายที่ผิดพลาด

คลินิกความงามหลายแห่งเลือกใช้โมเดล "แบ่งกำไรกับหมอ" แทนการจ้างหมอเป็นพนักงานประจำ เพราะช่วยจูงใจให้หมอทุ่มเทดูแลคนไข้มากขึ้นและช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนคงที่ของเจ้าของคลินิก

อย่างไรก็ตาม การแบ่งกำไรนี้มีได้หลายรูปแบบ

ทั้งแบบที่หมอเป็นเพียงผู้รับจ้างที่ได้ค่าตอบแทนอิงกำไร และแบบที่หมอเป็นหุ้นส่วนตัวจริงที่ร่วมลงทุนในกิจการ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีผลทางภาษีและการบันทึกบัญชีที่แตกต่างกันอย่างมาก

คลินิกจึงควรเลือกโครงสร้างที่เหมาะสมและชัดเจนตั้งแต่ทำสัญญา

สารบัญบทความ
  1. รูปแบบที่ 1: หมอเป็นผู้รับจ้าง ได้ค่าตอบแทนอิงกำไร (ไม่ใช่หุ้นส่วนจริง)
  2. รูปแบบที่ 2: หมอเป็นหุ้นส่วนตัวจริง ร่วมลงทุนในกิจการ
  3. ตารางเปรียบเทียบสองรูปแบบ
  4. การบันทึกบัญชีที่ต้องแยกให้ชัดเจน
  5. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  6. ตัวอย่างสถานการณ์จริง
  7. การเลือกโครงสร้างที่เหมาะกับเป้าหมายของคลินิก
  8. ผลกระทบต่อใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล
  9. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

รูปแบบที่ 1: หมอเป็นผู้รับจ้าง ได้ค่าตอบแทนอิงกำไร (ไม่ใช่หุ้นส่วนจริง)

ในรูปแบบนี้ หมอไม่ได้ร่วมลงทุนหรือถือหุ้นในคลินิก แต่ทำสัญญาว่าจ้างที่กำหนดค่าตอบแทนเป็นสัดส่วนของรายได้หรือกำไรจากเคสที่หมอรักษา เช่น หมอได้รับ 40%

ของรายได้ค่าหัตถการที่ตนเองทำ ค่าตอบแทนลักษณะนี้ถือเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระของหมอ

(เงินได้ประเภทที่ 40(6)) และคลินิกในฐานะผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายให้หมอทุกครั้ง โดยควรตรวจสอบอัตราการหักภาษี ณ

ที่จ่ายที่ถูกต้องสำหรับเงินได้วิชาชีพอิสระประเภทนี้กับผู้เชี่ยวชาญหรือกรมสรรพากร

เนื่องจากอัตราขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและสถานะของหมอ (บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)

รูปแบบที่ 2: หมอเป็นหุ้นส่วนตัวจริง ร่วมลงทุนในกิจการ

หากหมอร่วมลงทุนถือหุ้นในคลินิกที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เงินที่หมอได้รับจากส่วนแบ่งกำไรจะอยู่ในรูปของ "เงินปันผล" ซึ่งเป็นเงินได้ประเภทที่ 40(4)(ข) โดยบริษัทต้องหักภาษี ณ

ที่จ่ายจากเงินปันผลตามอัตราที่กฎหมายกำหนดก่อนจ่ายให้ผู้ถือหุ้น

และเงินปันผลนี้จะจ่ายได้ก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไรสะสมเพียงพอตามที่กฎหมายบริษัทกำหนดเท่านั้น ต่างจากรูปแบบแรกที่จ่ายตามผลงานเป็นรายเดือนได้ทันที

ตารางเปรียบเทียบสองรูปแบบ

ประเด็นหมอรับจ้าง (ค่าตอบแทนอิงกำไร)หมอหุ้นส่วนจริง (ปันผล)
ประเภทเงินได้เงินได้วิชาชีพอิสระ 40(6)เงินปันผล 40(4)(ข)
ความถี่การจ่ายรายเดือนตามผลงานเมื่อบริษัทมีกำไรสะสมและประกาศจ่ายปันผล
ความเสี่ยงทางกฎหมายรับผิดเฉพาะงานที่ทำ ไม่ร่วมรับผิดหนี้สินคลินิกร่วมรับผิดตามสัดส่วนหุ้นตามกฎหมายบริษัท
สิทธิในการบริหารไม่มีสิทธิออกเสียงบริหารกิจการมีสิทธิออกเสียงตามสัดส่วนหุ้น (หากเป็นผู้ถือหุ้น)

