บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของ SME และผู้ก่อตั้ง Startup ที่กำลังจะร่วมธุรกิจกับพาร์ทเนอร์ หรือรับนักลงทุนเข้ามาถือหุ้น คุณจะได้เข้าใจว่าสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) คืออะไร ควรระบุข้อสัญญาสำคัญอะไรบ้าง และข้อผิดพลาดใดที่เจ้าของธุรกิจมักพลาดจนเกิดปัญหาในภายหลัง

สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นคืออะไร และต่างจากข้อบังคับบริษัทอย่างไร

สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น หรือที่เรียกกันว่า Shareholders' Agreement คือสัญญาเอกชนที่ผู้ถือหุ้นทุกคน (หรือบางกลุ่ม) ตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ และกติกาในการบริหารบริษัทที่ละเอียดกว่าที่กฎหมายบริษัทบัญญัติไว้

คนมักสับสนระหว่างสองสิ่งนี้ ข้อบังคับบริษัท (Articles of Association หรือ บอจ.2) คือเอกสารที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใครก็ตรวจสอบได้ แต่ Shareholders' Agreement คือสัญญาลับระหว่างผู้ถือหุ้น ไม่ต้องจดทะเบียน และกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยที่ฝ่ายต่าง ๆ เห็นชอบร่วมกัน

สรุปง่าย ๆ: ข้อบังคับบริษัทเป็นกรอบกว้าง Shareholders' Agreement เป็นกติกาเฉพาะที่ผู้ถือหุ้นช่วยกันร่างขึ้น

ทำไม SME และ Startup ถึงควรมีสัญญานี้

หลายบริษัทเริ่มต้นด้วยความไว้ใจกัน ไม่มีสัญญาอะไรเป็นลายลักษณ์อักษรนอกจากเอกสารจดทะเบียน แล้วก็พบปัญหาเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน เช่น ใครจะเป็นคนตัดสินใจเรื่องใหญ่ จะทำอย่างไรถ้าผู้ก่อตั้งคนหนึ่งอยากขายหุ้นออกไป หรือถ้ามีข้อพิพาทกันจะยุติอย่างไร

สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นที่ดีช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ตั้งแต่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น และยังสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนหรือพาร์ทเนอร์ที่จะเข้ามาร่วมในภายหลังด้วย

ข้อสัญญาสำคัญที่ควรมีใน Shareholders' Agreement

ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ข้อสัญญาต่อไปนี้คือสิ่งที่นักกฎหมายและที่ปรึกษาธุรกิจมักแนะนำให้ครอบคลุม ทั้งนี้รายละเอียดควรร่างโดยทนายความที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบริษัท

1. สัดส่วนหุ้นและสิทธิออกเสียง

ระบุให้ชัดว่าใครถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และเรื่องใดบ้างที่ต้องใช้เสียงข้างมากธรรมดา (เกิน 50%) เทียบกับเรื่องที่ต้องใช้เสียงข้างมากพิเศษ (เช่น สามในสี่ของผู้ถือหุ้น) เช่น การเพิ่มทุน การเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท หรือการอนุมัติงบลงทุนขนาดใหญ่

2. Vesting Schedule — กันหุ้นไม่ให้โอนออกก่อนถึงเวลา

Vesting คือข้อกำหนดที่บอกว่าผู้ก่อตั้งจะ "ได้" หุ้นจริง ๆ ก็ต่อเมื่อทำงานในบริษัทครบระยะเวลาที่กำหนด เช่น ตกลงว่าถือหุ้น 30% แต่หุ้นจะ vest ทยอยในระยะ 4 ปี ถ้าออกก่อนกำหนดก็ต้องคืนหุ้นส่วนที่ยังไม่ vest กลับมา ข้อนี้สำคัญมากเพื่อกันไม่ให้ผู้ก่อตั้งคนหนึ่งออกไปเร็ว ๆ แต่ยังถือหุ้นก้อนใหญ่ค้างอยู่

3. Right of First Refusal — สิทธิปฏิเสธก่อน

ถ้าผู้ถือหุ้นคนหนึ่งอยากขายหุ้นออกไป ผู้ถือหุ้นคนอื่นต้องมีสิทธิ์ซื้อหุ้นนั้นก่อน ในราคาและเงื่อนไขเดียวกันกับที่ผู้ซื้อภายนอกเสนอ ข้อนี้ช่วยป้องกันไม่ให้คนแปลกหน้าเข้ามาถือหุ้นในบริษัทโดยที่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ทันตั้งตัว

4. Drag-Along และ Tag-Along

Drag-Along คือสิทธิของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่จะ "ลากพา" ผู้ถือหุ้นรายย่อยไปขายหุ้นพร้อมกัน เมื่อมีผู้ซื้อรายใหญ่เข้ามาซื้อกิจการทั้งหมด เพื่อไม่ให้รายย่อยขัดขวางดีลใหญ่

Tag-Along คือสิทธิฝั่งตรงข้าม ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถ "ติดตาม" ไปขายหุ้นในราคาเดียวกับรายใหญ่ได้ ป้องกันไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

5. การระงับข้อพิพาท

ระบุล่วงหน้าว่าถ้าเกิดความขัดแย้งจะใช้วิธีใด เช่น เจรจาโดยตรงภายในกี่วัน หากไม่สำเร็จจะนำเรื่องเข้าสู่การไกล่เกลี่ย (Mediation) หรืออนุญาโตตุลาการ (Arbitration) ก่อนฟ้องศาล กระบวนการนี้ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากหากทุกฝ่ายยอมรับกันไว้ก่อน

6. ทางออกเมื่อผู้ก่อตั้งออกจากบริษัท (Good Leaver / Bad Leaver)

กำหนดให้ชัดว่าถ้าผู้ก่อตั้งออกไป "ด้วยดี" (Good Leaver) เช่น เจ็บป่วย ครบสัญญา เทียบกับออกไปด้วยสาเหตุลบ (Bad Leaver) เช่น ละทิ้งหน้าที่ ทำผิดสัญญา จะมีสิทธิ์ในหุ้นต่างกันอย่างไร โดยทั่วไป Bad Leaver มักต้องขายหุ้นคืนในราคาที่ต่ำกว่า Fair Value

7. ข้อห้ามแข่งขัน (Non-Compete) และการรักษาความลับ

กำหนดว่าในระหว่างที่เป็นผู้ถือหุ้น และภายในระยะเวลาหนึ่งหลังจากออกไป ห้ามไปทำธุรกิจแข่งขัน หรือนำข้อมูลความลับทางธุรกิจออกไปใช้ ระยะเวลาและขอบเขตที่เหมาะสมควรปรึกษาทนายความ เพราะถ้ากำหนดกว้างเกินไปอาจใช้บังคับได้ยาก

ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ผู้ก่อตั้ง 3 คน ถือหุ้นเท่ากัน แล้วเกิดความขัดแย้ง

กรณีศึกษา: Deadlock ในบริษัท 3 คนถือ 33% เท่ากัน

สมมติว่าบริษัท A มีผู้ก่อตั้ง 3 คน ถือหุ้นคนละ 33.33% ไม่มี Shareholders' Agreement ใด ๆ ครบ 2 ปี ผู้ก่อตั้งคนที่สองอยากเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ แต่อีกสองคนไม่เห็นด้วย เมื่อโหวตทุกครั้งก็เสมอกัน (2 ต่อ 1) แต่ไม่มีกลไกตัดสินขั้นสุดท้าย บริษัทจึงตัดสินใจอะไรไม่ได้ สภาวะนี้เรียกว่า Deadlock

ถ้ามีสัญญาที่กำหนดกลไก Deadlock ไว้ เช่น ให้กรรมการอิสระคนที่สี่เป็นผู้ตัดสินชี้ขาด หรือกำหนดให้ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์ซื้อหุ้นของอีกฝ่ายในราคาที่ยุติธรรม (Buy-Sell หรือ "Shotgun Clause") สถานการณ์นี้ก็สามารถแก้ได้โดยไม่ต้องฟ้องศาล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของ SME และ Startup

  • ไม่มีสัญญาเลย เชื่อใจกันโดยไม่มีลายลักษณ์อักษร พอเกิดปัญหาจริงไม่มีกรอบอ้างอิง
  • คัดลอก Template จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ปรับ สัญญาที่ดีต้องสะท้อนโครงสร้างและความตกลงเฉพาะของธุรกิจนั้น ๆ ไม่ใช่ Template กลาง
  • ลืมระบุ Vesting ผู้ก่อตั้งออกไปในปีแรก แต่ยังถือหุ้น 30% โดยไม่ได้มีส่วนร่วมสร้างบริษัทอีกต่อไป ส่งผลต่อการระดมทุนในอนาคต
  • ไม่กำหนดกลไก Deadlock โดยเฉพาะบริษัทที่แบ่งหุ้น 50-50 หรือ 33-33-33 ซึ่งโหวตเสมอได้ง่าย
  • ไม่อัปเดตสัญญาเมื่อรับนักลงทุนใหม่ สัญญาเดิมอาจขัดแย้งกับเงื่อนไขที่นักลงทุนใหม่ต้องการ ทำให้ดีลซับซ้อนขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • ไม่ปรึกษาทนายความ สัญญาที่เขียนเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญตรวจทาน อาจมีช่องโหว่ หรือบังคับใช้ได้ยากตามกฎหมายไทย

Checklist ก่อนทำสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น

สิ่งที่ต้องตกลงกันให้ชัดก่อนเข้าหาทนายความ

  • ใครถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ์
  • ใครเป็นกรรมการ และใครมีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท
  • เรื่องสำคัญใดบ้างที่ต้องใช้เสียง 3 ใน 4 หรือ unanimous consent
  • จะมี Vesting Schedule ไหม ระยะเวลากี่ปี และ Cliff (ระยะเวลาก่อนที่หุ้นจะเริ่ม vest) กี่เดือน
  • ถ้าผู้ถือหุ้นอยากขายหุ้น กระบวนการเป็นอย่างไร ใครมีสิทธิ์ซื้อก่อน
  • ถ้าเกิด Deadlock จะแก้ด้วยกลไกใด
  • Non-Compete ครอบคลุมขอบเขตงานใด และมีผลกี่ปีหลังออก
  • กฎหมายที่ใช้บังคับและสถานที่ระงับข้อพิพาทคือที่ใด

สัญญาผู้ถือหุ้นกับมิติด้านบัญชีและภาษีที่ควรรู้

แม้ Shareholders' Agreement จะเป็นเรื่องกฎหมายเป็นหลัก แต่มีผลกระทบต่อด้านบัญชีและภาษีหลายประการที่เจ้าของ SME ควรรับรู้

  • การโอนหุ้น: อาจมีภาระภาษีและอากรแสตมป์ที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดขึ้นอยู่กับโครงสร้างการโอนและมูลค่าหุ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำธุรกรรม
  • เงินปันผล: สัญญาอาจกำหนดนโยบายปันผล เช่น สัดส่วนขั้นต่ำของกำไรที่ต้องจ่ายปันผล ซึ่งมีผลต่อการวางแผนภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้รับ
  • การเพิ่มทุน: ราคาหุ้นที่ออกใหม่อาจส่งผลต่อโครงสร้างทุนในงบการเงิน และอาจมีนัยยะด้านภาษีหากราคาต่างจากมูลค่าที่ตราไว้มาก
  • การซื้อหุ้นคืน (Buy-Back): สำหรับบริษัทจำกัด กลไกการซื้อหุ้นคืนโดยบริษัท (corporate share buyback) ในลักษณะเดียวกับบริษัทมหาชนจำกัดนั้นไม่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิ่งที่สัญญาผู้ถือหุ้นมักกำหนดในทางปฏิบัติคือกลไกให้ผู้ถือหุ้นฝ่ายอื่นซื้อหุ้นกลับคืนจากฝ่ายที่ต้องการออก ซึ่งต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการโอนหุ้นตาม ป.พ.พ. และมีผลทางบัญชีที่ต้องบันทึกให้ถูกต้อง ควรปรึกษาทนายความและผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีก่อนกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวในสัญญา

ตัวเลขและอัตราที่เกี่ยวข้องกับภาษีในกรณีเหล่านี้ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและทนายความ เนื่องจากขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละบริษัท

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME ควรนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงกับระบบเอกสารและการดำเนินการจริงภายในองค์กรของคุณอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้จุดเช็กลิสต์และแนวทางหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังนี้:

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบงานในบริษัท

  • จัดทำสมุดคุมทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นและออกใบหุ้นให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • ยื่นแบบรายงานรายชื่อผู้ถือหุ้นประจำปี (บอจ.5) ตามรอบเวลากฎหมาย

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • ละเลยไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่ออนุมัติงบการเงินในกำหนด 4 เดือน
  • มอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อกรรมการโดยไม่มีเอกสารมอบอำนาจเป็นระเบียบ

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นในธุรกิจสตาร์ทอัพและ SME

ผู้ก่อตั้งและถือหุ้นบริษัทจำกัดปัจจุบันกำหนดขั้นต่ำกี่คน?

ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้มีผู้ก่อตั้งขั้นต่ำอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป