บทความนี้เขียนสำหรับสองกลุ่มพร้อมกัน ได้แก่ เจ้าของแฟรนไชส์ (Franchisor) ที่เปิดขายสิทธิ์และรับค่าธรรมเนียม และผู้ซื้อแฟรนไชส์ (Franchisee) ที่จ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อดำเนินกิจการ ทั้งสองฝั่งมีประเด็นบัญชีและภาษีที่ต่างกัน และถ้าจัดการผิดอาจโดนภาษีย้อนหลังหรือค่าปรับโดยไม่รู้ตัว
โครงสร้างรายได้ของธุรกิจแฟรนไชส์ มีอะไรบ้าง
ก่อนเข้าเรื่องบัญชีและภาษี ต้องเข้าใจก่อนว่าในธุรกิจแฟรนไชส์มีกระแสเงินสดหลักสามประเภท ซึ่งแต่ละประเภทบันทึกบัญชีและเสียภาษีต่างกัน
- ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Franchise Fee / Initial Fee) — จ่ายครั้งเดียวตอนเซ็นสัญญา เป็นค่าสิทธิ์ในการใช้แบรนด์ ระบบ และความรู้ทางธุรกิจ ตัวอย่าง: ซื้อแฟรนไชส์ร้านกาแฟ จ่ายค่าแรกเข้า 300,000 บาท เพื่อได้สิทธิ์ใช้ตราสินค้า สูตร และคู่มือดำเนินงาน
- ค่าสิทธิต่อเนื่อง (Royalty Fee) — จ่ายรายเดือนหรือรายไตรมาส คำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย เป็นค่าตอบแทนที่ Franchisee ส่งให้ Franchisor ตลอดระยะเวลาสัญญา ตัวอย่าง: ยอดขายเดือนละ 500,000 บาท จ่าย Royalty 5% = 25,000 บาทต่อเดือน
- ค่าการตลาดและกองทุนโฆษณา (Marketing Fee / Advertising Fund) — บางสัญญากำหนดให้ Franchisee ส่งเงินเข้ากองทุนส่วนกลาง เพื่อใช้ทำการตลาดระดับแบรนด์ โดย Franchisor เป็นผู้จัดการกองทุน
ฝั่ง Franchisor: รับรู้รายได้เมื่อไหร่ และบันทึกบัญชีอย่างไร
ประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดสำหรับ Franchisor คือการรับรู้รายได้จากค่าธรรมเนียมแรกเข้า เพราะหลักการบัญชีระบุว่า ไม่ใช่รับรู้ทันทีทุกบาทตอนได้รับเงิน
ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Initial Fee) — รับรู้ทยอยหรือรับรู้ทันที
ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป (มาตรฐานรายงานทางการเงิน) การรับรู้รายได้ต้องสะท้อนการส่งมอบบริการหรือสิทธิ์จริง โดยหลักการมีสองแนวทาง
- รับรู้ทันทีทั้งจำนวน ใช้ได้เมื่อ Franchisor ส่งมอบสิทธิ์และบริการครบถ้วนแล้วทันที เช่น ส่งคู่มือ ฝึกอบรมเสร็จ เปิดร้านได้ และไม่มีภาระผูกพันตามสัญญาเหลืออยู่
- ทยอยรับรู้ตามช่วงเวลา ใช้เมื่อสัญญากำหนดให้ Franchisor ต้องให้บริการต่อเนื่อง เช่น สนับสนุนงานระบบ ช่วยบริหาร หรือให้การฝึกอบรมตลอดอายุสัญญา กรณีนี้ค่าธรรมเนียมแรกเข้าต้องบันทึกเป็นรายได้รับล่วงหน้า (Deferred Revenue) แล้วทยอยรับรู้ตามระยะเวลาที่ให้บริการ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: Franchisor รับเงิน 300,000 บาทแล้วบันทึกรายได้ทันทีทั้งหมด ทั้งที่สัญญายังกำหนดให้ต้องสนับสนุน Franchisee ต่ออีก 3 ปี วิธีนี้ทำให้รายได้และภาษีในปีแรกสูงเกินจริง และอาจทำให้งบการเงินบิดเบือน
ค่า Royalty Fee — รับรู้ตามยอดขายของ Franchisee
Royalty Fee โดยหลักการรับรู้รายได้ตามงวดที่ Franchisee มียอดขายเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ตอนที่รับเงิน เพราะ Royalty ผูกกับผลการดำเนินงานของ Franchisee แต่ละเดือน Franchisor จึงควรขอรายงานยอดขายจาก Franchisee เป็นประจำเพื่อใช้คำนวณ
ค่าการตลาด — จัดการกองทุนแยกหรือรวม
หาก Franchisor เก็บค่าการตลาดแล้วนำเข้ากองทุนรวม และใช้จ่ายเพื่อส่วนกลางทั้งหมด ไม่ได้เอาเข้ากำไรตัวเอง ทางบัญชีอาจไม่บันทึกเป็นรายได้ของ Franchisor แต่ถ้า Franchisor มีอิสระในการใช้งบ อาจต้องพิจารณาว่าต้องรับรู้รายได้ด้วย ควรตรวจเงื่อนไขสัญญาและหารือกับผู้สอบบัญชีก่อนตัดสินใจ
ฝั่ง Franchisee: บันทึกค่าธรรมเนียมในบัญชีอย่างไร
สำหรับ Franchisee ค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปต้องบันทึกให้ถูกประเภท ไม่เช่นนั้นจะกระทบทั้งตัวเลขกำไรและสิทธิ์ในการหักรายจ่ายทางภาษี
ค่าธรรมเนียมแรกเข้า — สินทรัพย์ไม่มีตัวตนหรือค่าใช้จ่าย
