เจ้าของนิติบุคคลจดใหม่หลายคนมักคิดว่า "เราเป็นเจ้าของบริษัท เงินในบัญชีบริษัทก็คือเงินของเรา" และเลือกที่จะโอนเงินสดของบริษัทออกไปใช้จ่ายส่วนตัวตามความต้องการโดยไม่ได้ลงรายการทางบัญชี แต่ในมุมของกฎหมายและการตรวจสอบภาษี บริษัทจำกัดเป็นคนละบุคคลแยกจากคุณทางกฎหมาย การดึงเงินไปใช้ดื้อ ๆ จะทำให้เกิดบัญชีเสี่ยงภัยที่เรียกว่า "ลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ" ซึ่งต้องคิดดอกเบี้ยและนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะ

นี่คือ 5 วิธีการวางแผนดึงเงินออกจากบริษัทอย่างถูกต้อง คุ้มค่าภาษี และได้รับการยอมรับจากกรมสรรพากร:

วิธีที่ 1: เงินเดือนและโบนัสกรรมการ

นี่เป็นวิธีการดึงเงินออกที่ง่ายและนิยมมากที่สุด โดยตั้งกรรมการเป็นพนักงานของบริษัทและจ่ายผลตอบแทนรายเดือนตามหน้าที่งานจริง:

  • ประโยชน์ฝั่งบริษัท: บันทึกเป็น "ค่าใช้จ่ายของบริษัท" เพื่อลดกำไรสุทธิในการคำนวณภาษีนิติบุคคลได้ 100%
  • ข้อควรระวัง: ผู้รับเงินเดือน (กรรมการ) มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีตามอัตราภาษีก้าวหน้า (5% - 35%) จึงต้องวางระดับเงินเดือนให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม

วิธีที่ 2: การจ่ายเงินปันผล (Dividend)

เมื่อบริษัทมีผลการดำเนินงานจริงเป็นกำไรสะสมและไม่มีขาดทุนสะสมค้างอยู่ สามารถประกาศจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น:

  • ประโยชน์ฝั่งบุคคล: จะมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10% (แบบ Final Tax หรือนำไปรวมคำนวณขอเครดิตภาษีปันผลเพื่อขอเงินคืนได้ หากฐานภาษีเงินได้บุคคลไม่สูง)
  • ข้อจำกัด: เงินปันผลนี้ถูกจ่ายจากกำไรสุทธิที่เสียภาษีนิติบุคคลไปแล้วรอบหนึ่ง และ ไม่สามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้

วิธีที่ 3: จ่ายค่าเช่าสินทรัพย์ส่วนตัวที่บริษัทใช้ประโยชน์

หากกรรมการมีสินทรัพย์ส่วนตัว เช่น อาคารสำนักงาน ที่ดิน รถยนต์ หรือแม้แต่ลิขสิทธิ์โปรแกรม/เครื่องหมายการค้า และนำมาให้บริษัทใช้งานในการทำธุรกิจจริง สามารถทำสัญญาเช่าในนามบริษัทเพื่อจ่ายค่าเช่าให้กับกรรมการได้:

  • ประโยชน์ฝั่งบริษัท: หักเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทเพื่อประหยัดภาษีนิติบุคคลได้
  • ข้อกำหนด: ค่าเช่าต้องตั้งในราคาที่สมเหตุสมผลตามราคาตลาด และกรรมการในฐานะผู้ให้เช่าต้องยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภท 40(5) ปลายปี

วิธีที่ 4: ค่าที่ปรึกษาหรือค่าธรรมเนียมวิชาชีพ

ในกรณีที่กรรมการมีทักษะ ความรู้ หรือวิชาชีพเฉพาะด้านและทำหน้าที่ดูแลให้คำปรึกษาแก่บริษัท (เช่น งานตรวจแบบร่าง, งานที่ปรึกษากฎหมาย, งานออกแบบวิศวกรรม) สามารถจัดตั้งสัญญาการจ้างรับคำปรึกษาแยกต่างหากจากเงินเดือนได้:

  • ประโยชน์: บริษัทนำไปหักเป็นรายจ่ายดำเนินการได้ และกรรมการสามารถหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์เงินได้มาตรา 40(6) หรือ 40(2) ได้ตามประเภทของสัญญานั้น ๆ

วิธีที่ 5: สัญญาเงินกู้ยืมระหว่างบริษัทและกรรมการ

หากจำเป็นต้องใช้เงินด่วนชั่วคราวและมีแผนนำมาคืนในเวลาที่กำหนด สามารถทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินระหว่างบริษัทและกรรมการได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ:

  • ข้อบังคับสรรพากร: บริษัท ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ ตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำหรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทต้องมีภาระเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) 3.3% จากยอดดอกเบี้ยรับนั้น พร้อมออกเอกสารยื่น ภ.ธ.40

สรุป

การวางแผนสัดส่วนการดึงเงินออกจากบริษัท (เช่น ผสมสัดส่วนเงินเดือนคู่กับเงินปันผลและการให้เช่าอาคาร) เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดภาระภาษีรวม (ทั้งบุคคลและนิติบุคคล) ของเจ้าของกิจการให้เหลือน้อยที่สุดอย่างถูกกฎหมาย หลีกเลี่ยงปัญหาดอกเบี้ยบวกกลับบัญชีเงินกู้ยืมกรรมการที่สรรพากรมักเพ่งเล็งเป็นอันดับแรก

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง 5 วิธีดึงเงินออกจากบริษัทอย่างถูกกฎหมายและประหยัดภาษี ควรใช้เพื่อวางแผนก่อนเกิดรายการจริง เพราะการประหยัดภาษีที่ดีต้องมีเหตุผลทางธุรกิจ เอกสารครบ และบันทึกบัญชีสอดคล้องกับกระแสเงินสดจริง

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกเป้าหมายทางธุรกิจออกจากเป้าหมายภาษี เช่น เงินสด กำไร ภาระเอกสาร และความเสี่ยงย้อนหลัง
  • ตรวจว่ารายจ่ายหรือโครงสร้างที่เลือกมีเอกสาร ผู้รับเงิน และเหตุผลทางธุรกิจรองรับ
  • ประเมินผลต่อ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และงบการเงินก่อนตัดสินใจ

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • มองเฉพาะตัวเลขภาษีที่ลดลง แต่ไม่ดูความเสี่ยงเอกสารและกระแสเงินสด
  • ใช้รายจ่ายส่วนตัวหรือรายการที่ไม่มีผู้รับเงินชัดเจนเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท
  • ทำรายการปลายปีโดยไม่มีมติ สัญญา หรือหลักฐานชำระเงินจริงรองรับ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

5 วิธีดึงเงินออกจากบริษัทอย่างถูกกฎหมายและประหยัดภาษี ใช้ลดภาษีได้จริงหรือไม่?

เรื่อง 5 วิธีดึงเงินออกจากบริษัทอย่างถูกกฎหมายและประหยัดภาษี อาจช่วยให้ภาษีเหมาะสมขึ้นได้เมื่อมีเหตุผลทางธุรกิจและเอกสารรองรับครบ แต่ไม่ควรใช้เป็นวิธีลดภาษีแบบตัดขาดจากข้อเท็จจริง เพราะสรรพากรสามารถตรวจย้อนกลับจากเงินเข้าออกและเอกสารประกอบได้

ก่อนตัดสินใจเรื่อง 5 วิธีดึงเงินออกจากบริษัทอย่างถูกกฎหมายและประหยัดภาษี ควรเช็กอะไร?

ควรเช็กผลต่อกำไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล กระแสเงินสด และเอกสารที่จะต้องเก็บในแฟ้มบัญชี เพื่อให้แผนภาษีไม่กลายเป็นความเสี่ยงย้อนหลัง

ถ้าทำ 5 วิธีดึงเงินออกจากบริษัทอย่างถูกกฎหมายและประหยัดภาษี ไปแล้วเอกสารไม่ครบควรแก้อย่างไร?

ให้รวบรวมหลักฐานที่มีอยู่ แยกรายการที่พิสูจน์ผู้รับเงินและวัตถุประสงค์ธุรกิจได้ จากนั้นให้ผู้ทำบัญชีประเมินว่าควรบันทึกเป็นรายจ่ายได้หรือควรแยกเป็นรายการต้องห้ามทางภาษี