ในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก SME ไทยมักใช้บริการจากต่างประเทศ เช่น ซื้อโปรแกรม SaaS ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ จ้างบริการวิเคราะห์ข้อมูล หรือแม้แต่การรับบริการจากผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ หากนิติบุคคลต่างประเทศนั้น **"ไม่มีสาขาในประเทศไทย"** หน้าที่การคำนวณและชำระภาษีทั้งหมดจะตกเป็นของบริษัทไทยที่เป็นผู้โอนเงิน
1. หน้าที่หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
มาตรา 70 กำหนดให้นิติบุคคลไทยที่จ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทค่าสิทธิ์ ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือค่าบริการวิชาชีพให้แก่บริษัทต่างประเทศ มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งเงิน:
- อัตราภาษีทั่วไป: หัก ณ ที่จ่าย 15% (หรือ 10% เฉพาะกรณีเงินปันผล) ของเงินได้ที่จ่ายออกไป
- การนำส่งแบบ: ต้องยื่นนำส่งภาษีนี้ผ่านแบบ ภ.ง.ด.54 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่ชำระเงิน
2. สิทธิยกเว้นภาษีภายใต้สัญญายกเว้นภาษีซ้อน (DTA)
สิทธิประโยชน์จากสัญญายกเว้นภาษีซ้อน (Double Taxation Treaty) สามารถขอยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% นี้ได้ตามเงื่อนไขข้อตกลงประเทศคู่ค้า:
การขอใช้ยกเว้นแวต/ภาษีหัก ณ ที่จ่าย DTA:
- หากเป็นรายการ "ค่าบริการทั่วไป" และผู้ให้บริการจดทะเบียนในประเทศที่มี DTA กับไทย และไม่มีสาขา/สถานประกอบการถาวร (Permanent Establishment) ในไทย ค่าบริการนั้นจะเข้าข่ายเป็น "กำไรจากธุรกิจ" (Business Profits) ซึ่งไทยไม่มีสิทธิ์เก็บภาษี ส่งผลให้นำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย 0% ได้อย่างถูกต้อง
3. หน้าที่นำส่งแวตนิตินำเข้าผ่านแบบ ภ.พ.36
นอกจากภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายแล้ว นิติบุคคลไทยยังมีหน้าที่ด้านแวต (VAT) อีกหนึ่งชั้น:
- หากบริการที่ซื้อจากต่างประเทศนั้นได้นำมา "ใช้งานในประเทศไทย" (เช่น ซื้อพื้นที่คลาวด์ หรือซื้อโฆษณาออนไลน์มาทำตลาดในไทย) ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องยื่นและนำส่งแวต 7% แทนต่างประเทศ ผ่านแบบ ภ.พ.36
- บริษัทสามารถใช้ใบเสร็จกรมสรรพากรของ ภ.พ.36 นี้ มายื่นเป็น "ภาษีซื้อ" เพื่อขอเครดิตคืนภาษีได้ในเดือนถัดไป ทำให้ยอดแวตนำเข้าก้อนนี้ไม่มีผลลบสุทธิต่อการไหลเว้นของกระแสเงินสดบริษัท
สรุป
ก่อนตัดสินใจชำระเงินก้อนใหญ่ให้แก่ผู้จัดจำหน่ายต่างประเทศ ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อแยกประเภทสัญญาและเช็กสิทธิ์ยกเว้นภาษี WHT ตาม DTA ล่วงหน้า เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดการเสียภาษีเกินความจำเป็นและป้องกันข้อโต้แย้งจากสรรพากรย้อนหลัง
ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง
บทความเรื่อง ภาษีเงินโอนของนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่มีสาขาในไทย: การยื่น ภ.ง.ด.54 และสิทธิสัญญาภาษีซ้อน ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน
เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ
- แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
- ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
- ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง
ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง
- ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
- ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
- ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
- กรมสรรพากร: ระบบยื่นแบบออนไลน์ e-Filing
- กรมสรรพากร: ภาษีเงินได้นิติบุคคล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาษีเงินโอนของนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่มีสาขาในไทย: การยื่น ภ.ง.ด.54 และสิทธิสัญญาภาษีซ้อน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งหรือไม่?
ต้องดูประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และเงื่อนไขการจ่ายจริงของเรื่อง ภาษีเงินโอนของนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่มีสาขาในไทย: การยื่น ภ.ง.ด.54 และสิทธิสัญญาภาษีซ้อน ก่อน หากเป็นค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า หรือเงินได้ที่กฎหมายกำหนด บริษัทผู้จ่ายมักมีหน้าที่หักภาษีและนำส่งตามรอบเดือน
เอกสารสำคัญของ ภาษีเงินโอนของนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่มีสาขาในไทย: การยื่น ภ.ง.ด.54 และสิทธิสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร?
เอกสารหลักคือสัญญาหรือใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย โดยยอดในทุกเอกสารควรตรงกับบัญชีและแบบภาษีที่นำส่ง
ถ้าหักภาษีผิดในเรื่อง ภาษีเงินโอนของนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่มีสาขาในไทย: การยื่น ภ.ง.ด.54 และสิทธิสัญญาภาษีซ้อน แก้อย่างไร?
ให้ตรวจว่ายอดผิดเกิดจากอัตรา ประเภทเงินได้ หรือเดือนที่นำส่ง จากนั้นแก้หนังสือรับรองและแบบนำส่งให้สัมพันธ์กัน พร้อมบันทึกเหตุผลไว้เพื่อใช้ตอบคำถามผู้รับเงินหรือสรรพากร