ในการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัทจำกัด การเลิกจ้างพนักงานอาจเป็นสิ่งจำเป็นตามวงจรเศรษฐกิจ นิติบุคคลมีหน้าที่ทางกฎหมายในการจ่าย **"ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน (Severance Pay)"** และยังมีมิติภาษีที่ต้องกวดขัน ทั้งในส่วนรายจ่ายบริษัท และภาษีหัก ณ ที่จ่ายของพนักงานที่ถูกเลิกรา
1. หน้าที่การจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
อัตราค่าชดเชยตามกฎหมายขึ้นอยู่กับอายุงานของลูกจ้าง นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันทำงานสุดท้าย:
- อายุงาน 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี: ชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
- อายุงาน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี: ชดเชยไม่น้อยกว่า 90 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
- อายุงาน 3 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี: ชดเชยไม่น้อยกว่า 180 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้าย
- อายุงาน 10 ปีขึ้นไป: อัตราชดเชยจะขยับขึ้นสูงสุดตามระดับเกณฑ์อายุงานที่คุ้มครอง
2. สิทธิ์การยกเว้นภาษีเงินชดเชยของพนักงาน
กรมสรรพากรมีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง โดยกำหนดเงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าชดเชยดังนี้:
เกณฑ์ยกเว้นภาษีสรรพากร:
ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับยอดเงินชดเชยส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท และต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน ส่วนที่เกินกว่า 300,000 บาท นิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งปกติ
3. วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของเงินก้อนที่จ่ายเพราะเหตุเลิกจ้าง
สำหรับค่าชดเชยส่วนที่เกิน 300,000 บาท หรือเงินได้ก้อนอื่นที่ได้จากการเลิกจ้าง (เช่น เงินล่วงหน้าแทนการบอกกล่าว):
- พนักงานมีสิทธิ์เลือกคำนวณภาษีเงินก้อนนี้แยกต่างหากจากเงินเดือนปกติ (ใบแนบ ภ.ง.ด.91/90) ซึ่งมีวิธีคำนวณค่าลดหย่อนตามจำนวนปีที่ทำงาน ช่วยให้เสียภาษีถูกลงอย่างมาก
- ฝ่ายบุคคลของบริษัทต้องทำการคำนวณแยกฐานภาษีนี้ ออกหนังสือรับรอง 50 ทวิระบุข้อความชัดเจน และนำส่งภาษีให้สรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.1 รายเดือน
สรุป
ค่าชดเชยเลิกจ้างที่จ่ายตามข้อบังคับกฎหมายแรงงาน ถือเป็น **"รายจ่ายทางภาษีของนิติบุคคล"** ได้ 100% ฝ่ายบัญชีและ HR ต้องตรวจสอบสัญญาจ้าง บันทึกการเลิกจ้าง และการหักลดหย่อนภาษี 300,000 บาทแรกให้รอบคอบ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทั้งของพนักงานและนิติบุคคลเอง
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ภาษีและค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างพนักงาน: วิธีคำนวณหัก ณ ที่จ่ายนิติบุคคลและเกณฑ์ยกเว้นภาษี ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
- ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
- ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
- ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
- ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาษีและค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างพนักงาน: วิธีคำนวณหัก ณ ที่จ่ายนิติบุคคลและเกณฑ์ยกเว้นภาษี ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งหรือไม่?
ต้องดูประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และเงื่อนไขการจ่ายจริงของเรื่อง ภาษีและค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างพนักงาน: วิธีคำนวณหัก ณ ที่จ่ายนิติบุคคลและเกณฑ์ยกเว้นภาษี ก่อน หากเป็นค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า หรือเงินได้ที่กฎหมายกำหนด บริษัทผู้จ่ายมักมีหน้าที่หักภาษีและนำส่งตามรอบเดือน
เอกสารสำคัญของ ภาษีและค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างพนักงาน: วิธีคำนวณหัก ณ ที่จ่ายนิติบุคคลและเกณฑ์ยกเว้นภาษี คืออะไร?
เอกสารหลักคือสัญญาหรือใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย โดยยอดในทุกเอกสารควรตรงกับบัญชีและแบบภาษีที่นำส่ง
ถ้าหักภาษีผิดในเรื่อง ภาษีและค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างพนักงาน: วิธีคำนวณหัก ณ ที่จ่ายนิติบุคคลและเกณฑ์ยกเว้นภาษี แก้อย่างไร?
ให้ตรวจว่ายอดผิดเกิดจากอัตรา ประเภทเงินได้ หรือเดือนที่นำส่ง จากนั้นแก้หนังสือรับรองและแบบนำส่งให้สัมพันธ์กัน พร้อมบันทึกเหตุผลไว้เพื่อใช้ตอบคำถามผู้รับเงินหรือสรรพากร