วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise — SE) ในไทยมีกรอบกฎหมายเฉพาะตัวภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 ซึ่งเปิดช่องให้ SE ที่จดทะเบียนถูกต้องได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างจากบริษัทธรรมดา บทความนี้อธิบายหลักการทำบัญชีและภาษีเฉพาะของ SE ตั้งแต่การเลือกรูปแบบกิจการ เงื่อนไขการได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีนิติบุคคล ไปจนถึงภาระภาษีอื่น ๆ ที่ยังคงต้องปฏิบัติตามแม้จะได้รับการยกเว้น CIT (ข้อมูล ณ ปี 2569)
วิสาหกิจเพื่อสังคมในไทยคืออะไร และมีกี่ประเภท
ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 วิสาหกิจเพื่อสังคมคือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพื่อแสวงหากำไรสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น SE แบ่งออกเป็น 2 ประเภทสำคัญ ที่มีผลต่อภาษีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
- ประเภทที่ 1 — ไม่จ่ายกำไร (Non-Profit Distribution): ห้ามจ่ายเงินปันผลหรือผลประโยชน์ใด ๆ ให้ผู้ถือหุ้น ต้องนำกำไรกลับไปลงทุนในกิจการเพื่อสังคมทั้งหมด SE ประเภทนี้มีสิทธิ์ขอยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
- ประเภทที่ 2 — จ่ายกำไรได้ (Profit Distribution): จ่ายเงินปันผลได้แต่ต้องนำกำไรส่วนหนึ่งไปใช้ประโยชน์ทางสังคมตามสัดส่วนที่กำหนด SE ประเภทนี้ไม่ได้รับการยกเว้น CIT แต่ยังอาจได้รับประโยชน์จากการเป็นปลายทางของเงินลงทุนและเงินบริจาคที่ผู้สนับสนุนนำไปหักภาษีได้
การเลือกประเภทตั้งแต่ตอนจดทะเบียนจึงเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อโครงสร้างภาษีและการระดมทุนในระยะยาว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นจดทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.)
ขั้นตอนจดทะเบียนและแจ้งสิทธิ์ทางภาษี
การจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้นต้องผ่านกระบวนการ 2 ขั้น ไม่ใช่แค่จดทะเบียนบริษัทธรรมดา
- ขั้นที่ 1 — จดทะเบียนกับ สวส.: ยื่นคำขอต่อสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) เพื่อให้ได้สถานะ "วิสาหกิจเพื่อสังคม" อย่างเป็นทางการตาม พ.ร.บ. 2562 หากผ่านการรับรองจะได้รับหมายเลขทะเบียน SE
- ขั้นที่ 2 — แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากร: SE ที่ต้องการใช้สิทธิ์ยกเว้น CIT ต้องแจ้งผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรที่ newstartup.rd.go.th ภายในรอบบัญชีปีที่ต้องการใช้สิทธิ์ การแจ้งช้าหรือไม่แจ้งจะทำให้เสียสิทธิ์ในรอบบัญชีนั้น
สำหรับ SE ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนกับ สวส. แต่ดำเนินงานในลักษณะ "กลุ่มกิจการเพื่อสังคม" (Social Business Group) สามารถจดแจ้งในฐานะกลุ่มก่อน เพื่อรับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และเครือข่าย แต่จะยังไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้น CIT จนกว่าจะจดทะเบียนเป็น SE เต็มรูปแบบ
เงื่อนไขการได้รับและการสูญเสียสิทธิ์ยกเว้นภาษีนิติบุคคล
สิทธิ์ยกเว้น CIT ของ SE ประเภทไม่จ่ายกำไรไม่ได้ครอบคลุมโดยอัตโนมัติตลอดไป มีเงื่อนไขที่ต้องรักษาไว้ตลอดระยะเวลาดำเนินงาน หากฝ่าฝืนข้อใดข้อหนึ่ง SE จะสูญเสียสิทธิ์ทันที
เงื่อนไขที่ต้องรักษาให้ครบตลอดเวลา
- ยื่นงบการเงินและแบบแสดงรายการภาษีภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี (ไม่ใช่ 5 เดือนของบริษัทธรรมดา — ระยะเวลานี้เฉพาะสำหรับ SE)
- ห้ามทำสัญญา จ่ายผลตอบแทน หรือโอนทรัพย์สินให้ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในลักษณะที่เอื้อประโยชน์เป็นการส่วนตัว
- ต้องใช้ทรัพย์สินของกิจการเพื่อวัตถุประสงค์ SE เท่านั้น ห้ามนำออกไปใช้นอกกิจการ
- ห้ามเปลี่ยนประเภทจาก "ไม่จ่ายกำไร" เป็น "จ่ายกำไรได้" ระหว่างที่กำลังใช้สิทธิ์ยกเว้นภาษี
- ห้ามยกเลิกสถานะ SE ก่อนครบ 5 ปีนับจากวันที่จดทะเบียน มิฉะนั้นอาจต้องเสียภาษีย้อนหลัง