เมื่อ Franchisee จ่ายค่าแรกเข้า สิ่งที่ได้รับกลับมาคือสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ตลอดระยะเวลาสัญญา ซึ่งถือเป็น "สิทธิในแฟรนไชส์" ที่มีมูลค่าใช้ได้หลายปี โดยหลักการทางบัญชีจึงบันทึกเป็น
- สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) ในงบดุล แทนที่จะตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีแรก
- ตัดจำหน่าย (Amortize) อย่างเป็นระบบตลอดอายุสัญญาแฟรนไชส์ เช่น สัญญา 5 ปี ก็ตัดจำหน่าย 1 ใน 5 ต่อปี
ตัวอย่าง: จ่ายค่าแรกเข้า 300,000 บาท สัญญา 5 ปี — บันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 300,000 บาท แล้วตัดจำหน่ายปีละ 60,000 บาท แทนที่จะโยนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีแรก
อย่างไรก็ตาม หากสัญญาสั้นมาก หรือสิทธิ์ที่ได้รับไม่มีมูลค่าต่อเนื่องที่ชัดเจน นักบัญชีบางแนวทางอาจพิจารณาตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันที ควรหารือกับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีของบริษัทก่อน
ค่า Royalty Fee — ค่าใช้จ่ายรายงวด
Royalty Fee ที่จ่ายรายเดือนหรือรายไตรมาสบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้นทันที ไม่ต้องเฉลี่ย เพราะเป็นค่าตอบแทนการใช้สิทธิ์งวดต่องวด
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแฟรนไชส์
นี่คือส่วนที่เจ้าของกิจการทั้งสองฝั่งมักเข้าใจผิดหรือมองข้ามมากที่สุด
VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ของค่าธรรมเนียมและ Royalty
โดยหลักการ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่า Royalty Fee ที่ Franchisor เรียกเก็บจาก Franchisee เป็นค่าบริการที่อยู่ในระบบ VAT หาก Franchisor อยู่ในระบบ VAT ต้องออกใบกำกับภาษีให้ Franchisee ด้วย และ Franchisee ก็นำภาษีซื้อ (VAT ที่ถูกเรียกเก็บ) ไปขอคืนหรือหักกลบในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ
VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% (ข้อมูล ณ ปี 2569 ตาม พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569) ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร เพราะอัตรา VAT ต้องต่ออายุทุกปีโดย Royal Decree
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ของค่า Royalty
ค่า Royalty หรือค่าสิทธิ์ที่ Franchisee จ่ายให้ Franchisor ถือเป็นเงินได้ประเภทหนึ่งตามประมวลรัษฎากร โดยทั่วไปเมื่อนิติบุคคลจ่ายค่าสิทธิ์ให้นิติบุคคลอื่น ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงิน แล้วนำส่งกรมสรรพากรพร้อมแบบ ภ.ง.ด.53
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับค่าสิทธิ์ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และเงื่อนไขสัญญา — ขอให้ตรวจสอบกับสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อความแน่ใจในกรณีของท่าน เนื่องจากการจำแนกประเภทเงินได้อาจมีรายละเอียดที่ต่างกันได้ตามลักษณะสัญญา
กรณีจ่าย Royalty ให้ต่างประเทศ — มีประเด็นเพิ่มเติม
หาก Franchisee ในประเทศไทยจ่าย Royalty ให้บริษัทแม่หรือเจ้าของแบรนด์ในต่างประเทศ (เช่น ซื้อแฟรนไชส์ต่างชาติมาเปิด) ประเด็นจะซับซ้อนขึ้น ได้แก่
- ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราสำหรับผู้รับที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งอาจแตกต่างจากการจ่ายในประเทศ
- การพิจารณาว่ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA) ระหว่างไทยกับประเทศนั้นหรือไม่ ถ้ามี DTA อาจลดอัตราหัก ณ ที่จ่ายได้
- ภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีนำเข้าบริการจากต่างประเทศ (Reverse Charge Mechanism)
กรณีต่างประเทศนี้มีความซับซ้อนสูง ห้ามอนุมานอัตราเองโดยไม่ตรวจ ขอแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภาษีระหว่างประเทศและตรวจสอบกับกรมสรรพากรโดยตรง
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจแฟรนไชส์ได้บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นฝั่ง Franchisor หรือ Franchisee ลองใช้จุดตรวจด้านล่างนี้เช็กว่าระบบบัญชีและภาษีของธุรกิจแฟรนไชส์ตอนนี้ครอบคลุมครบหรือยัง
เช็กลิสต์สำหรับ Franchisor (เจ้าของแฟรนไชส์)
- สัญญาแฟรนไชส์ระบุชัดว่าค่าธรรมเนียมแรกเข้าครอบคลุมบริการอะไรบ้าง และมีภาระผูกพันต่อเนื่องหรือไม่ เพื่อกำหนดวิธีรับรู้รายได้ที่ถูกต้อง
- มีระบบรับรายงานยอดขายจาก Franchisee สม่ำเสมอ เพื่อคำนวณ Royalty ได้ถูกต้องทุกงวด
- ออกใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมและ Royalty ให้ Franchisee ครบและตรงเวลา
- รายได้รับล่วงหน้า (Deferred Revenue) ถ้ามี บันทึกในงบดุลและทยอยรับรู้ถูกงวดหรือยัง
- ค่าการตลาดที่เรียกเก็บ บันทึกบัญชีแยกจากรายได้ธุรกิจหลักชัดเจนหรือไม่
เช็กลิสต์สำหรับ Franchisee (ผู้ซื้อแฟรนไชส์)
- ค่าธรรมเนียมแรกเข้าบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งก้อนปีแรก
- กำหนดอายุตัดจำหน่ายให้ตรงกับอายุสัญญาแฟรนไชส์จริง
- ค่า Royalty รายเดือน: บันทึกค่าใช้จ่ายถูกงวด และตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอน
- VAT ที่ถูกเรียกเก็บบนค่าธรรมเนียมและ Royalty นำไปใช้ในแบบ ภ.พ.30 ได้ครบหรือยัง
- กรณีจ่าย Royalty ต่างประเทศ: ตรวจ DTA และอัตราภาษีกับผู้เชี่ยวชาญก่อนโอนทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในธุรกิจแฟรนไชส์
- Franchisor รับรู้ค่าแรกเข้าเป็นรายได้ทันทีทั้งหมด ทั้งที่ยังมีภาระบริการต่อเนื่อง ทำให้ภาษีปีแรกสูงเกินจริงและงบบิดเบือน
- Franchisee ตัดค่าธรรมเนียมแรกเข้าเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีแรก ทั้งที่ควรแยกเป็นสินทรัพย์และตัดจำหน่าย
- ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่าย Royalty ทำให้ผู้จ่ายต้องรับผิดชอบภาษีและเบี้ยปรับแทน
- ไม่ออกใบกำกับภาษีสำหรับ Royalty ที่เรียกเก็บ ทำให้ Franchisee เสีย VAT ซื้อที่ควรขอคืนได้
- โอน Royalty ต่างประเทศโดยไม่ตรวจ DTA ทำให้หักภาษีผิดอัตรา
แหล่งอ้างอิงและเอกสารที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ประมวลรัษฎากรและแนวปฏิบัติภาษีที่เกี่ยวข้องกับค่าสิทธิ์และค่าบริการ
- สภาวิชาชีพบัญชี: มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและการรับรู้รายได้
- กรมสรรพากร: ข้อมูล VAT และ Royal Decree ที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ภาษีและบัญชีสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์
ค่าธรรมเนียมแรกเข้าแฟรนไชส์บันทึกบัญชีอย่างไร (ฝั่ง Franchisee)?
โดยหลักการบัญชี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่ Franchisee จ่ายเพื่อได้สิทธิ์ดำเนินกิจการตลอดอายุสัญญาถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าใช้ได้หลายปี จึงควรบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) แล้วตัดจำหน่าย (Amortize) อย่างเป็นระบบตลอดอายุสัญญาแฟรนไชส์ ไม่ใช่ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีแรก วิธีที่เหมาะสมควรหารือกับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีของบริษัทก่อน
จ่าย Royalty ให้ Franchisor ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม?
โดยหลักการ เมื่อนิติบุคคลจ่ายค่าสิทธิ์ (Royalty) ให้นิติบุคคลอื่นในประเทศไทย ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงิน แล้วนำส่งกรมสรรพากรพร้อมแบบ ภ.ง.ด.53 อัตราที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และวิธีการนำส่งภาษี ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้กับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนโอนทุกครั้ง เพราะหากหักผิดอัตราหรือลืมหักอาจถูกประเมินย้อนหลัง