ในการทำธุรกิจ SME บ่อยครั้งที่เจ้าของกิจการ (ซึ่งมักเป็นกรรมการบริษัทด้วย) แยกกระเป๋าเงินส่วนตัวกับกระเป๋าบริษัทไม่ออก มีการดึงเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัว หรือควักกระเป๋าตัวเองจ่ายหนี้แทนบริษัท รายการเหล่านี้ในทางบัญชีจะถูกบันทึกเป็น "เงินกู้ยืมระหว่างกรรมการและบริษัท" ซึ่งตามกฎหมายสรรพากรแล้ว รายการนี้มีกฎเกณฑ์เรื่องการคิดดอกเบี้ยและภาษีที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง

เงินกู้ยืมกรรมการเกิดจากอะไร? แบ่งเป็น 2 ทิศทาง

ในงบการเงิน รายการนี้สามารถปรากฏได้ใน 2 รูปแบบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง:

1. ลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ (กรรมการกู้ยืมเงินจากบริษัท)

เกิดจาก "กรรมการเอาเงินบริษัทออกไปใช้ส่วนตัว" หรือจ่ายเงินออกไปโดยไม่มีหลักฐานใบเสร็จที่ใช้ลงบัญชีได้ ส่งผลให้นักบัญชีต้องบันทึกเป็นเงินกู้ยืมที่กรรมการติดค้างบริษัทไว้ รายการนี้จะอยู่ในฝั่ง สินทรัพย์หมุนเวียน (Asset) ในงบแสดงฐานะการเงิน

2. เจ้าหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ (บริษัทกู้ยืมเงินจากกรรมการ)

เกิดจาก "กรรมการควักเงินส่วนตัวมาจ่ายค่าใช้จ่ายแทนบริษัท" หรือนำเงินมาเติมในบัญชีธนาคารเพื่อหมุนเวียนในกรณีที่บริษัทขาดสภาพคล่อง ส่งผลให้บริษัทมีสถานะเป็นหนี้กรรมการ รายการนี้จะอยู่ในฝั่ง หนี้สินหมุนเวียน (Liability) ในงบแสดงฐานะการเงิน

กฎเหล็กสรรพากร: ทำไมต้องคิดดอกเบี้ย?

กรณีที่ กรรมการกู้ยืมเงินจากบริษัท (ลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ) ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า:

ห้ามมิให้โอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีในอัตราที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร

หมายความว่า บริษัทต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการ ในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าราคาตลาด หากบริษัทไม่คิดดอกเบี้ยหรือคิดต่ำเกินไป สรรพากรมีอำนาจประเมิน "ดอกเบี้ยรับพึงได้" เป็นรายได้ของบริษัทเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลย้อนหลังทันที

อัตราดอกเบี้ย "ราคาตลาด" ควรเป็นเท่าไหร่ดี?

แนวทางการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สรรพากรยอมรับแบ่งเป็นกรณีต่าง ๆ ดังนี้:

  • หากบริษัทนำเงินกู้จากธนาคารมาให้กรรมการกู้ต่อ: ต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายให้แก่ธนาคาร
  • หากบริษัทนำเงินสะสม/เงินหมุนเวียนของตนเองมาให้กู้: ต้องคิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำสูงสุดของธนาคารพาณิชย์ หรือใช้เรตอ้างอิงดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ (เช่น MLR หรือ MOR)

ประเด็นภาษีที่ต้องเสียเมื่อคิดดอกเบี้ยกู้ยืม

เมื่อบริษัทบันทึกรายได้ดอกเบี้ยจากกรรมการ (ลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ) บริษัทจะมีภาระภาษีดังนี้:

  1. ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax - SBT): การให้กู้ยืมเงินถือเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ บริษัทต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตรา 3% (+ภาษีท้องถิ่น 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะ รวมเป็น 3.3%) ของยอดดอกเบี้ยรับ
  2. หน้าที่ยื่นแบบ ภ.ธ.40: บริษัทต้องยื่นแบบ ภ.ธ.40 และชำระภาษีธุรกิจเฉพาะภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการรับรู้รายได้ดอกเบี้ย (คิดตามเกณฑ์สิทธิ แม้กรรมการจะยังไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยจริงก็ตาม)
  3. ภาษีเงินได้นิติบุคคล: ดอกเบี้ยรับนี้ถือเป็นรายได้ของบริษัทที่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.50)

กรณีบริษัทกู้เงินกรรมการ (เจ้าหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ) คิดดอกเบี้ยอย่างไร?

ในทางกลับกัน หากบริษัทกู้เงินจากกรรมการมาหมุนเวียน:

  • บริษัทสามารถเลือก คิดดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้ (กฎหมายควบคุมไม่ให้ปล่อยกู้ฟรี แต่ไม่ได้ห้ามกู้ฟรี หากกรรมการใจดีให้บริษัทกู้โดยไม่มีดอกเบี้ยถือว่าทำได้โดยไม่มีผลเสียทางภาษีแก่บริษัท)
  • หากคิดดอกเบี้ย: ดอกเบี้ยจ่ายนั้นถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ (ถ้าอัตราไม่เกินดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารทั่วไป) แต่บริษัทมีหน้าที่ต้อง หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (ยื่นแบบ ภ.ง.ด.2 หรือ ภ.ง.ด.1 ขึ้นกับฐานภาษี) และตัวกรรมการผู้รับดอกเบี้ยจะต้องนำรายได้ดอกเบี้ยนี้ไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปีด้วย

ข้อควรระวัง: สัญญากู้ยืมเงินและหลักฐาน

ทุกครั้งที่มีรายการเงินกู้ยืมกรรมการเกิดขึ้นในงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ บริษัทควรจัดเตรียมเอกสารเหล่านี้ไว้พร้อมตรวจสอบ:

  • สัญญากู้ยืมเงิน ที่ระบุวงเงิน อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขการชำระคืนชัดเจน
  • รายงานการประชุมคณะกรรมการ ที่มีมติอนุมัติการให้กู้ยืมหรือกู้ยืมเงินดังกล่าว
  • หลักฐานทางการเงิน เช่น Pay Slip หรือ Bank Statement ที่แสดงการโอนเงินจริงเข้า/ออกจากบัญชีบริษัท

วิธีแก้ไขและล้างบัญชี "เงินกู้ยืมกรรมการ" สะสม

การมีบัญชีเงินกู้ยืมกรรมการค้างเติ่งในงบการเงินจำนวนมาก ๆ นอกจากจะเสี่ยงโดนประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและดอกเบี้ยย้อนหลังแล้ว ยังทำให้งบการเงินขาดความน่าเชื่อถือตอนขอสินเชื่อธนาคาร วิธีแก้ไข ได้แก่:

  • จ่ายคืนเงินต้น: ทยอยคืนเงินกู้ด้วยเงินสดหรือโอนเงินผ่านบัญชีจริง
  • จ่ายเงินปันผล/เงินเดือนเพื่อนำไปหักกลบลบหนี้: บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลหรือโบนัสให้กรรมการ เพื่อให้นำเงินก้อนนั้นมาล้างหนี้เงินกู้ยืม (ต้องเสียภาษีเงินปันผลหรือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ)
  • แยกกระเป๋าเงินให้เด็ดขาด: หลีกเลี่ยงการใช้เงินบริษัทชำระค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้บัตรเครดิตส่วนตัวแยกต่างหาก

สรุป

บัญชีเงินกู้ยืมกรรมการไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะสรรพากรตรวจสอบได้ง่ายมากผ่านงบแสดงฐานะการเงิน หากมีลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการเกิดขึ้น บริษัทต้องคำนวณดอกเบี้ยตามราคาตลาด ยื่นเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ทุกเดือนผ่านแบบ ภ.ธ.40 และทำสัญญาเงินกู้ให้ถูกต้อง การปรึกษาสำนักงานบัญชีตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางระบบการรับจ่ายเงินและแก้ไขปัญหาเงินกู้ยืมได้อย่างปลอดภัยและถูกหลักภาษี

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการคืออะไร กฎการคิดดอกเบี้ย และภาษีที่บริษัทต้องระวัง ควรใช้เพื่อวางแผนก่อนเกิดรายการจริง เพราะการประหยัดภาษีที่ดีต้องมีเหตุผลทางธุรกิจ เอกสารครบ และบันทึกบัญชีสอดคล้องกับกระแสเงินสดจริง

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกเป้าหมายทางธุรกิจออกจากเป้าหมายภาษี เช่น เงินสด กำไร ภาระเอกสาร และความเสี่ยงย้อนหลัง
  • ตรวจว่ารายจ่ายหรือโครงสร้างที่เลือกมีเอกสาร ผู้รับเงิน และเหตุผลทางธุรกิจรองรับ
  • ประเมินผลต่อ VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล และงบการเงินก่อนตัดสินใจ

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • มองเฉพาะตัวเลขภาษีที่ลดลง แต่ไม่ดูความเสี่ยงเอกสารและกระแสเงินสด
  • ใช้รายจ่ายส่วนตัวหรือรายการที่ไม่มีผู้รับเงินชัดเจนเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท
  • ทำรายการปลายปีโดยไม่มีมติ สัญญา หรือหลักฐานชำระเงินจริงรองรับ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เงินกู้ยืมกรรมการคืออะไร กฎการคิดดอกเบี้ย และภาษีที่บริษัทต้องระวัง ใช้ลดภาษีได้จริงหรือไม่?

เรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการคืออะไร กฎการคิดดอกเบี้ย และภาษีที่บริษัทต้องระวัง อาจช่วยให้ภาษีเหมาะสมขึ้นได้เมื่อมีเหตุผลทางธุรกิจและเอกสารรองรับครบ แต่ไม่ควรใช้เป็นวิธีลดภาษีแบบตัดขาดจากข้อเท็จจริง เพราะสรรพากรสามารถตรวจย้อนกลับจากเงินเข้าออกและเอกสารประกอบได้

ก่อนตัดสินใจเรื่อง เงินกู้ยืมกรรมการคืออะไร กฎการคิดดอกเบี้ย และภาษีที่บริษัทต้องระวัง ควรเช็กอะไร?

ควรเช็กผลต่อกำไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้นิติบุคคล กระแสเงินสด และเอกสารที่จะต้องเก็บในแฟ้มบัญชี เพื่อให้แผนภาษีไม่กลายเป็นความเสี่ยงย้อนหลัง

ถ้าทำ เงินกู้ยืมกรรมการคืออะไร กฎการคิดดอกเบี้ย และภาษีที่บริษัทต้องระวัง ไปแล้วเอกสารไม่ครบควรแก้อย่างไร?

ให้รวบรวมหลักฐานที่มีอยู่ แยกรายการที่พิสูจน์ผู้รับเงินและวัตถุประสงค์ธุรกิจได้ จากนั้นให้ผู้ทำบัญชีประเมินว่าควรบันทึกเป็นรายจ่ายได้หรือควรแยกเป็นรายการต้องห้ามทางภาษี