เจ้าของธุรกิจ SME ไทยหลายรายสร้างกลุ่มบริษัทมากกว่าหนึ่งนิติบุคคลด้วยเหตุผลที่หลากหลาย ทั้งการแยกความเสี่ยงทางธุรกิจ การจัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน และการวางแผนภาษีระยะยาว บทความนี้อธิบายหลักการ ข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงของการกระจายรายได้ผ่านโครงสร้างกลุ่มบริษัท (Split Income Structure) และบริษัทแม่ (Holding Company) ภายใต้กฎหมายภาษีไทยที่บังคับใช้ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2569)

โครงสร้างกลุ่มบริษัทคืออะไร และทำไม SME จึงใช้

โครงสร้างกลุ่มบริษัท (Group Structure) หมายถึงการที่ผู้ประกอบการเดียวกันหรือกลุ่มผู้ถือหุ้นเดียวกันถือหุ้นในบริษัทมากกว่าหนึ่งแห่ง โดยอาจจัดในรูปแบบ "บริษัทพี่น้อง" (Sister Companies) ที่ถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นร่วมกัน หรือรูปแบบ "บริษัทแม่-ลูก" (Parent-Subsidiary / Holding Structure) ที่บริษัทหนึ่งถือหุ้นในอีกบริษัทหนึ่ง

เหตุผลเชิงพาณิชย์ที่ชอบด้วยกฎหมายในการจัดโครงสร้างดังกล่าว ได้แก่:

  • แยกความเสี่ยงและความรับผิดทางกฎหมายระหว่างธุรกิจหลายสายงาน (เช่น แยกกิจการอสังหาริมทรัพย์ออกจากกิจการค้าปลีก)
  • อำนวยความสะดวกในการขายกิจการบางส่วน หรือรับนักลงทุนร่วมทุนในสายธุรกิจเดียว
  • จัดการสืบทอดกิจการและการถ่ายโอนทรัพย์สินให้ทายาทผ่านโครงสร้างการถือหุ้น
  • กักทรัพย์สินมูลค่าสูง (เช่น ที่ดิน อาคาร ทรัพย์สินทางปัญญา) ไว้ในบริษัทแยกต่างหาก เพื่อปกป้องจากความเสี่ยงเชิงพาณิชย์

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและหลักการประหยัดภาษีของ SME

บริษัทจำกัดที่ผ่านเกณฑ์ SME ของกรมสรรพากร ได้แก่ ทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากกิจการ ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามอัตราก้าวหน้า ดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569):

  • กำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท — อัตรา 0% (ยกเว้นภาษี)
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท ถึง 3,000,000 บาท — อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท — อัตรา 20%

บริษัทที่ไม่ผ่านเกณฑ์ SME (หรือ SME ในปีที่ทำรายได้เกิน 30 ล้านบาท) เสียภาษีในอัตราเดียวกันทั้งก้อน 20% ของกำไรสุทธิ

แน่นอนว่าหากกิจการมีกำไรสุทธิ เช่น 6 ล้านบาท การถือในบริษัทเดียว (ไม่ผ่านเกณฑ์ SME) จะเสียภาษี 1.2 ล้านบาท แต่หากแบ่งเป็นสองบริษัทที่ต่างมีกำไร 3 ล้านบาท แต่ละบริษัทจะเสียภาษีเพียงประมาณ 405,000 บาท รวมกัน 810,000 บาท ซึ่งต่างกันมาก อย่างไรก็ตาม การจัดแบ่งดังกล่าวต้องมีเหตุผลเชิงพาณิชย์ที่แท้จริง ไม่เช่นนั้นอาจถูกมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี (ดูหัวข้อความเสี่ยงด้านล่าง)

โครงสร้าง Holding Company และภาษีเงินปันผลระหว่างบริษัท

การจัดตั้งบริษัทแม่ (Holding Company) เพื่อถือหุ้นในบริษัทลูก (Subsidiary) เป็นโครงสร้างที่ใช้กันทั่วไปในการวางแผนธุรกิจระยะยาว ประเด็นภาษีสำคัญที่ต้องเข้าใจคือการเก็บภาษีเงินปันผลในสองชั้น ได้แก่ ชั้นบริษัทจ่าย และชั้นผู้รับ

ภาษีเงินปันผลที่บริษัทลูกหักจากผู้ถือหุ้น

เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ตามมาตรา 50(2) แห่งประมวลรัษฎากร และยื่น ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 สำหรับการยื่นออนไลน์) ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดาสามารถเลือกให้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เป็น "ภาษีสุดท้าย" โดยไม่ต้องนำเงินปันผลไปรวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 อีก หรืออาจเลือกนำไปรวมคำนวณเพื่อใช้เครดิตภาษีเงินปันผลก็ได้ (ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของแต่ละราย)

การยกเว้นภาษีเงินปันผลระหว่างนิติบุคคล (มาตรา 65 ทวิ(10))

เมื่อผู้รับเงินปันผลเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน (ไม่ใช่บุคคลธรรมดา) หลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีดังนี้:

  • ยกเว้น 50% — กรณีทั่วไปที่บริษัทผู้รับถือหุ้นน้อยกว่า 25% หรือมีการถือหุ้นไขว้ (cross-shareholding)
  • ยกเว้น 100% — หากบริษัทผู้รับถือหุ้น ตั้งแต่ 25% ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง และไม่มีการถือหุ้นไขว้ระหว่างกัน

เงื่อนไขสำคัญ: บริษัทผู้รับต้องถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนและหลังวันที่จ่ายเงินปันผล หากถือหุ้นไม่ครบ 3 เดือน การยกเว้นจะถูกเพิกถอน

ตัวอย่าง: บริษัทแม่ถือหุ้น 100% ในบริษัทลูกมาตลอด เงินปันผลที่บริษัทแม่ได้รับจากบริษัทลูกจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% (เนื่องจากกำไรของบริษัทลูกถูกเก็บภาษีไปแล้ว การเก็บซ้ำในชั้นบริษัทแม่ถือเป็นการเก็บภาษีซ้อน)

Transfer Pricing — ราคาที่เป็นธรรมในธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือ

เมื่อบริษัทในกลุ่มทำธุรกรรมกัน เช่น ขายสินค้า ให้บริการ ให้เช่าทรัพย์สิน หรือโอนทรัพย์สินทางปัญญา กรมสรรพากรกำหนดให้ราคาที่ใช้ในธุรกรรมดังกล่าวต้องเป็น ราคาตลาด (arm's length price) ซึ่งหมายถึงราคาที่บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกันจะตกลงกัน

กฎหมาย Transfer Pricing ในไทยบัญญัติไว้ในมาตรา 35 ตรี, 71 ทวิ และ 71 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีกฎกระทรวงฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 400 กำหนดรายละเอียดการปรับราคาและการจัดทำเอกสาร

บริษัทใดต้องเตรียมเอกสาร Transfer Pricing

  • บริษัทที่มีรายได้รวม เกิน 200 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ต้องยื่นแบบเปิดเผยข้อมูลธุรกรรมระหว่างกัน (TP Disclosure Form) ภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี
  • บริษัทที่มีรายได้ต่ำกว่า 200 ล้านบาทไม่ต้องยื่นแบบดังกล่าว แต่ยังคงต้องใช้ราคาตลาดในทุกธุรกรรมกับบริษัทในเครือ
  • หากกรมสรรพากรตรวจพบว่าราคาไม่เป็นตลาด มีอำนาจปรับรายได้หรือต้นทุนของบริษัทในกลุ่มเพื่อสะท้อนราคาที่ควรเป็น และอาจเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ความเสี่ยงหลักของการกระจายรายได้ผ่านกลุ่มบริษัท

แม้การจัดโครงสร้างกลุ่มบริษัทจะมีประโยชน์ด้านภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่มีกับดักสำคัญที่ SME มักเผชิญ:

1. การแบ่งบริษัทโดยไม่มี "สาระสำคัญเชิงพาณิชย์" (Substance)

กรมสรรพากรมีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการมองทะลุโครงสร้างที่จัดตั้งขึ้นเพียงเพื่อประหยัดภาษีโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจที่แท้จริง เช่น บริษัทที่สองที่ใช้พนักงาน อุปกรณ์ และสถานที่เดียวกันกับบริษัทแรก ไม่มีลูกค้าอิสระ และไม่มีการตัดสินใจทางธุรกิจแยกต่างหาก อาจถูกมองว่าเป็นโครงสร้างสมมติ กรมสรรพากรอาจรวมรายได้ของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน และเรียกเก็บภาษีส่วนต่างพร้อมเบี้ยปรับ 100% และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน

2. ธุรกรรมไม่เป็นราคาตลาด (Non-Arm's Length)

ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่ บริษัทในกลุ่มให้กู้ยืมกันโดยไม่คิดดอกเบี้ย หรือคิดอัตราต่ำกว่าตลาดมาก, บริษัทหนึ่งขายสินค้าหรือบริการให้อีกบริษัทในกลุ่มในราคาต่ำกว่าทุนหรือสูงเกินจริง, การโอนทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น แบรนด์ สูตร ซอฟต์แวร์) ในราคาที่ไม่สะท้อนมูลค่าตลาด ทุกธุรกรรมดังกล่าวอาจถูกปรับราคาโดยสรรพากรในการตรวจสอบ

3. การถือหุ้นไขว้ (Cross-Shareholding) กระทบสิทธิยกเว้นเงินปันผล

หากบริษัท A ถือหุ้นในบริษัท B และบริษัท B ก็ถือหุ้นกลับมาในบริษัท A (ถือหุ้นไขว้) สิทธิยกเว้นภาษีเงินปันผล 100% จะหายไปทันที แม้แต่ละฝ่ายถือหุ้นเกิน 25% ก็ตาม จะได้รับยกเว้นเพียง 50% เท่านั้น ควรออกแบบโครงสร้างการถือหุ้นให้รัดกุมตั้งแต่แรก

4. ค่าใช้จ่ายและภาระบริหารเพิ่มขึ้น

บริษัทแต่ละแห่งต้องมีงบการเงินแยก เสียค่าสอบบัญชีแยก ยื่นภาษีแยก จัดประชุมใหญ่แยก และนำส่ง บอจ.5 แยก ต้นทุนการบริหารจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนนิติบุคคล ควรคำนวณว่าประโยชน์ด้านภาษีที่ได้คุ้มกับต้นทุนบริหารที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ที่วางแผนจัดโครงสร้างกลุ่มบริษัท

หากคุณกำลังพิจารณาจัดโครงสร้างกลุ่มบริษัท ควรดำเนินการตามแนวทางต่อไปนี้เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายและป้องกันความเสี่ยงด้านภาษี:

  • กำหนดเหตุผลเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจนสำหรับการแยกบริษัทก่อนจดทะเบียน และเก็บเอกสารหลักฐานไว้ (เช่น แผนธุรกิจ สัญญากับลูกค้าที่ต้องการนิติบุคคลแยก หรือข้อกำหนดจากนักลงทุน)
  • ออกแบบสัญญาธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่มทุกรายการในราคาตลาด และจัดทำเอกสารสนับสนุนการกำหนดราคาไว้ เช่น ใบเสนอราคาจากบุคคลภายนอกในอัตราเดียวกัน
  • ตั้งกรรมการ สำนักงาน พนักงาน และระบบบัญชีแยกกันอย่างชัดเจนสำหรับแต่ละนิติบุคคล
  • ออกแบบโครงสร้างการถือหุ้นให้หลีกเลี่ยงการถือหุ้นไขว้ หากต้องการสิทธิยกเว้นภาษีเงินปันผล 100%
  • ปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนจดทะเบียนบริษัทเพิ่ม เพื่อประเมินผลดีผลเสียของโครงสร้างที่เหมาะสมกับกิจการ ดูข้อมูลบริการวางแผนภาษีเพิ่มเติมได้ที่ บริการวางแผนภาษี A Plus Me

กรณีศึกษาตัวอย่างการวางแผนที่ถูกกฎหมาย

ตัวอย่างโครงสร้างที่มีสาระสำคัญเชิงพาณิชย์และผ่านเกณฑ์ภาษี: เจ้าของธุรกิจรายหนึ่งมีสองสายธุรกิจที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยงนอกสถานที่ (Catering) สามารถจดทะเบียนเป็นสองบริษัทได้อย่างถูกต้อง เนื่องจาก:

  • ลูกค้าแตกต่างกัน (ลูกค้าร้านอาหาร vs. ลูกค้าองค์กร)
  • พนักงานและอุปกรณ์มีการแบ่งใช้ชัดเจน และมีการเรียกเก็บค่าบริการระหว่างกันในราคาตลาด
  • มีระบบบัญชีแยกกัน และแต่ละบริษัทมีลูกค้าอิสระของตนเอง
  • การแยกบริษัทมีเหตุผลทางธุรกิจนอกจากภาษี เช่น การเจรจากับนักลงทุนหรือแฟรนไชส์สายใดสายหนึ่ง

ในทางตรงกันข้าม หากทั้งสองกิจการใช้พนักงาน อุปกรณ์ และลูกค้าเดียวกันทั้งหมด และการแยกบริษัทไม่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แตกต่าง โครงสร้างนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกรมสรรพากรตรวจสอบ

สรุปเปรียบเทียบโครงสร้างหลักสามรูปแบบ

1. บริษัทเดียว (Single Entity)

เหมาะกับกิจการที่มีสายธุรกิจเดียว บริหารง่าย ต้นทุนบัญชีต่ำ แต่ไม่มีการแยกความเสี่ยง หากกำไรเกิน 3 ล้านบาทต่อปีและทุนหรือรายได้ยังอยู่ในเกณฑ์ SME จะเสียภาษีส่วนที่เกินในอัตรา 20%

2. บริษัทพี่น้อง (Sister Companies)

ผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกันถือหุ้นในสองบริษัทขึ้นไป เหมาะเมื่อมีสายธุรกิจที่แยกกันชัดเจน แต่ละบริษัทอาจผ่านเกณฑ์ SME และใช้อัตราภาษีก้าวหน้า ธุรกรรมระหว่างบริษัทต้องเป็นราคาตลาด ต้องระมัดระวังเรื่อง Substance

3. Holding Company Structure

บริษัทแม่ถือหุ้นในบริษัทลูก บริษัทแม่รับเงินปันผลจากบริษัทลูกโดยอาจได้รับยกเว้นภาษี 50–100% (ตามเงื่อนไขมาตรา 65 ทวิ(10)) เหมาะสำหรับการวางแผนสืบทอดกิจการและการถือครองทรัพย์สิน แต่มีต้นทุนบริหารสูงกว่า ควรมีที่ปรึกษาภาษีร่วมวางแผนตั้งแต่ต้น

หากคุณต้องการประเมินว่าโครงสร้างกลุ่มบริษัทที่เหมาะสมกับกิจการของคุณเป็นอย่างไร สามารถใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงด้านภาษีของ A Plus Me ได้ที่ Tax Risk Assessment หรือเปรียบเทียบภาระภาษีระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้ที่ เครื่องคำนวณภาษีเปรียบเทียบ

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง การกระจายรายได้ผ่านโครงสร้างบริษัท in-group ควรนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงกับระบบเอกสารและการดำเนินการจริงภายในองค์กรของคุณอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้จุดเช็กลิสต์และแนวทางหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังนี้:

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบงานในบริษัท

  • จัดทำสมุดคุมทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นและออกใบหุ้นให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • ยื่นแบบรายงานรายชื่อผู้ถือหุ้นประจำปี (บอจ.5) ตามรอบเวลากฎหมาย

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • ละเลยไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่ออนุมัติงบการเงินในกำหนด 4 เดือน
  • มอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อกรรมการโดยไม่มีเอกสารมอบอำนาจเป็นระเบียบ

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การกระจายรายได้ผ่านโครงสร้างบริษัท in-group

การกระจายรายได้ผ่านโครงสร้างบริษัทในเครือช่วยประหยัดภาษีได้อย่างไร?

บริษัท SME ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปีเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 0% สำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก และ 15% สำหรับส่วนที่เกินถึง 3 ล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี 2569) อย่างไรก็ตาม การแบ่งกิจกรรมธุรกิจออกเป็นหลายบริษัทเพียงเพื่อให้แต่ละบริษัทผ่านเกณฑ์ SME โดยไม่มีเหตุผลเชิงพาณิชย์ที่แท้จริง (genuine commercial substance) ถือเป็นความเสี่ยงสูงด้านภาษี กรมสรรพากรมีอำนาจมองธุรกรรมดังกล่าวว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี และอาจปรับรายได้รวมและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนออกแบบโครงสร้างกลุ่มบริษัทใด ๆ

การโอนราคาระหว่างบริษัทในเครือมีความเสี่ยงด้านภาษีอย่างไร?

การทำธุรกรรมระหว่างบริษัทในเครือที่ไม่เป็นราคาตลาด (arm's length price) อาจถูกสรรพากรปรับราคาและเรียกเก็บภาษีเพิ่มได้ บริษัทจึงควรตั้งราคาโอนตามราคาตลาดและเก็บเอกสารประกอบไว้อ้างอิง ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีเพื่อออกแบบโครงสร้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย