เมื่อบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการ SME มักเข้าใจผิดคือ ภาษีซื้อที่จ่ายไปพร้อมค่าใช้จ่ายสวัสดิการพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นบิลค่าอาหาร ยารักษาโรค หรืองานเลี้ยงปีใหม่ ส่วนใหญ่ล้วนเป็น "ภาษีซื้อต้องห้าม" ที่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ บทความนี้อธิบายหลักการ ประเภทรายจ่าย และแนวทางบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง เพื่อให้ SME หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการยื่น ภ.พ.30 (ข้อมูล ณ ปี 2569)

ภาษีซื้อต้องห้ามคืออะไร และทำไมสวัสดิการพนักงานถึงเข้าข่าย

ภาษีซื้อต้องห้าม (Non-Deductible Input Tax) คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ได้จ่ายไปเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณ VAT ที่ต้องชำระ หลักการนี้กำหนดไว้ในมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร

รายจ่ายสวัสดิการพนักงานส่วนใหญ่เป็นภาษีซื้อต้องห้าม เนื่องจากประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) กำหนดให้ "ค่ารับรองหรือค่าบริการที่จ่ายเพื่อให้บริการแก่บุคคลใด ๆ" ได้แก่ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่ามหรสพ ค่ากีฬา และค่าของขวัญหรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่บุคคลที่รับการรับรอง ล้วนอยู่ในหมวดภาษีซื้อที่ไม่อาจนำไปเครดิตหักภาษีขายได้

กล่าวง่าย ๆ คือ แม้บริษัทจะได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วนสำหรับรายจ่ายเหล่านี้ ก็ยังนำ VAT 7% ที่จ่ายไปมาเครดิตไม่ได้ เพราะตัวรายจ่ายเองถูกจัดประเภทว่าต้องห้ามโดยกฎหมาย

ประเภทสวัสดิการที่มักเกิดข้อผิดพลาดในทางปฏิบัติ

1. บิลค่าอาหารและเครื่องดื่มพนักงาน

ค่าอาหารกลางวันพนักงาน งบเลี้ยงอาหารในที่ประชุมภายใน และของว่างที่จัดให้พนักงานในสำนักงาน ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายสวัสดิการที่เข้าข่ายประกาศ ฉบับที่ 17 ภาษี VAT ที่ถูกเรียกเก็บในบิลเหล่านั้นจึงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้

บริษัทที่เข้าใจผิดและนำภาษีซื้อจากบิลค่าอาหารมาเครดิตเป็นประจำทุกเดือน อาจถูกสรรพากรประเมินย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้

2. ค่ายารักษาโรคและค่ารักษาพยาบาลพนักงาน

สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายตรงให้โรงพยาบาลหรือคลินิก หากร้านค้าหรือโรงพยาบาลนั้นจดทะเบียน VAT และออกใบกำกับภาษีให้บริษัท VAT ดังกล่าวก็เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามหมวดค่ารับรอง/บริการที่ให้แก่บุคคลอื่น ในทางปฏิบัติ ร้านขายยาและโรงพยาบาลหลายแห่งไม่ได้จดทะเบียน VAT หรือให้บริการในประเภทที่ได้รับยกเว้น VAT อยู่แล้ว ดังนั้นในหลายกรณีจะไม่มีภาษีซื้อเกิดขึ้น แต่หากมีใบกำกับภาษีจริง ก็ต้องบันทึกเป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ใช่ภาษีซื้อปกติ

3. งานเลี้ยงปีใหม่ งานเลี้ยงสังสรรค์ และกิจกรรม Team Building

ค่าใช้จ่ายในการจัดงานเลี้ยงประจำปี ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าสถานที่ ค่าเครื่องดื่ม ค่ามหรสพและดนตรี ค่าของรางวัล รวมถึงค่ากิจกรรม Team Building ทั้งหมดนี้ถือเป็นรายจ่ายค่ารับรองและค่าบริการตามประกาศ ฉบับที่ 17 ภาษีซื้อที่เกิดจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้จึงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องหรือไม่ก็ตาม

ค่าของขวัญหรือของที่ระลึกที่แจกพนักงานในงานเลี้ยงก็ตกอยู่ในข่ายเดียวกัน เพราะถือเป็น "ประโยชน์อื่นใด" ที่ให้แก่บุคคลที่รับบริการ

4. ค่าเครื่องแต่งกายและของใช้ส่วนตัวพนักงาน

ค่าเครื่องแบบหรือเสื้อผ้าที่ซื้อให้พนักงานเป็นสวัสดิการส่วนตัว (ไม่ใช่ชุด PPE ที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัย) ก็อาจถูกพิจารณาว่าเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ซึ่งเป็นอีกหมวดหนึ่งของภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(3) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนนำมาเครดิต

ภาษีซื้อต้องห้ามหักเป็นรายจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลได้หรือไม่

นี่คือประเด็นที่ผู้ประกอบการมักสับสน: แม้ภาษีซื้อจะเป็น "ต้องห้าม" ในแง่ VAT คือนำมาหักออกจากภาษีขายไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะบันทึกเป็นรายจ่ายทางบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ไม่ได้

ตามหลักปฏิบัติที่ยอมรับโดยกรมสรรพากร ภาษีซื้อต้องห้ามประเภทค่ารับรองและค่ามหรสพตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 17 สามารถนำไปบันทึกรวมเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ (เช่น บวกกลับเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายสวัสดิการรวม) และหากรายจ่ายสวัสดิการดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ก็หักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสีย CIT ได้ตามปกติ

สรุปได้ดังนี้:

  • ภาษีซื้อต้องห้าม (VAT ที่จ่ายไป) ห้ามนำมาเครดิตหักภาษีขาย ใน ภ.พ.30
  • ยอดรายจ่ายสวัสดิการ (รวม VAT ที่จ่ายไป) สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีและ CIT ได้ หากเข้าเงื่อนไขรายจ่ายเพื่อกิจการ

แนวทางการบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง

เมื่อบริษัทจ่ายค่าสวัสดิการพนักงานและได้รับใบกำกับภาษี แนวทางการบันทึกที่ถูกต้องคือ:

  • แยกยอด VAT 7% บนหน้าใบกำกับภาษีออกมาชัดเจน
  • บันทึกยอด VAT นั้นเข้าบัญชี "ภาษีซื้อต้องห้าม" (ไม่ใช่บัญชีภาษีซื้อปกติที่จะนำไปเครดิต)
  • บัญชีภาษีซื้อต้องห้ามไม่นำไปยื่นใน ภ.พ.30 ฝั่งภาษีซื้อ แต่ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่รวมกับค่าสวัสดิการในงบกำไรขาดทุน
  • จัดเก็บใบกำกับภาษีต้นฉบับไว้เป็นหลักฐานการจ่ายสวัสดิการ (แม้ใช้เครดิต VAT ไม่ได้ แต่ใช้เป็นหลักฐานค่าใช้จ่ายเพื่อ CIT)

ระบบบัญชีที่ดีควรมีผังบัญชีแยก "ภาษีซื้อต้องห้าม" ออกจาก "ภาษีซื้อ" อย่างชัดเจน เพื่อให้การยื่นแบบ ภ.พ.30 รายเดือนไม่ผิดพลาด

ภาษีซื้อที่ "ดูเหมือน" สวัสดิการแต่อาจนำมาเครดิตได้

ไม่ใช่ทุกรายจ่ายที่เกี่ยวกับพนักงานจะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามเสมอไป บางกรณีภาษีซื้อนำมาเครดิตได้หากพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ได้แก่:

  • อุปกรณ์ป้องกันส่วนตัว (PPE) และเครื่องมือความปลอดภัยในการทำงาน — หากจำเป็นต่อการปฏิบัติงานโดยตรงและไม่ใช่สิทธิประโยชน์ส่วนตัว
  • วัสดุสิ้นเปลืองสำนักงาน เช่น กระดาษ หมึกพิมพ์ ที่พนักงานใช้ในการทำงาน ซึ่งไม่ใช่ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
  • ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ IT ที่จัดให้พนักงานเพื่อใช้งานในกิจการ ไม่ใช่เพื่อใช้ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่าง "เพื่อกิจการ" กับ "เพื่อสวัสดิการส่วนตัว" ไม่ได้ชัดเจนเสมอ และสรรพากรอาจตีความต่างจากที่บริษัทเข้าใจ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีในกรณีที่ไม่แน่ใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความสัมพันธ์กับภาษีเงินได้นิติบุคคล SME

สำหรับบริษัท SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับอัตรา CIT แบบขั้นบันได คือกำไรสุทธิส่วนแรก 300,000 บาทได้รับยกเว้นภาษี ส่วน 300,001–3,000,000 บาทเสีย 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทเสีย 20% (ข้อมูล ณ ปี 2569)

การที่ภาษีซื้อต้องห้ามในหมวดสวัสดิการบันทึกรวมเป็นค่าใช้จ่าย (ไม่ได้ถูกตัดทิ้ง) จึงยังมีประโยชน์ในแง่ CIT เพราะช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีได้ ทั้งนี้ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการและมีหลักฐานเอกสารครบถ้วน

หากต้องการประเมินภาระภาษีนิติบุคคลของบริษัทคุณ ลองใช้เครื่องมือของเราที่ เครื่องคำนวณเปรียบเทียบภาษีบุคคลธรรมดา vs. นิติบุคคล

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบ VAT สวัสดิการในบริษัทของคุณ

นำข้อกำหนดเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับวิธีที่บริษัทบันทึกบัญชีและยื่น ภ.พ.30 อยู่ในปัจจุบัน เพื่อตรวจหาข้อผิดพลาดก่อนที่สรรพากรจะตรวจพบ

จุดตรวจสอบการบันทึกภาษีซื้อ

  • ระบบบัญชีมีบัญชีแยก "ภาษีซื้อต้องห้าม" ออกจาก "ภาษีซื้อ" อย่างชัดเจนหรือไม่
  • ใบกำกับภาษีจากร้านอาหาร ร้านค้าของชำ หรือผู้รับจัดงาน ถูกนำไปเครดิตใน ภ.พ.30 หรือถูกบันทึกอย่างถูกต้องเป็นภาษีซื้อต้องห้าม
  • ค่าใช้จ่ายงานเลี้ยงประจำปีและกิจกรรม Team Building ถูกแยกประเภทถูกต้องในผังบัญชีหรือไม่
  • ใบกำกับภาษีทุกฉบับ (แม้ที่ใช้เครดิตไม่ได้) ถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานรายจ่ายเพื่อ CIT หรือไม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและผลกระทบ

  • นำภาษีซื้อต้องห้ามมาเครดิตใน ภ.พ.30 — สรรพากรสามารถประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 100% หรือ 200% และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
  • บันทึกภาษีซื้อปะปนกัน — ทำให้ยอดภาษีซื้อในแบบ ภ.พ.30 สูงกว่าความเป็นจริง และเกิดความเสี่ยงถูกตรวจสอบ
  • ไม่เก็บใบกำกับภาษีของรายจ่ายสวัสดิการ — เมื่อถูกตรวจสอบ CIT อาจพิสูจน์รายจ่ายไม่ได้และถูกบวกกลับเป็นรายได้

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ภาษีซื้อต้องห้ามในหมวดสวัสดิการพนักงาน

ภาษีซื้อจากบิลค่าอาหารพนักงานนำมาเครดิตหักภาษีขายได้หรือไม่?

ไม่ได้ ภาษีซื้อจากค่าอาหารและเครื่องดื่มที่จัดให้พนักงานถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 17 แม้จะมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วน ก็ไม่สามารถนำ VAT ดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้

ภาษีซื้อต้องห้ามจากสวัสดิการพนักงานยังบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม?

ได้ ภาษีซื้อต้องห้ามประเภทค่ารับรองตามประกาศ ฉบับที่ 17 สามารถบันทึกรวมเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีและนำไปหักในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ได้ หากรายจ่ายนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการและมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน สิ่งที่ทำไม่ได้คือนำ VAT ส่วนนั้นมาเครดิตใน ภ.พ.30 เท่านั้น

งานเลี้ยงปีใหม่พนักงาน VAT ที่จ่ายไปถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมดหรือไม่?

ใช่ ค่าใช้จ่ายทุกรายการในงานเลี้ยงปีใหม่หรืองานสังสรรค์พนักงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าสถานที่ ค่าเครื่องดื่ม ค่ามหรสพ หรือของรางวัล ล้วนเข้าข่ายค่ารับรองและค่าบริการตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 17 VAT ที่ถูกเรียกเก็บจากรายการเหล่านี้จึงเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งสิ้น และต้องบันทึกแยกออกจากภาษีซื้อปกติ