เจ้าของกิจการหลายคนถามว่า "ซื้อโปรแกรมบัญชีมาใช้เองได้ไหม หรือต้องจ้างสำนักงานบัญชีด้วย?" คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการแค่ระบบบันทึกข้อมูล

หรือต้องการคนดูแลให้ถูกต้องตามกฎหมายภาษีและบัญชีด้วย

สารบัญบทความ
  1. โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปคืออะไร และทำอะไรได้บ้าง
  2. สำนักงานบัญชีทำอะไรที่โปรแกรมทำไม่ได้
  3. เปรียบเทียบตรงๆ โปรแกรมบัญชี vs สำนักงานบัญชี
  4. บริษัทนิติบุคคลจำเป็นต้องจ้างสำนักงานบัญชีไหม
  5. ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการทำเมื่อพึ่งโปรแกรมอย่างเดียว
  6. แบบไหนคุ้มกว่า — คำนวณต้นทุนจริง
  7. ใช้ทั้งคู่ร่วมกันได้ไหม — คำตอบคือ ใช่ และแนะนำด้วย
  8. เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ
  9. สรุป — โปรแกรมและสำนักงานบัญชี ไม่ได้แข่งกัน แต่เติมเต็มกัน
  10. แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปคืออะไร และทำอะไรได้บ้าง

โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป (accounting software) คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยบันทึกรายรับ รายจ่าย ออกใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และสรุปตัวเลขเป็นรายงานงบการเงินอัตโนมัติ

ตัวอย่างโปรแกรมที่ใช้กันในไทย เช่น Express, FlowAccount, PeakAccount, Odoo,

หรือโปรแกรมของกรมสรรพากรอย่าง e-Filing

สิ่งที่โปรแกรมทำได้ดี คือ ลดงานซ้ำซ้อน เช่น พิมพ์ใบกำกับภาษีซ้ำ คำนวณ VAT อัตโนมัติ หรือดึงข้อมูลธนาคารมาเชื่อมยอด แต่โปรแกรมจะทำงานได้ถูกต้องก็ต่อเมื่อ "คนที่ป้อนข้อมูล"

เข้าใจหลักบัญชีและกฎภาษีที่ถูกต้องด้วย

สำนักงานบัญชีทำอะไรที่โปรแกรมทำไม่ได้

สำนักงานบัญชีไม่ใช่แค่ "คนกดโปรแกรมแทนคุณ" แต่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ชัดเจนกว่านั้น ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ

  • ผู้ทำบัญชี — บันทึกรายการทางบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีไทย (TFRS/GAAP) และกฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543
  • ผู้เชี่ยวชาญภาษี — ยื่นแบบภาษีให้ถูกต้องและตรงเวลา ทั้ง ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53, ภ.พ.30, ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 รวมถึงคอยอัปเดตข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลง
  • ที่ปรึกษาเชิงป้องกัน — แนะนำว่ารายการไหนหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ รายการไหนเป็น "รายจ่ายต้องห้าม" และควรจัดการเอกสารอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงถูกสรรพากรตรวจสอบ

โปรแกรมบัญชีตอบโจทย์ข้อแรกได้บางส่วน แต่ข้อที่สองและสามต้องอาศัยความรู้ของคนจริงๆ

เปรียบเทียบตรงๆ โปรแกรมบัญชี vs สำนักงานบัญชี

ด้าน โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป สำนักงานบัญชี
ต้นทุน (โดยประมาณ) 200–2,000 บาท/เดือน (ค่าสมัคร) + เวลาของเจ้าของ 1,500–8,000+ บาท/เดือน ขึ้นกับปริมาณงาน
ใครทำงาน เจ้าของหรือพนักงานป้อนข้อมูลเอง นักบัญชีมีใบอนุญาตผู้ทำบัญชี
ยื่นภาษีแทนได้ไหม ไม่ได้ (ต้องยื่นเองหรือมอบอำนาจ) ได้ — ยื่นผ่าน e-Filing แทนกิจการ
รับรองงบการเงิน ไม่ได้ (ต้องมีผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีรับรอง) ได้ — จัดหาผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)
ให้คำแนะนำภาษี ไม่ได้ (แสดงตัวเลขตามที่ป้อน) ได้ — ช่วยวางแผนและตรวจสอบความเสี่ยง
เหมาะกับใคร กิจการขนาดเล็ก รายการน้อย หรือใช้คู่กับสำนักงานบัญชี บริษัทนิติบุคคล กิจการที่ต้องส่งงบต่อ DBD ทุกปี

บริษัทนิติบุคคลจำเป็นต้องจ้างสำนักงานบัญชีไหม

ตามกฎหมาย บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกแห่งต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด (พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมบัญชีหรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้งบการเงินยังต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองโดย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)

ก่อนนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกปี

หมายความว่าถ้าคุณเป็นบริษัทจำกัดหรือ หจก. การซื้อโปรแกรมบัญชีมาใช้เองไม่ใช่ทางเลือกแทนสำนักงานบัญชี แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ ควบคู่กัน ได้ดีมาก