ประเด็นที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามคือ การทำธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น การเช่าสถานที่จากกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในราคาที่สูงกว่าตลาด อาจถูกตีความว่าเป็นการจ่ายผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงและควรขอความเห็นจากที่ปรึกษาภาษีก่อน
ภาษีที่ SE ยังต้องยื่นแม้ได้รับการยกเว้น CIT
สิทธิ์ยกเว้น CIT ไม่ได้หมายความว่าพ้นจากภาระภาษีทุกประเภท SE ยังมีภาระภาษีอื่นที่ต้องปฏิบัติตามปกติ
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): หาก SE มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าในอัตราปัจจุบัน 7% (ปัจจุบันลดจาก 10% โดยพระราชกฤษฎีกา ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร) การได้รับการยกเว้น CIT ไม่มีผลต่อการจดทะเบียน VAT แต่อย่างใด
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.): เมื่อ SE จ่ายค่าบริการ ค่าเช่า หรือค่าจ้างให้บุคคลภายนอก ยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งกรมสรรพากรตามปกติ เช่น ค่าเช่า หักที่อัตรา 5% ค่าบริการวิชาชีพจากบุคคลธรรมดา หักที่อัตรา 3% เป็นต้น
- ภาษีเงินได้พนักงาน (ภ.ง.ด.1): SE ที่มีพนักงานต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนและนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing)
- ประกันสังคม: พนักงานที่มีสัญญาจ้างทุกคนต้องอยู่ในระบบประกันสังคม นายจ้างนำส่งฝ่ายละ 5% ของเงินเดือน (ฐานเงินเดือนสูงสุดที่คำนวณให้ตรวจสอบกับประกันสังคม ณ ปีที่ดำเนินการ)
สิทธิ์ภาษีของผู้ลงทุนและผู้สนับสนุน SE
หนึ่งในข้อดีของการจดทะเบียนเป็น SE ที่ถูกต้องคือผู้ลงทุนและผู้สนับสนุนสามารถนำเงินไปใช้ประโยชน์ทางภาษีได้ ซึ่งช่วยให้ SE ระดมทุนได้ง่ายขึ้น
สิทธิ์สำหรับผู้ลงทุนบุคคลธรรมดา
- นำเงินลงทุนในหุ้นหรือหุ้นส่วนของ SE ที่จดทะเบียนถูกต้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปีภาษี
- หากบริจาคทรัพย์สิน (ไม่ใช่เงินสด) ให้ SE จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ VAT ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์สำหรับการโอนนั้น
สิทธิ์สำหรับผู้ลงทุนนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน)
- นำเงินลงทุนในหุ้นสามัญของ SE มาหักเป็นรายจ่ายได้ เต็มจำนวน โดยไม่มีเพดาน (ต่างจากการบริจาคการกุศลทั่วไปที่มีเพดาน 2% ของกำไรสุทธิ)
- หากบริจาคเงินสดหรือทรัพย์สินให้ SE ผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร สามารถหักเป็นรายจ่ายได้สูงสุด 2% ของกำไรสุทธิ รวมกับการบริจาคการกุศลอื่น ๆ ในรอบบัญชีเดียวกัน
- การบริจาคทรัพย์สินให้ SE จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ VAT ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์
ข้อควรระวัง: เงื่อนไขสิทธิ์ภาษีของผู้สนับสนุนผูกอยู่กับสถานะการจดทะเบียนของ SE ณ วันที่ลงทุนหรือบริจาค หาก SE ภายหลังสูญเสียสถานะหรือถูกเพิกถอน ผู้ลงทุนอาจถูกทบทวนสิทธิ์ย้อนหลัง ควรตรวจสอบสถานะ SE บนระบบ newstartup.rd.go.th ก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง
ระบบบัญชีและเอกสารที่ SE ต้องจัดเตรียม
แม้ SE ประเภทไม่จ่ายกำไรจะได้รับการยกเว้น CIT แต่กฎหมายบัญชีและข้อกำหนดของ สวส. ยังกำหนดให้ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินอย่างถูกต้องครบถ้วน การมีระบบบัญชีที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือพิสูจน์ต่อกรมสรรพากรว่า SE ปฏิบัติตามเงื่อนไขการยกเว้นภาษีครบถ้วน
- งบการเงินประจำปี: SE ที่จัดตั้งในรูปบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนต้องจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) และผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ก่อนยื่นต่อกรมสรรพากรและ สวส.
- บัญชีแยกแหล่งรายได้: หาก SE มีทั้งรายได้จากกิจกรรม SE และรายได้จากธุรกิจทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ SE ต้องแยกบัญชีให้ชัดเจน รายได้ส่วนหลังอาจไม่ได้รับการยกเว้น CIT
- เอกสารพิสูจน์วัตถุประสงค์ SE: ควรจัดเก็บรายงานผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact Report) และเอกสารการใช้จ่ายเงินที่แสดงให้เห็นชัดว่ากิจกรรมทุกอย่างสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ SE เพราะกรมสรรพากรอาจขอตรวจในกรณีสอบสวน
- ทะเบียนผู้ถือหุ้น: SE ต้องรักษาทะเบียนผู้ถือหุ้นให้เป็นปัจจุบัน เนื่องจากเงื่อนไขการยกเว้น CIT ผูกกับข้อห้ามการจ่ายผลประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้น การมีทะเบียนที่ถูกต้องช่วยพิสูจน์การปฏิบัติตามกฎ
SE ประเภทจ่ายกำไรได้: ภาระภาษีและการวางแผน
SE ที่เลือกรูปแบบจ่ายกำไรได้ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราปกติเหมือนบริษัทธรรมดา หากเข้าเงื่อนไข SME กล่าวคือมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท ณ วันสิ้นรอบบัญชี และ มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30,000,000 บาทในรอบบัญชีนั้น จะได้ใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันได ดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569)
- กำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท: อัตรา 0% (ยกเว้น)
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป: อัตรา 20%
ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 (ประมาณการกำไรครึ่งปี) ภายในเดือนที่ 8 ของรอบบัญชี และ ภ.ง.ด.50 (รอบบัญชีเต็มปี) ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี เช่นเดียวกับบริษัทจำกัดทั่วไป การประมาณกำไรใน ภ.ง.ด.51 ต่ำกว่าความเป็นจริงเกิน 25% จะมีเบี้ยปรับ ควรใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงภาษีเพื่อตรวจสอบสถานะ เช่น แบบประเมินความเสี่ยงทางภาษีของ A Plus Me
ประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่ SE มักพบ
ความเสี่ยงที่ 1 — ไม่แจ้งกรมสรรพากรทันเวลา
หลายกิจการจดทะเบียนกับ สวส. เรียบร้อยแล้ว แต่ลืมหรือไม่ทราบว่าต้องแจ้งกรมสรรพากรแยกต่างหากภายในรอบบัญชีที่ต้องการใช้สิทธิ์ ผลคือสูญเสียสิทธิ์ยกเว้น CIT ในรอบนั้นทั้งรอบ
ความเสี่ยงที่ 2 — รายได้จากกิจกรรมนอกวัตถุประสงค์ SE
หาก SE รับงานโปรเจกต์ที่ไม่เกี่ยวกับพันธกิจสังคม เช่น รับจ้างผลิตสื่อเชิงพาณิชย์ทั่วไป รายได้ส่วนนั้นอาจถูกกรมสรรพากรตีความว่าไม่ใช่รายได้ SE และต้องเสียภาษีตามปกติ ควรแยกบัญชีและปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนรับงาน
ความเสี่ยงที่ 3 — VAT ที่ถูกละเลย
เมื่อรายได้ SE เติบโตเกิน 1,800,000 บาทต่อปี หากไม่จดทะเบียน VAT จะมีโทษปรับและเบี้ยปรับย้อนหลัง สำหรับ SE ที่รายได้ใกล้เคียงเพดานนี้ ควรติดตามรายได้สะสมรายเดือนและวางแผนการจดทะเบียน VAT ล่วงหน้า ใช้ เครื่องมือเปรียบเทียบภาษีของ A Plus Me เพื่อประเมินผลกระทบของ VAT ต่อราคาขาย
ความเสี่ยงที่ 4 — เอกสารไม่พอพิสูจน์การปฏิบัติตามเงื่อนไข SE
กรมสรรพากรอาจเรียกตรวจเอกสารเพื่อยืนยันว่า SE ปฏิบัติตามเงื่อนไขการยกเว้นครบถ้วน หากไม่มีรายงานผลลัพธ์ทางสังคม บันทึกการประชุม หรือเอกสารการใช้ทรัพย์สินที่ชัดเจน อาจถูกปฏิเสธสิทธิ์ยกเว้นได้ แม้จะปฏิบัติตามในทางปฏิบัติ
เช็กลิสต์: สิ่งที่ SE ต้องจัดการก่อนสิ้นรอบบัญชี
ใช้รายการต่อไปนี้ทบทวนสถานะความพร้อมด้านบัญชีและภาษีของกิจการก่อนปิดรอบบัญชีแต่ละปี
งานบัญชีและงบการเงิน
- ปิดบัญชีรายเดือนครบทุกเดือน และกระทบยอดธนาคารกับบัญชีในระบบ
- แยกบัญชีรายได้ที่เกี่ยวกับกิจกรรม SE และรายได้อื่นอย่างชัดเจน
- จัดทำงบการเงินตาม TFRS for NPAEs และนัดผู้สอบบัญชี CPA ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือนก่อนครบกำหนด 150 วัน
- ตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นให้เป็นปัจจุบัน
งานภาษีและการยื่นแบบ
- ยืนยันสถานะ SE บนระบบ newstartup.rd.go.th ยังคงมีผลบังคับใช้
- สำหรับ SE ประเภทไม่จ่ายกำไร: ตรวจสอบว่าได้แจ้งกรมสรรพากรสำหรับรอบบัญชีปัจจุบันแล้ว
- สำหรับ SE ประเภทจ่ายกำไรได้: ยื่น ภ.ง.ด.51 ภายในเดือนที่ 8 และ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วัน
- ตรวจสอบยอดรายได้สะสมเทียบกับเกณฑ์ VAT 1,800,000 บาท
- ยืนยันว่า ภ.ง.ด.1 (ภาษีพนักงาน) และเงินสมทบประกันสังคมนำส่งครบทุกเดือน
หากต้องการประเมินความเสี่ยงด้านภาษีของกิจการโดยรวม สามารถใช้ เครื่องมือ Business Health Check หรือ แบบประเมินความเสี่ยงทางภาษี ของ A Plus Me เพื่อระบุจุดที่ต้องปรับปรุงก่อนเข้าสู่ฤดูยื่นแบบ
แหล่งอ้างอิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- กรมสรรพากร (rd.go.th) — ข้อมูลภาษีนิติบุคคล VAT และระบบ e-Filing
- ระบบแจ้งวิสาหกิจเพื่อสังคม กรมสรรพากร — ใช้แจ้งสิทธิ์ยกเว้นภาษีและตรวจสอบสถานะ SE
- สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส. / SE Thailand) — จดทะเบียน SE และข้อมูลสิทธิประโยชน์
- สภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) — มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS for NPAEs
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ บัญชีและภาษีของธุรกิจวิสาหกิจเพื่อสังคม
วิสาหกิจเพื่อสังคมประเภทไม่จ่ายกำไรได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่?
ได้รับการยกเว้น หาก SE จดทะเบียนเป็นประเภทไม่จ่ายกำไรตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 และแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านระบบ newstartup.rd.go.th โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เช่น ยื่นงบการเงินภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี ไม่ทำสัญญาหรือจ่ายผลประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้น และใช้ทรัพย์สินเพื่อกิจการเพื่อสังคมเท่านั้น
นักลงทุนบุคคลธรรมดาที่ลงทุนใน SE หักลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่?
บุคคลธรรมดาที่ลงทุนในหุ้นหรือหุ้นส่วนของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนถูกต้อง สามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปีภาษี (ข้อมูล ณ ปี 2569)
วิสาหกิจเพื่อสังคมประเภทจ่ายกำไรได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร?
SE ประเภทจ่ายกำไรได้ไม่ได้รับการยกเว้น CIT และต้องเสียภาษีตามอัตราปกติ หากเข้าเงื่อนไข SME (ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ≤ 5 ล้านบาท และรายได้ ≤ 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี) จะเสียในอัตราขั้นบันได คือ 0% สำหรับกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท, 15% สำหรับส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3,000,000 บาท และ 20% สำหรับส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป (ข้อมูล ณ ปี 2569)