คำถามที่ผู้ประกอบการนิติบุคคลใหม่ต้องเจอหลังจดทะเบียนบริษัทเสร็จคือ "ค่าทำบัญชีรายเดือนราคาเท่าไหร่?" และทำไมสำนักงานบัญชีบางแห่งประเมินราคาหลักพันต้น ๆ ขณะที่บางแห่งเสนอหลักหลายพัน ปัญหาสำคัญคือ **ค่าจ้างทำบัญชีไม่ใช่สินค้าราคาเดียว (One Size Fits All)** แต่เป็นงานวิชาชีพเฉพาะทางที่ประเมินจากความซับซ้อนของข้อมูล ปริมาณธุรกรรม และความต้องการรายงานของผู้บริหาร
4 ปัจจัยหลักที่สำนักงานบัญชีใช้ประเมินค่าบริการ
เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมและสะท้อนปริมาณงานจริง สำนักงานบัญชีจะขอดูข้อมูลธุรกิจเพื่อประเมิน 4 ปัจจัยสำคัญดังนี้:
1. ปริมาณเอกสารและธุรกรรม (Transaction Volume)
นี่คือปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุด โดยนับจากจำนวนเอกสารขาย (ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษี) เอกสารซื้อ/ค่าใช้จ่าย สลิปโอนเงิน และจำนวนบรรทัดใน Bank Statement (รายการเข้า-ออกในสมุดธนาคาร) ยิ่งปริมาณธุรกรรมต่อเดือนเยอะ ทีมบัญชีก็ต้องใช้ชั่วโมงทำงานในการบันทึกสมุดบัญชีแยกประเภทและกระทบยอดเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน
2. สถานะการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Status)
บริษัทที่จด VAT จะมีภาระหน้าที่ต้องจัดทำ **รายงานภาษีซื้อ** และ **รายงานภาษีขาย** พร้อมนำส่งแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้ว่าในเดือนนั้นจะไม่มีรายได้เลยก็ตาม ขณะที่บริษัทที่ไม่ได้จด VAT จะไม่มีภาระงานส่วนนี้ ทำให้ค่าบริการโดยรวมถูกกว่าเล็กน้อย
3. ประเภทของธุรกิจ (Business Operations)
ความยากง่ายในการจัดประเภทบัญชีแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ:
- ธุรกิจบริการ (Services): มีความซับซ้อนต่ำสุด เพราะไม่มีสินค้าคงคลัง มีเพียงรายได้และค่าบริการจ้างเหมา
- ธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading): ความยากปานกลาง มีเรื่องคลังสินค้าและการตรวจสอบต้นทุนสินค้าขาย (Cost of Goods Sold)
- ธุรกิจผลิต/โรงงาน (Manufacturing) และนำเข้า/ส่งออก (Import-Export): ความยากสูงสุด มีการคำนวณปันส่วนต้นทุนผลิต แรงงาน วัตถุดิบ ตลอดจนส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
4. ช่องทางรับชำระเงินและระบบธนาคาร (Payment Channels)
บริษัทที่รับเงินผ่านช่องทางเดียว (เช่น โอนเข้าบัญชีกสิกรไทยอย่างเดียว) จะทำงานง่ายกว่าบริษัทที่เชื่อมต่อระบบ Payment Gateway (เช่น Omise, Stripe) หรือขายผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce (Shopee, Lazada, TikTok) ซึ่งมีค่าธรรมเนียมแฝง มีรายงานแยกย่อย และเงินโอนเข้ามาเป็นก้อนใหญ่ที่ต้องนำมากระทบยอดรายออเดอร์
เรตราคาเฉลี่ยตามท้องตลาด (Market Rate Brackets)
นี่คือประมาณการอัตราค่าบริการทำบัญชีรายเดือนทั่วไปของกลุ่มธุรกิจบริการและซื้อมาขายไปในกรุงเทพฯ และปริมณฑล:
| ขนาดธุรกิจ / จำนวนเอกสารต่อเดือน | ธุรกิจไม่จด VAT (บาท/เดือน) | ธุรกิจจด VAT (บาท/เดือน) |
|---|---|---|
| ขนาดเริ่มต้น (0 - 15 รายการ) | 1,200 - 1,800 | 1,500 - 2,500 |
| ขนาดเล็ก (16 - 40 รายการ) | 1,800 - 3,000 | 2,500 - 3,500 |
| ขนาดกลาง (41 - 100 รายการ) | 3,000 - 4,500 | 3,500 - 5,500 |
| ขนาดใหญ่ (>100 รายการขึ้นไป) | 4,500+ | 5,500+ (ตามตกลง) |
ระวัง! ค่าธรรมเนียมแอบแฝงที่ไม่ได้รวมในค่าบริการรายเดือน
ผู้ประกอบการควรตรวจสอบสัญญากับสำนักงานบัญชีให้รอบคอบ เพราะเรตรายเดือนบางแห่งอาจดูถูกมาก แต่มีรายการเก็บแยกย่อยในภายหลัง:
- ค่าปิดงบการเงินประจำปี (Year-End Closing): มักคิดเพิ่มเป็นอัตรา 1 เท่า หรือ 1.5 เท่าของค่าบริการรายเดือน หรือคิดแบบเหมารวมแยกต่างหาก
- ค่าตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Auditor Fee): กฎหมายบังคับให้งบปีต้องผ่านการรับรองจากผู้สอบบัญชี (CPA) ซึ่งค่าบริการนี้มักแยกต่างหากจากสำนักงานบัญชี โดยทั่วไปเริ่มต้นที่ 5,000 - 15,000 บาทต่อปีขึ้นไป
- ค่าจัดเตรียมนำส่งแบบภาษีพิเศษ: เช่น การยื่น ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี), ภ.ง.ด.50 (ประจำปี), บอจ.5 (รายชื่อผู้ถือหุ้น) หรือแบบคำขอรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ
- ค่าบริการจัดการประกันสังคม: กรณีเพิ่ม/ลดพนักงาน หรือยื่นแบบสปส. รายเดือน
แนวทางการเลือกผู้ให้บริการทำบัญชีของ A Plus Me
ที่ **A Plus Me** เรายึดถือหลักความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ SME:
- ประเมินจากเอกสารและธุรกรรมจริง: เราขอดูตัวอย่างเอกสารหรือ Bank Statement ล่วงหน้าเพื่อประเมินราคาที่สะท้อนปริมาณงานที่แท้จริง ป้องกันปัญหาการขอขึ้นค่าบริการอย่างไร้เหตุผลในภายหลัง
- สรุปขอบเขตงานชัดเจน: หนังสือเสนอราคาของเราจะระบุชัดเจนว่ารายการใดรวมอยู่แล้ว (เช่น การบันทึกสมุดบัญชี ยื่นแบบรายเดือน ภ.ง.ด.1,3,53, ภ.พ.30 และการประสานงานสรรพากรเบื้องต้น) และรายการใดเป็นส่วนเสริม เพื่อให้เจ้าของธุรกิจวางแผนงบประมาณได้ถูกต้อง 100%
- มุ่งเน้นรายงานเพื่อการตัดสินใจ: เราไม่ได้ทำบัญชีเพียงเพื่อยื่นภาษีให้พ้นผิดกฎหมายสรรพากรเท่านั้น แต่เราพร้อมนำเสนอ **รายงานบัญชีรายเดือนสำหรับผู้บริหาร** เพื่อให้คุณเห็นสัดส่วนกระแสเงินสด ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และค่าใช้จ่ายจริงของกิจการทุกสิ้นเดือน
อ่านต่อในชุดบัญชีรายเดือน
- รับทำบัญชีรายเดือน ควรดูอะไรบ้างก่อนเลือกบริการ
- เอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน
- รายงานบัญชีรายเดือนที่เจ้าของกิจการควรได้เห็น
- สัญญาณเตือนของสำนักงานบัญชีที่ควรระวัง
- ดูบริการรับทำบัญชีรายเดือนของ A Plus Me
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ค่าบริการรับทำบัญชีรายเดือน คิดอย่างไร? สรุปเรตราคาและวิธีประเมินสำหรับ SME ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
- ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
- ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
- ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
- ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่าบริการรับทำบัญชีรายเดือน คิดอย่างไร? สรุปเรตราคาและวิธีประเมินสำหรับ SME ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งหรือไม่?
ต้องดูประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และเงื่อนไขการจ่ายจริงของเรื่อง ค่าบริการรับทำบัญชีรายเดือน คิดอย่างไร? สรุปเรตราคาและวิธีประเมินสำหรับ SME ก่อน หากเป็นค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า หรือเงินได้ที่กฎหมายกำหนด บริษัทผู้จ่ายมักมีหน้าที่หักภาษีและนำส่งตามรอบเดือน
เอกสารสำคัญของ ค่าบริการรับทำบัญชีรายเดือน คิดอย่างไร? สรุปเรตราคาและวิธีประเมินสำหรับ SME คืออะไร?
เอกสารหลักคือสัญญาหรือใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย โดยยอดในทุกเอกสารควรตรงกับบัญชีและแบบภาษีที่นำส่ง
ถ้าหักภาษีผิดในเรื่อง ค่าบริการรับทำบัญชีรายเดือน คิดอย่างไร? สรุปเรตราคาและวิธีประเมินสำหรับ SME แก้อย่างไร?
ให้ตรวจว่ายอดผิดเกิดจากอัตรา ประเภทเงินได้ หรือเดือนที่นำส่ง จากนั้นแก้หนังสือรับรองและแบบนำส่งให้สัมพันธ์กัน พร้อมบันทึกเหตุผลไว้เพื่อใช้ตอบคำถามผู้รับเงินหรือสรรพากร