ถ้าเจ้าของกิจการมีความรู้พอและใช้โปรแกรมถูกต้อง

อยากรู้ขอบเขตงานที่สำนักงานบัญชีดูแลให้บ้าง ลองดูที่บริการ รับทำบัญชีรายเดือน ของ A Plus Me ได้เลย

ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการทำเมื่อพึ่งโปรแกรมอย่างเดียว

โปรแกรมบัญชีถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย แต่ "ใช้งานง่าย" ไม่ได้แปลว่า "ถูกต้องตามกฎภาษีเสมอ" ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่

  • ลงรายการซื้อเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนทั้งที่ควรตัดค่าเสื่อมราคา เช่น ซื้อเครื่องจักรราคา 500,000 บาท แต่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายปีเดียวแทนที่จะกระจายออกไปตามอายุการใช้งาน
  • ออกใบกำกับภาษีผิดวันที่หรือผิดชื่อบริษัท ทำให้ภาษีซื้อที่นำมาหักไม่ได้รับการยอมรับ
  • ลืมบันทึก "รายได้ที่ได้รับล่วงหน้า" หรือ "ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย" ทำให้งบกำไรขาดทุนผิดเพี้ยน
  • ไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายบางประเภทเป็น รายจ่ายต้องห้าม ทางภาษี เช่น ค่ารับรองเกินเพดานที่กฎหมายกำหนด หรือค่าปรับที่จ่ายให้ราชการ
  • ยื่น ภ.ง.ด.50 ล่าช้าเพราะไม่รู้กำหนด 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี และโดนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนโดยไม่จำเป็น

หากคุณไม่แน่ใจว่าระบบบัญชีปัจจุบันของธุรกิจมีจุดเสี่ยงตรงไหนบ้าง ลองใช้บริการ ประเมินความเสี่ยงภาษี เพื่อตรวจสอบก่อนจะมีปัญหากับสรรพากร

แบบไหนคุ้มกว่า — คำนวณต้นทุนจริง

การเปรียบเทียบต้นทุนที่แท้จริงต้องนับรวม เวลาของเจ้าของกิจการ ด้วย ไม่ใช่แค่ค่าสมัครโปรแกรม

สมมติคุณเสียเวลา 10 ชั่วโมงต่อเดือนกับงานบัญชี และมูลค่าเวลาของคุณอยู่ที่ 500 บาทต่อชั่วโมง นั่นคือ 5,000 บาทต่อเดือนที่คุณ "จ่าย" ในรูปเวลา

เปรียบกับค่าจ้างสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมซึ่งอาจอยู่ที่ 2,000–4,000

บาท/เดือนสำหรับกิจการขนาดเล็กถึงกลาง

โดยสรุป ถ้าคุณมีเวลา มีความรู้ด้านบัญชีและภาษีพอ และกิจการมีรายการไม่ซับซ้อน การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายการเองอาจประหยัดได้

แต่ถ้าคุณต้องเสียเวลาเรียนรู้ระบบและยังกังวลว่าจะผิดพลาด — ค่าจ้างสำนักงานบัญชีอาจคุ้มกว่ามาก

สำหรับข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุนจ้างนักบัญชีประจำกับสำนักงานบัญชีเพิ่มเติม อ่านได้ที่บทความ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี เพื่อเข้าใจกระบวนการทำงานร่วมกัน

ใช้ทั้งคู่ร่วมกันได้ไหม — คำตอบคือ ใช่ และแนะนำด้วย

โมเดลที่ได้ผลดีสำหรับ SME ส่วนใหญ่คือ ใช้โปรแกรมบัญชีออกเอกสาร + มอบหมายให้สำนักงานบัญชีดูแลด้านกฎหมาย ภาษี และปิดงบ โดยเจ้าของกิจการออกใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี

และบันทึกรายการพื้นฐานผ่านโปรแกรม แล้วส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชีรายเดือน

วิธีนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการมีข้อมูลตัวเลขใกล้มือตลอดเวลา ในขณะที่สำนักงานบัญชีตรวจสอบความถูกต้อง ยื่นภาษี และรับผิดชอบด้านกฎหมายที่ต้องอาศัยผู้มีใบอนุญาต

หากคุณกำลังมองหาสำนักงานบัญชีที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ได้ ลองติดต่อทีม A Plus Me เพื่อประเมินว่าเหมาะกันไหม ผ่านหน้า ติดต่อ A Plus Me ได้เลย

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ

ลองตอบคำถามเหล่านี้เพื่อช่วยตัดสินใจ

  • กิจการของคุณจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัท/หจก.) ไหม? ถ้าใช่ คุณต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีใบอนุญาตตามกฎหมายอยู่แล้ว
  • คุณหรือพนักงานมีเวลาและความรู้บัญชีเพียงพอที่จะป้อนข้อมูลได้ถูกต้องไหม?
  • ปริมาณเอกสารต่อเดือนมากแค่ไหน — ถ้าเกิน 30–50 รายการ การใช้โปรแกรมช่วยประหยัดเวลาได้มาก
  • คุณต้องการให้มีคนช่วยวางแผนภาษีหรือแค่ต้องการระบบบันทึกข้อมูล?
  • งบการเงินปีล่าสุดถูกต้อง ครบถ้วน และส่ง DBD ตรงเวลาหรือเปล่า?

ถ้าตอบ "ไม่แน่ใจ" ในหลายข้อ นั่นเป็นสัญญาณว่าควรมีสำนักงานบัญชีเข้ามาช่วยดูระบบก่อน ศึกษาบริการ บริการทั้งหมด ของ A Plus Me ได้เพื่อเลือกแพ็กเกจที่เหมาะสม

สรุป — โปรแกรมและสำนักงานบัญชี ไม่ได้แข่งกัน แต่เติมเต็มกัน

โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปเป็นเครื่องมือที่ดีมากสำหรับการจัดการเอกสารและดูตัวเลขธุรกิจ แต่ไม่สามารถแทนที่ความรับผิดชอบทางกฎหมายและความเชี่ยวชาญด้านภาษีที่สำนักงานบัญชีให้ได้

สำหรับกิจการนิติบุคคลในไทย การมีสำนักงานบัญชีดูแลยังคงเป็นสิ่งจำเป็น

และโปรแกรมบัญชีช่วยให้กระบวนการนั้นราบรื่นขึ้น ไม่ใช่ตัดทิ้ง

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าระบบที่ใช้อยู่เหมาะสมหรือเปล่า ทีม A Plus Me ยินดีช่วยประเมินและวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจคุณ ทั้งด้านการวางแผนภาษีและการวางระบบบัญชีรายเดือน

โดยไม่ต้องเปลี่ยนโปรแกรมที่ใช้อยู่ถ้าไม่จำเป็น

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ซื้อโปรแกรมบัญชีมาใช้เองแล้วไม่ต้องจ้างสำนักงานบัญชีได้ไหม

สำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กฎหมายกำหนดให้ต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และงบการเงินต้องผ่านผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)

ดังนั้นการซื้อโปรแกรมบัญชีมาใช้เองไม่สามารถทดแทนสำนักงานบัญชีได้ในแง่กฎหมาย

แต่ใช้ควบคู่กันได้

โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปราคาเท่าไหร่ต่อเดือน

ขึ้นอยู่กับโปรแกรมและฟีเจอร์ที่เลือก โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 200–2,000 บาทต่อเดือน บางโปรแกรมมีแพ็กเกจรายปีที่คุ้มกว่า ส่วนสำนักงานบัญชีจะคิดค่าบริการตามปริมาณงาน

ซึ่งอาจเริ่มต้นที่ 1,500 บาทขึ้นไปต่อเดือนสำหรับกิจการเล็กที่มีรายการน้อย

ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีและป้อนข้อมูลผิด มีผลอะไรทางกฎหมายไหม

มีผลแน่นอน ความผิดพลาดในการบันทึกบัญชีที่ส่งผลให้ยื่นภาษีผิดหรืองบการเงินไม่ถูกต้องเป็นความรับผิดชอบของกิจการ ไม่ใช่ของโปรแกรม

สรรพากรสามารถประเมินภาษีย้อนหลังได้พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ หากพบว่าตัวเลขที่แสดงไม่ตรงกับความเป็นจริง

โปรแกรมบัญชียื่นแบบภาษีแทนเราได้ไหม

โปรแกรมบัญชีบางตัวช่วยเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบได้ แต่ไม่สามารถยื่นแบบในนามกิจการได้โดยอัตโนมัติ การยื่นผ่าน e-Filing

ต้องมีผู้ได้รับมอบอำนาจซึ่งโดยทั่วไปคือสำนักงานบัญชีที่ทำเรื่องนี้เป็นประจำ

กิจการเพิ่งเปิดใหม่ ควรเริ่มด้วยโปรแกรมบัญชีหรือสำนักงานบัญชีก่อน

สำหรับกิจการที่เพิ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แนะนำให้หาสำนักงานบัญชีก่อนเป็นอันดับแรก เพราะต้องวางระบบเอกสารและภาษีตั้งแต่เดือนแรกให้ถูกต้อง

หลังจากระบบมั่นคงแล้วจึงค่อยพิจารณาว่าจะใช้โปรแกรมบัญชีช่วยออกเอกสารและติดตามตัวเลขเองด้วยหรือไม่

สำนักงานบัญชีรับทำงานร่วมกับโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ได้ไหม

ได้เลย สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่คุ้นเคยกับโปรแกรมหลักที่ใช้กันในไทย เช่น Express, FlowAccount, PeakAccount หรือโปรแกรมอื่นๆ

สำนักงานบัญชีจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ป้อนเข้าโปรแกรม

และดูแลงานด้านภาษีและงบการเงินที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญตามกฎหมาย