ธุรกิจ Drop-shipping ที่ขายสินค้าข้ามพรมแดนเผชิญคำถามภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าสินค้า "ผ่านไทย" จริงหรือไม่ บทความนี้อธิบายกรอบกฎหมาย 3 สถานการณ์หลัก พร้อมเอกสารที่ต้องเตรียม และข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่อาจนำไปสู่การประเมินภาษีย้อนหลัง

Drop-shipping แบบไหนเสีย VAT อย่างไร: 3 สถานการณ์ที่ต้องแยกให้ออก

ธุรกิจ Drop-shipping ไม่ได้มีภาระ VAT แบบเดียวกันทุกราย สรรพากรแยกแยะตามสถานที่ที่สินค้าเคลื่อนผ่าน ไม่ใช่แค่ดูจากที่ตั้งของผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจสถานการณ์ต่อไปนี้ก่อน

สถานการณ์ที่ 1: สินค้าออกจากไทยไปต่างประเทศ — ส่งออกแท้จริง (VAT 0%)

กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ในไทยซื้อสินค้าที่อยู่ในไทยแล้วส่งออกไปให้ลูกค้าต่างประเทศ การขายครั้งนั้นอยู่ในบังคับ VAT ในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร เพราะถือเป็นการส่งออกสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

อัตรา 0% ไม่ใช่การยกเว้น (Exempt) แต่ยังอยู่ในระบบ VAT ผู้ประกอบการจึง ยังคงมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อ (Input VAT) ที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกนั้นได้ตามปกติ

สถานการณ์ที่ 2: สินค้าไม่เคยเข้าไทยเลย — นอกขอบเขต VAT ไทย (Out of VAT Scope)

นี่คือรูปแบบ Drop-shipping ที่พบบ่อยที่สุดในยุคอีคอมเมิร์ซ: ผู้ประกอบการไทยรับออร์เดอร์จากลูกค้าต่างประเทศ แล้วสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศโดยตรง และให้ซัพพลายเออร์ส่งสินค้าไปหาลูกค้าต่างประเทศโดยที่สินค้าไม่เคยผ่านหรือเข้ามาในไทยเลย

กรมสรรพากรวินิจฉัยไว้ในคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.89/2542 ว่า การขายสินค้าในลักษณะนี้ถือเป็น "การกระทำนอกราชอาณาจักร" ตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย (ไม่ใช่ VAT 0% และไม่ใช่ VAT 7% — แต่อยู่นอกขอบเขต VAT โดยสิ้นเชิง)

ข้อระวังสำคัญ: การอยู่นอกขอบเขต VAT ฟังดูดี แต่มีผลด้านภาษีซื้อที่ต้องระวัง ดูรายละเอียดในหัวข้อภาษีซื้อด้านล่าง

สถานการณ์ที่ 3: ขายให้ลูกค้าในประเทศไทย — VAT 7%

ไม่ว่าสินค้าจะส่งมาจากต่างประเทศหรือส่งจากในประเทศก็ตาม หากผู้ซื้ออยู่ในประเทศไทย การขายนั้นถือเป็นการขายในราชอาณาจักรและต้องเสีย VAT 7% (อัตราปัจจุบันตามพระราชกฤษฎีกาฯ ที่ลดอัตราจาก 10% เหลือ 7%) ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีและยื่น ภ.พ.30 ตามปกติ

เอกสารที่ต้องมีเพื่อสนับสนุนสิทธิ VAT 0% (กรณีส่งออกแท้จริง)

ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าจริงจากไทยและต้องการใช้อัตรา VAT 0% ต้องเตรียมเอกสารครบชุด เพราะสรรพากรจะตรวจสอบความสอดคล้องของเอกสารทุกฉบับ หากขาดแม้แต่รายการเดียว อาจถูกประเมิน VAT 7% พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้

เอกสาร 4 ชุดที่สรรพากรกำหนดสำหรับ VAT 0% ส่งออก

  • ใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว — ชื่อผู้ส่งออกและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีในช่อง "ผู้ส่งออก" ต้องเป็นชื่อบริษัทของท่าน และสถานะต้องแสดงว่าผ่านพิธีการครบถ้วนแล้ว
  • เอกสารขนส่งระหว่างประเทศ — Bill of Lading (B/L) สำหรับทางเรือ หรือ Air Waybill (AWB) สำหรับทางอากาศ เพื่อยืนยันว่าสินค้าออกนอกราชอาณาจักรจริง
  • ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) และรายการบรรจุสินค้า (Packing List) — ข้อมูลชนิดสินค้า จำนวน และมูลค่าต้องตรงกับใบขนสินค้าขาออกทุกรายการ
  • หลักฐานการรับเงินจากต่างประเทศ — SWIFT Advice หรือหนังสือยืนยันการโอนเงินจากธนาคาร เพื่อแสดงว่าเงินมาจากผู้ซื้อในต่างประเทศจริง

ฐานภาษีสำหรับ VAT ส่งออกคำนวณจากราคา FOB (Free on Board) ซึ่งหมายถึงราคาสินค้า บวกค่าใช้จ่ายจนถึงบนเรือหรือเครื่องบิน แต่ไม่รวมค่าขนส่งและค่าประกันหลังจากนั้น

ข้อระวัง: หากผู้ซื้อจัดการขนส่งเองและชื่อในใบขนสินค้าขาออกเป็นชื่อผู้ซื้อ ไม่ใช่ชื่อบริษัทของท่าน สรรพากรอาจตีความว่าท่านขายแบบ Domestic Sale ทำให้เสียสิทธิ VAT 0% และต้องถูกประเมิน VAT 7% ย้อนหลัง

ภาษีซื้อ (Input VAT) ของธุรกิจ Drop-shipping: ประเด็นที่ต้องระวังหลัง ป.164/2568

สิทธิในการนำภาษีซื้อมาหักหรือขอคืนขึ้นอยู่กับประเภทรายได้ของธุรกิจ ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

  • กรณีส่งออกแท้จริง (VAT 0%): เนื่องจากยังอยู่ในระบบ VAT ผู้ประกอบการมีสิทธิเต็มในการนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขาย และหากภาษีซื้อสูงกว่าภาษีขาย (ซึ่งเป็น 0%) ก็มีสิทธิขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรได้ โดยยื่นขอคืนได้ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ครบกำหนดยื่น ภ.พ.30
  • กรณีสินค้าไม่ผ่านไทย (Out of VAT Scope): ตามมาตรา 82/5(6) แห่งประมวลรัษฎากร ภาษีซื้อที่เกิดจากกิจกรรมนอก VAT Scope ไม่มีสิทธินำมาหักออกจากภาษีขาย นอกจากนี้ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.164/2568 (มีผลตั้งแต่ปี 2568) กำหนดให้ธุรกิจที่มีทั้งรายได้ในระบบ VAT และรายได้นอก VAT Scope ต้องทำการปันส่วนภาษีซื้อ (Apportionment) ตามสัดส่วนของรายได้แต่ละประเภท กล่าวคือ ภาษีซื้อที่ใช้ร่วมกันจะถูกปันส่วนตามอัตราส่วนของรายได้ที่อยู่ในระบบ VAT ต่อรายได้รวม ส่วนที่คำนวณว่าเป็นของรายได้นอก VAT Scope ห้ามนำมาหักออก

ผลในทางปฏิบัติ: หากธุรกิจ Drop-shipping ของท่านมีทั้งออร์เดอร์ที่สินค้าไม่ผ่านไทยและออร์เดอร์ที่ขายในไทย ท่านต้องแยกบัญชีรายได้ทั้งสองประเภทอย่างชัดเจน และคำนวณสัดส่วนภาษีซื้อที่ใช้ได้ทุกรอบระยะเวลาบัญชี

รูปแบบรายได้ค่านายหน้า (Commission) และ VAT ที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจ Drop-shipping บางรายไม่ได้ซื้อสินค้ามาขายเอง แต่ทำหน้าที่เป็น นายหน้า (Agent) ที่ได้รับค่าตอบแทนจากการจัดหาลูกค้าหรือประสานงานการขาย รายได้ประเภทนี้มีกรอบภาษีแตกต่างออกไป

  • หากท่านได้รับ ค่านายหน้า/ค่าคอมมิชชัน จากบุคคลหรือนิติบุคคลต่างประเทศ สำหรับบริการที่ท่านทำในไทยแต่ผลประโยชน์ถูกใช้ในต่างประเทศ บริการนั้นอาจถือได้ว่าเป็น "การให้บริการในราชอาณาจักร ที่มีการใช้บริการในต่างประเทศ" ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ VAT 0% ตามมาตรา 80/1(2) แห่งประมวลรัษฎากร
  • อย่างไรก็ตาม การจะได้สิทธิ VAT 0% บนรายได้ค่านายหน้าต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าบริการถูก "ใช้ในต่างประเทศ" จริง ประเด็นนี้มีความซับซ้อนและแนะนำให้ขอคำปรึกษาจากนักบัญชีภาษีก่อนยื่นแบบ
  • หากผู้ว่าจ้างเป็นนิติบุคคลไทย ค่านายหน้าที่ท่านได้รับจะอยู่ในบังคับ VAT 7% และผู้จ่ายอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามแบบ ภ.ง.ด.53 ด้วย

เกณฑ์จดทะเบียน VAT และผลกระทบต่อธุรกิจ Drop-shipping

ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร และต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รายรับถึงเกณฑ์

สำหรับธุรกิจ Drop-shipping ควรทราบว่า:

  • รายได้จากการขายที่สินค้าไม่ผ่านไทย (Out of VAT Scope ตาม ป.89/2542) ไม่นับรวมในฐานรายรับสำหรับการพิจารณาเกณฑ์จดทะเบียน VAT เพราะรายได้นั้นอยู่นอกขอบเขต VAT ไทย
  • รายได้จากการขายในไทยหรือส่งออกจากไทย นับรวมในฐานรายรับตามปกติ
  • แม้รายรับไม่ถึงเกณฑ์ ผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจได้ หากต้องการนำภาษีซื้อมาใช้ หรือต้องการออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าในไทย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและแนวทางป้องกัน

ข้อผิดพลาดที่มักนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

  • อ้างสิทธิ VAT 0% โดยไม่มีใบขนสินค้าขาออก — การส่งออกที่ไม่ผ่านพิธีการกรมศุลกากร (เช่น ส่งทางไปรษณีย์โดยไม่ขอใบขนฯ) ไม่ได้รับอัตรา 0% และจะถูกประเมิน VAT 7% พร้อมเบี้ยปรับ
  • นำรายได้จากสินค้าที่ไม่ผ่านไทยมาแจ้งเป็น VAT 0% — กรณีที่สินค้าไม่เคยอยู่ในไทย ไม่ใช่การ "ส่งออก" ตามกฎหมายไทย จึงไม่มีสิทธิใช้อัตรา 0% แต่ต้องแจ้งเป็นรายได้นอก VAT Scope
  • นำภาษีซื้อทั้งหมดมาหักโดยไม่ปันส่วน — หากมีทั้งรายได้ในระบบ VAT และนอกระบบ VAT การนำภาษีซื้อทั้งหมดมาหักถือเป็นความผิด ต้องปันส่วนตาม ป.164/2568
  • ชื่อในใบขนสินค้าขาออกไม่ใช่ชื่อบริษัท — หากผู้ซื้อต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินพิธีการส่งออกและชื่อในใบขนฯ เป็นชื่อผู้ซื้อ ผู้ขายไทยจะไม่มีสิทธิใช้ VAT 0%
  • เก็บเอกสารไม่ครบ 5 ปี — เอกสารสนับสนุนสิทธิ VAT 0% ทุกฉบับต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อรองรับการตรวจสอบของสรรพากร

เช็กลิสต์สำหรับธุรกิจ Drop-shipping ที่มีรายได้ข้ามพรมแดน

ใช้จุดตรวจสอบนี้ทบทวนกับสถานการณ์จริงของธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลัง

เช็กลิสต์ระบบเอกสารและ VAT สำหรับ Drop-shipping

  • ระบุให้ชัดว่าแต่ละออร์เดอร์จัดอยู่ในสถานการณ์ใด: ส่งออกจากไทย (VAT 0%) / สินค้าไม่ผ่านไทย (Out of Scope) / ขายในไทย (VAT 7%)
  • ตรวจสอบว่าชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทปรากฏในช่อง "ผู้ส่งออก" ของใบขนสินค้าขาออกทุกใบ
  • จัดเก็บ B/L หรือ AWB ให้ครบทุกออร์เดอร์ส่งออก และตรวจสอบว่ามูลค่าตรงกับ Commercial Invoice
  • มีหลักฐานการรับเงินโอนจากต่างประเทศ (SWIFT Advice หรือใบแจ้งยอดธนาคาร) สำหรับทุกออร์เดอร์ส่งออก
  • แยกบัญชีรายได้ในระบบ VAT และรายได้นอก VAT Scope เพื่อคำนวณสัดส่วนการปันส่วนภาษีซื้อได้ถูกต้อง
  • เก็บรักษาเอกสารทุกชุดไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 ในรอบนั้น

สัญญาณเตือนที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทันที

  • ธุรกิจมีทั้งออร์เดอร์ที่สินค้าผ่านไทยและไม่ผ่านไทย แต่ยังไม่เคยคำนวณสัดส่วนปันส่วนภาษีซื้อ
  • เคยแจ้งรายได้จากสินค้าที่ไม่ผ่านไทยเป็น VAT 0% แทนที่จะเป็น Out of Scope
  • ใบขนสินค้าขาออกบางส่วนออกในชื่อตัวแทนชิปปิ้งหรือชื่อผู้ซื้อ ไม่ใช่ชื่อบริษัท
  • รายได้รวมจากกิจกรรมในราชอาณาจักรใกล้เกณฑ์ 1,800,000 บาท/ปี แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน VAT

แหล่งอ้างอิงและกฎหมายที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการส่งออก Drop-shipping

ถ้าสินค้าไม่เคยผ่านไทยเลย ธุรกิจ Drop-shipping ต้องเสีย VAT ไทยหรือไม่?

ไม่ต้องเสีย VAT ไทย กรมสรรพากรวินิจฉัยไว้ในคำสั่งที่ ป.89/2542 ว่า กรณีที่ผู้ประกอบการไทยซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศและให้ส่งมอบตรงไปยังผู้ซื้อในต่างประเทศโดยสินค้าไม่เข้ามาในราชอาณาจักรเลย การขายนั้นถือเป็น "การกระทำนอกราชอาณาจักร" จึงอยู่นอกขอบเขตที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย อย่างไรก็ตาม รายได้ส่วนนี้ต้องจัดแยกออกจากรายได้ที่อยู่ในระบบ VAT เพื่อคำนวณสัดส่วนภาษีซื้อที่หักได้ตามคำสั่ง ป.164/2568

Drop-shipping ที่ส่งออกสินค้าจากไทยจริง เสีย VAT เท่าไร และต้องมีเอกสารอะไร?

กรณีที่สินค้าออกจากไทยผ่านพิธีการกรมศุลกากร การขายนั้นเสีย VAT ในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร และยังคงมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อได้ตามปกติ เอกสารที่ต้องมีครบ 4 ชุด ได้แก่ (1) ใบขนสินค้าขาออกที่ชื่อในช่องผู้ส่งออกเป็นชื่อบริษัทของท่านและผ่านพิธีการแล้ว (2) Bill of Lading หรือ Air Waybill (3) Commercial Invoice และ Packing List ที่มูลค่าตรงกับใบขนฯ และ (4) หลักฐานรับเงินโอนจากต่างประเทศ เช่น SWIFT Advice

ธุรกิจ Drop-shipping ต้องจดทะเบียน VAT เมื่อไร?

ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับจากกิจกรรมที่อยู่ในระบบ VAT ไทย (เช่น การขายในไทย หรือการส่งออกจากไทย) เกิน 1,800,000 บาทในปีใดปีหนึ่ง ตามมาตรา 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ รายได้จากการขายที่สินค้าไม่ผ่านไทยเลย (Out of VAT Scope) ไม่นับรวมในเกณฑ์นี้ หากรายรับยังไม่ถึงเกณฑ์ก็สามารถจดทะเบียนโดยสมัครใจได้