การบันทึกบัญชีที่ต้องแยกให้ชัดเจน

คลินิกต้องบันทึกค่าตอบแทนหมอในรูปแบบที่ 1 เป็น "ค่าใช้จ่ายวิชาชีพ" ในงบกำไรขาดทุน ซึ่งถือเป็นรายจ่ายที่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของคลินิกได้ตามปกติ ในขณะที่เงินปันผลในรูปแบบที่

2 ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของกิจการ

แต่เป็นการจัดสรรกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วให้ผู้ถือหุ้น จึงไม่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายลดกำไรทางภาษีของคลินิกได้ การเข้าใจความแตกต่างนี้สำคัญมาก

เพราะส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิและภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คลินิกต้องเสีย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ทำสัญญาแบบปากเปล่าหรือไม่ชัดเจนว่าหมอเป็นผู้รับจ้างหรือหุ้นส่วนจริง ทำให้บันทึกบัญชีและหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท
  • จ่ายส่วนแบ่งกำไรให้หมอที่เป็นผู้ถือหุ้นเป็นรายเดือนเหมือนเงินเดือนโดยไม่ผ่านการประกาศจ่ายปันผลตามกฎหมาย ซึ่งอาจผิดหลักการบัญชีและกฎหมายบริษัท
  • ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าตอบแทนวิชาชีพอิสระของหมอก่อนจ่าย ทำให้คลินิกมีความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
  • นำเงินปันผลที่จ่ายให้หมอหุ้นส่วนไปหักเป็นค่าใช้จ่ายลดกำไรทางภาษีของคลินิกอย่างผิดพลาด ทั้งที่เงินปันผลไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทางภาษี

ตัวอย่างสถานการณ์จริง

คลินิกความงามแห่งหนึ่งทำสัญญากับหมอผิวหนังให้ได้รับค่าตอบแทน 35% ของรายได้ค่าหัตถการที่หมอทำเอง โดยหมอไม่ได้ร่วมถือหุ้นในคลินิก คลินิกจึงหักภาษี ณ

ที่จ่ายจากค่าตอบแทนนี้ทุกเดือนตามอัตราที่กำหนดสำหรับเงินได้วิชาชีพอิสระ และออกใบ 50 ทวิ

ให้หมอทุกครั้ง ค่าตอบแทนดังกล่าวถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายวิชาชีพในงบกำไรขาดทุนของคลินิก ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้อย่างถูกต้อง

ต่างจากคลินิกอีกแห่งที่ให้หมอร่วมถือหุ้น 20%

ซึ่งต้องรอให้บริษัทปิดงบและมีกำไรสะสมเพียงพอก่อนจึงจะประกาศจ่ายเงินปันผลได้ปีละครั้งหรือตามรอบที่กำหนด

การเลือกโครงสร้างที่เหมาะกับเป้าหมายของคลินิก

การตัดสินใจว่าจะให้หมอเป็นผู้รับจ้างหรือหุ้นส่วนจริงควรพิจารณาจากเป้าหมายระยะยาวของคลินิก หากต้องการความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนทีมแพทย์และจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานรายเดือน

รูปแบบผู้รับจ้างวิชาชีพอิสระมักเหมาะสมกว่า

แต่หากต้องการดึงดูดหมอที่มีชื่อเสียงให้ผูกพันกับคลินิกในระยะยาวและร่วมรับความเสี่ยงทางธุรกิจไปด้วยกัน การให้ร่วมถือหุ้นจริงอาจเป็นแรงจูงใจที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม

การให้หมอร่วมถือหุ้นต้องมีการร่างข้อบังคับบริษัทและข้อตกลงผู้ถือหุ้น

(Shareholder Agreement) ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทหากมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นหรือหมอต้องการถอนตัวออกจากกิจการในอนาคต

ผลกระทบต่อใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล

คลินิกความงามที่จดทะเบียนเป็นสถานพยาบาลต้องมีผู้ดำเนินการสถานพยาบาลที่เป็นแพทย์ตามที่กฎหมายกำหนด หากหมอที่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้รับจ้างเปลี่ยนแปลงบทบาทเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล

ต้องมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงกับหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องตามขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านใบอนุญาตควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างบัญชีและภาษี

ซึ่งเป็นเรื่องที่คลินิกความงามมักมองข้ามเมื่อโฟกัสอยู่ที่เรื่องส่วนแบ่งกำไรเพียงอย่างเดียว

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ

ก่อนตกลงแบ่งกำไรกับหมอ คลินิกควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุชัดเจนว่าเป็นการจ้างงานแบบวิชาชีพอิสระหรือการร่วมถือหุ้นจริง กำหนดอัตราการหักภาษี ณ

ที่จ่ายและรอบการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับประเภทเงินได้

และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษีเพื่อวางระบบบันทึกบัญชีที่แยกค่าใช้จ่ายวิชาชีพและเงินปันผลออกจากกันอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

แบ่งกำไรกับหมอที่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนจริงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?

ต้องหัก เพราะถือเป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระของหมอ (เงินได้ประเภทที่ 40(6)) คลินิกในฐานะผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายให้หมอทุกครั้ง

ควรตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญ

เงินที่หมอหุ้นส่วนตัวจริงได้รับจากกำไรคลินิกถือเป็นเงินได้ประเภทใด?

หากหมอถือหุ้นในคลินิกที่เป็นนิติบุคคล เงินที่ได้รับจากส่วนแบ่งกำไรจะอยู่ในรูปเงินปันผล (เงินได้ประเภทที่ 40(4)(ข)) ซึ่งจ่ายได้เมื่อบริษัทมีกำไรสะสมเพียงพอและประกาศจ่ายตามกฎหมาย

ค่าตอบแทนหมอแบบอิงกำไรหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของคลินิกได้หรือไม่?

ได้ หากเป็นค่าตอบแทนวิชาชีพอิสระที่จ่ายให้หมอผู้รับจ้าง สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายวิชาชีพในงบกำไรขาดทุนและหักลดกำไรทางภาษีของคลินิกได้ตามปกติ

เงินปันผลที่จ่ายให้หมอหุ้นส่วนหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของคลินิกได้หรือไม่?

ไม่ได้ เงินปันผลเป็นการจัดสรรกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วให้ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของกิจการ จึงไม่สามารถนำมาหักลดกำไรทางภาษีของคลินิกได้

คลินิกควรเลือกให้หมอเป็นผู้รับจ้างหรือหุ้นส่วนจริงดีกว่ากัน?

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายระยะยาว หากต้องการความยืดหยุ่นในการจ่ายค่าตอบแทนรายเดือน รูปแบบผู้รับจ้างวิชาชีพอิสระเหมาะกว่า แต่หากต้องการผูกพันหมอในระยะยาวและร่วมรับความเสี่ยงธุรกิจ

การให้ร่วมถือหุ้นจริงอาจเหมาะสมกว่า

หากทำสัญญาแบ่งกำไรกับหมอไม่ชัดเจน จะมีปัญหาอะไรตามมา?

อาจทำให้บันทึกบัญชีและหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดประเภท เสี่ยงต่อการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง และอาจเกิดข้อพิพาทระหว่างคลินิกกับหมอเรื่องสิทธิและหน้าที่ที่ไม่ชัดเจน

การให้หมอร่วมถือหุ้นในคลินิกต้องเตรียมเอกสารอะไรเพิ่มเติม?

ควรมีข้อบังคับบริษัทและข้อตกลงผู้ถือหุ้น (Shareholder Agreement) ที่ชัดเจน รวมถึงแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้ดำเนินการสถานพยาบาลกับหน่วยงานสาธารณสุขหากหมอเปลี่ยนบทบาทด้วย

งานบัญชีและภาษีของธุรกิจเฉพาะทางมักมีรายละเอียดที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป จึงควรมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทีม A Plus Me มี

บริการให้คำปรึกษาด้านบัญชีและภาษีสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม