ใบสั่งซื้อสินค้า (Purchase Order — PO) คือเอกสารควบคุมรายจ่ายที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในธุรกิจ SME แต่กิจการหลายแห่งยังจ่ายเงินโดยอาศัยการสั่งปากเปล่าหรือแชทไลน์ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาได้ตั้งแต่สินค้าไม่ตรงสเปก ยอดซื้อบานปลาย ไปจนถึงรายจ่ายที่ผู้สอบบัญชีไม่ยอมรับเพราะหลักฐานขาด บทความนี้อธิบายหลักการออกแบบและวางระบบ PO ที่เหมาะกับ SME ไทย ทั้งด้านขั้นตอน การควบคุมภายใน และผลกระทบทางภาษีที่ต้องรู้

ทำไม SME ถึงต้องมีระบบใบสั่งซื้อ (PO)

ในกิจการขนาดเล็กที่เจ้าของควบคุมทุกอย่างเอง การซื้อสินค้าโดยไม่มี PO อาจดูเหมือนไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อธุรกิจเริ่มขยายและมีพนักงานหลายคนสั่งของ ปัญหาต่อไปนี้จะปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • จ่ายเงินซ้ำ: ผู้ขายส่งใบแจ้งหนี้ซ้ำ หรือฝ่ายบัญชีจ่ายตามใบแจ้งหนี้โดยไม่รู้ว่าจ่ายไปแล้ว เพราะไม่มีเลข PO อ้างอิง
  • สินค้าผิดสเปกหรือผิดราคา: ไม่มีเอกสารยืนยันราคาและรายละเอียดที่ตกลงไว้ล่วงหน้า ผู้ขายส่งของผิดหรือเพิ่มราคาภายหลัง
  • รายจ่ายถูกปฏิเสธทางภาษี: กรมสรรพากรอาจไม่ยอมรับรายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานครบถ้วนตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดให้รายจ่ายต้องเกิดขึ้นจริงและมีเอกสารประกอบ
  • ภาษีซื้อถูกปฏิเสธ: หากใบกำกับภาษีที่ได้รับมาไม่ตรงกับรายการที่สั่ง หรือชื่อ-ที่อยู่ผิด ภาษีซื้อในระบบ VAT อาจไม่สามารถนำมาหักออกได้
  • สต๊อกสินค้าคลาดเคลื่อน: ไม่สามารถกระทบยอดระหว่างของที่สั่ง ของที่รับ และของที่บันทึกในระบบสต๊อกได้

ระบบ PO ที่ดีแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด โดยสร้างหลักฐานลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ก่อนซื้อจนถึงการจ่ายเงิน หากธุรกิจของคุณมีรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการเป็นประจำ สามารถขอให้ทีมงาน A Plus Me ช่วยวางระบบบัญชีรายเดือนที่รองรับการตรวจสอบเอกสาร PO ได้เลย

ความแตกต่างระหว่างใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO)

หลายกิจการสับสนระหว่างเอกสารสองประเภทนี้ ซึ่งมีบทบาทต่างกันชัดเจนในวงจรการจัดซื้อ

ใบขอซื้อ (Purchase Requisition — PR)

  • ออกโดยหน่วยงานที่ต้องการสินค้าหรือบริการ เช่น ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย
  • เป็นเอกสารภายใน ยังไม่ส่งให้ผู้ขาย
  • ใช้ขออนุมัติจากผู้มีอำนาจก่อนที่ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการ
  • ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายกับบุคคลภายนอก

ใบสั่งซื้อ (Purchase Order — PO)

  • ออกโดยฝ่ายจัดซื้อหรือผู้มีอำนาจ ส่งให้ผู้ขายอย่างเป็นทางการ
  • เมื่อผู้ขายตอบรับ (ยืนยัน Order) ถือว่ามีสัญญาซื้อขายเกิดขึ้น
  • ระบุราคา จำนวน รายละเอียดสินค้า กำหนดส่ง และเงื่อนไขการชำระเงินที่ผูกพันทั้งสองฝ่าย
  • เป็นหลักฐานสำคัญในการจับคู่เอกสาร (Document Matching) ก่อนจ่ายเงิน

องค์ประกอบบังคับของใบสั่งซื้อที่ใช้ได้จริงทางบัญชีและภาษี

PO ที่ดีต้องมีข้อมูลครบเพียงพอให้ทั้งฝ่ายบัญชี ฝ่ายคลังสินค้า และผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบได้โดยไม่ต้องสอบถามเพิ่มเติม องค์ประกอบที่จำเป็นมีดังนี้

  • เลขที่ PO: ต้องเรียงลำดับต่อเนื่อง ห้ามซ้ำ ใช้เป็น Reference หลักในทุกขั้นตอน
  • วันที่ออก PO และวันที่ต้องการรับสินค้า: ช่วยวางแผนกระแสเงินสดและติดตาม Open PO
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย: จำเป็นสำหรับการตรวจสอบว่าใบกำกับภาษีที่ได้รับมาตรงกับผู้ขายที่อนุมัติไว้จริง
  • รายละเอียดสินค้า/บริการ รหัสสินค้า (SKU) จำนวน หน่วย และราคาต่อหน่วย: ใช้จับคู่กับใบส่งของและใบกำกับภาษี
  • มูลค่ารวมก่อน VAT, VAT 7% (ปัจจุบัน ณ ปี 2569) และมูลค่าสุทธิ: ช่วยคำนวณภาษีซื้อที่จะนำไปใช้สิทธิ
  • เงื่อนไขการชำระเงิน: เช่น Net 30 หรือชำระทันทีที่รับของ
  • ลายเซ็นผู้อนุมัติ: ต้องเป็นบุคคลที่กำหนดไว้ในตารางอำนาจอนุมัติ (Delegation of Authority)
  • สถานที่ส่งมอบ: โดยเฉพาะเมื่อมีหลายสาขาหรือคลังสินค้าหลายแห่ง

หมายเหตุเรื่อง VAT: อัตรา 7% มีผลบังคับใช้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ออก PO กับกรมสรรพากรเสมอ

วงจรการจัดซื้อและจุดควบคุมที่ต้องวางในแต่ละขั้นตอน

การควบคุมภายในที่ดีไม่ใช่แค่มีฟอร์ม PO แต่ต้องควบคุมทุกจุดตลอดวงจร ตั้งแต่การขอซื้อจนถึงการจ่ายเงิน ซึ่งแบ่งได้ดังนี้

ขั้นที่ 1 — การขอซื้อและอนุมัติ (Requisition & Approval)

  • หน่วยงานที่ต้องการของกรอก PR พร้อมระบุเหตุผลความจำเป็น
  • ผู้มีอำนาจอนุมัติตรวจสอบว่ารายการนั้นอยู่ในงบประมาณหรือไม่
  • จุดควบคุม: กำหนดวงเงินอนุมัติแต่ละระดับให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ซื้อไม่เกิน 10,000 บาทหัวหน้าแผนกอนุมัติได้ เกิน 10,000 บาทต้องให้กรรมการเซ็น

ขั้นที่ 2 — การออก PO และส่งให้ผู้ขาย (Issuance)

  • ฝ่ายจัดซื้อหรือผู้รับผิดชอบออก PO พร้อมเลขที่อ้างอิงและลายเซ็นผู้อนุมัติ
  • ส่ง PO ให้ผู้ขายและขอการยืนยันตอบรับ (Order Acknowledgement)
  • จุดควบคุม: บันทึก PO ทุกฉบับในทะเบียน Open PO เพื่อติดตามสถานะ ห้ามออก PO ด้วยวาจาหรือทางแชทโดยไม่มีเอกสาร

ขั้นที่ 3 — การรับสินค้าและออกใบรับสินค้า (Goods Receipt — GRN)

  • พนักงานรับสินค้าตรวจสอบชนิด จำนวน และสภาพสินค้าเทียบกับ PO
  • บันทึก Goods Receipt Note (GRN) พร้อมเซ็นรับโดยคนที่ไม่ใช่คนออก PO
  • จุดควบคุม: ต้องแยกหน้าที่ระหว่างผู้สั่งซื้อและผู้รับของ (Segregation of Duties) เพื่อป้องกันการสมรู้ร่วมคิด

ขั้นที่ 4 — การจับคู่เอกสาร 3 ทาง (Three-Way Match) ก่อนจ่ายเงิน

  • ฝ่ายบัญชีจับคู่: PO + GRN + ใบกำกับภาษี/ใบแจ้งหนี้ ให้ตรงกันทุกรายการก่อนสั่งจ่าย
  • หากมีรายการไม่ตรง เช่น ราคาต่างจาก PO หรือจำนวนที่รับน้อยกว่าที่ออกบิล ต้องระงับการจ่ายและแจ้งผู้ขายขอแก้ไข
  • จุดควบคุม: ห้ามจ่ายเงินโดยไม่มีเอกสารครบทั้ง 3 ฉบับ การจ่ายโดยใช้เพียงใบแจ้งหนี้ฉบับเดียวคือจุดอ่อนที่พบบ่อยที่สุดใน SME

ระบบ PO กับภาษีมูลค่าเพิ่มและหักณที่จ่าย

ระบบ PO ที่ถูกออกแบบมาดีมีผลโดยตรงต่อการจัดการ VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่ง SME ควรเข้าใจก่อนออกแบบระบบ

  • VAT บนใบกำกับภาษี: บริษัทที่จดทะเบียน VAT สามารถนำภาษีซื้อ 7% ในใบกำกับภาษีไปหักออกจากภาษีขายได้ แต่ต้องมั่นใจว่าใบกำกับภาษีระบุชื่อและเลขผู้เสียภาษีของบริษัทถูกต้อง และรายการสินค้าตรงกับ PO ที่อนุมัติ ข้อมูล ณ ปี 2569: อัตรา VAT อยู่ที่ 7% ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร
  • ภาษีหักณที่จ่าย: เมื่อบริษัทจ่ายเงินให้ผู้ขายที่เป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา อาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง และอื่นๆ ระบบ PO ควรบันทึกประเภทรายการให้ชัดว่าเป็น "ซื้อสินค้า" หรือ "ซื้อบริการ" เพราะอัตราและเงื่อนไขหักต่างกัน ให้ปรึกษาสำนักงานบัญชีเพื่อกำหนดอัตราที่ถูกต้องตามประเภทธุรกรรม
  • รายจ่ายต้องห้าม: การซื้อสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ หรือซื้อโดยไม่มี PO และ GRN ประกอบ อาจถูกปฏิเสธเป็นรายจ่ายทางภาษีและถูกบวกกลับเป็นกำไรสุทธิ ซึ่งเพิ่มภาระ CIT ของบริษัท

SME ที่ยังไม่แน่ใจว่าโครงสร้างภาษีของตนเหมาะสมหรือไม่ สามารถลองใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงภาษีของ A Plus Meเพื่อตรวจสอบจุดอ่อนเบื้องต้นได้ฟรี

แนวทางออกแบบระบบ PO สำหรับ SME แต่ละระดับ

ไม่มีระบบ PO "ขนาดเดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ" ควรเลือกวิธีที่เหมาะกับขนาดและความซับซ้อนของกิจการ

ระดับ 1 — กิจการขนาดเล็ก (รายได้ต่ำกว่า 10 ล้านบาท/ปี)

  • ใช้แบบฟอร์ม PO ใน Excel หรือ Google Sheets ที่มีการล็อคสูตรและห้ามแก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • กำหนดเลขที่ PO ด้วยระบบ Running Number เช่น PO-2569-0001
  • สร้างทะเบียน Open PO ในชีทแยกเพื่อติดตามสถานะ (รอส่ง / รับบางส่วน / รับครบ / ยกเลิก)
  • เจ้าของกิจการอนุมัติทุกรายการด้วยตนเองหรือมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร

ระดับ 2 — กิจการขนาดกลาง (รายได้ 10–30 ล้านบาท/ปี)

  • ใช้ซอฟต์แวร์บัญชีที่มีโมดูล PO เช่น PEAK, FlowAccount หรือระบบ ERP ขนาดเล็ก
  • กำหนดตารางอำนาจอนุมัติ (Delegation of Authority — DOA) เป็นลายลักษณ์อักษรและประกาศให้ทราบทั่วองค์กร
  • แยกหน้าที่ผู้ออก PO ผู้รับสินค้า และผู้จ่ายเงินเป็นคนละคน
  • รายงาน Open PO และ Aging ของ PO ค้างส่งมอบทุกสัปดาห์

ระดับ 3 — กิจการที่เตรียมขยายหรือเข้าถึงแหล่งทุน

  • ระบบ PO ต้องเชื่อมโยงกับระบบสต๊อก บัญชีเจ้าหนี้ และระบบชำระเงินโดยอัตโนมัติ
  • มีเส้นทางการอนุมัติแบบ Workflow ออนไลน์ เพื่อให้ผู้อนุมัติสามารถตรวจสอบและเซ็นจากระยะไกลได้
  • สร้างรายงานสรุปการจัดซื้อรายเดือนและรายไตรมาสเพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและเจรจากับผู้ขาย
  • เตรียมเอกสาร PO และ GRN ให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีหรือสถาบันการเงิน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในระบบ PO ของ SME และวิธีป้องกัน

จากประสบการณ์ของทีม A Plus Me ในการวางระบบบัญชีให้ SME พบข้อผิดพลาดซ้ำๆ ดังนี้

  • ออก PO หลังจากซื้อของไปแล้ว (Backdating): ทำให้ระบบควบคุมล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ควรกำหนดนโยบายห้ามออก PO ย้อนหลังอย่างเด็ดขาด และหากจำเป็นต้องซื้อฉุกเฉินให้ใช้ "Emergency Purchase Order" ที่มีขั้นตอนอนุมัติพิเศษ
  • PO มีวงเงินไม่ครอบคลุมค่า VAT: ระบุมูลค่า PO เป็นยอดก่อน VAT แต่ไม่ได้บวก VAT ทำให้งบประมาณขาด ควรระบุทั้งยอดก่อน VAT, VAT 7%, และยอดสุทธิในฟอร์ม PO เสมอ
  • ผู้ขายส่งบิลก่อน GRN: ฝ่ายบัญชีรับใบแจ้งหนี้และจ่ายเงินทันทีโดยยังไม่มีการยืนยันว่าได้รับสินค้าครบ ควรกำหนดนโยบายว่าห้ามจ่ายเงินหาก GRN ยังไม่สมบูรณ์
  • ไม่มีการตรวจสอบรายชื่อผู้ขายที่ได้รับอนุมัติ (Approved Vendor List): ทำให้มีการสั่งซื้อจากผู้ขายใหม่โดยไม่ผ่านกระบวนการคัดเลือก ควรมีทะเบียนผู้ขายที่ได้รับอนุมัติและต้องให้ผู้มีอำนาจเพิ่มผู้ขายใหม่เข้าทะเบียนก่อนออก PO
  • ไม่เก็บ PO ที่ยกเลิกไว้: ควรเก็บ PO ที่ยกเลิกทุกฉบับพร้อมสาเหตุการยกเลิก เพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบลำดับเลขที่ได้ว่าไม่มีช่องว่าง

หากต้องการให้ทีมงานตรวจสอบและวางระบบเอกสารจัดซื้อให้ครบถ้วน สามารถดูรายละเอียดบริการได้ที่หน้าบริการจดทะเบียนและวางระบบบริษัทหรือติดต่อทีม A Plus Me โดยตรง

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง การออกแบบระบบใบสั่งซื้อสินค้าเพื่อการควบคุมภายใน ควรนำมาเปรียบเทียบและปรับปรุงกับระบบเอกสารและการดำเนินการจริงภายในองค์กรของคุณอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้จุดเช็กลิสต์และแนวทางหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังนี้:

เช็กลิสต์ตรวจสอบระบบงานในบริษัท

  • จัดเตรียมหมายเหตุประกอบงบการเงินและเอกสาร DBD e-Filing ครบครัน
  • ทำใบกระทบยอดธนาคาร (Bank Reconciliation) ทุกบัญชีเป็นรายเดือน

ข้อผิดพลาดสำคัญที่ควรระวัง

  • ไม่จัดระเบียบบิลซื้อบิลขายทำให้เอกสารตกหล่นสูญหายตรวจย้อนไม่ได้
  • ไม่ทำกระทบยอดบัญชีเงินฝากกับสมุดบัญชีส่งผลให้มียอดผลต่างล้างไม่ออก

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การออกแบบระบบใบสั่งซื้อสินค้าเพื่อการควบคุมภายใน

ใบสั่งซื้อ (PO) กับใบขอซื้อ (PR) ต่างกันอย่างไร?

ใบขอซื้อ (Purchase Requisition - PR) คือเอกสารที่หน่วยงานภายในส่งขอให้ฝ่ายจัดซื้อดำเนินการ ยังไม่มีผลผูกพันกับผู้ขาย ส่วนใบสั่งซื้อ (Purchase Order - PO) คือเอกสารที่บริษัทออกให้ผู้ขายอย่างเป็นทางการ เมื่อผู้ขายตอบรับแล้วจะมีสถานะเป็นสัญญาซื้อขาย มีผลผูกพันทางกฎหมายทั้งสองฝ่าย

ระบบ PO ช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านภาษีได้อย่างไร?

ระบบ PO ที่ดีทำให้แต่ละรายจ่ายมีเอกสารหลักฐานครบชุด ได้แก่ PO ที่อนุมัติแล้ว ใบส่งของ/ใบรับสินค้า (GRN) และใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง การจับคู่เอกสาร 3 ทาง (Three-Way Match) นี้ทำให้รายจ่ายผ่านเกณฑ์การหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร และยังช่วยป้องกันไม่ให้จ่ายเงินซ้ำหรือจ่ายตามบิลปลอม

บริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีฝ่ายจัดซื้อโดยเฉพาะควรเริ่มต้นวางระบบ PO อย่างไร?

ให้เริ่มจากการกำหนดวงเงินอนุมัติที่ชัดเจน เช่น ซื้อไม่เกิน 5,000 บาทหัวหน้าทีมอนุมัติได้ เกิน 5,000 บาทต้องให้กรรมการเซ็น จากนั้นออกแบบแบบฟอร์ม PO อย่างง่ายด้วย Google Forms หรือ Excel พร้อมฟิลด์บังคับ ได้แก่ เลขที่ PO วันที่ ชื่อผู้ขาย รายการสินค้า จำนวน ราคา และลายเซ็นผู้อนุมัติ เมื่อกิจการขยายตัวค่อยย้ายไปใช้ระบบซอฟต์แวร์บัญชีที่รองรับโมดูล PO

ใบสั่งซื้อที่ออกแล้วแต่ยังไม่ได้รับสินค้าต้องบันทึกบัญชีหรือไม่?

ตามหลักบัญชีคงค้าง (Accrual Basis) ที่ TFRS for NPAEs กำหนด PO ที่ยังไม่ได้รับสินค้าหรือบริการยังไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ จะบันทึกรายการต่อเมื่อรับสินค้าพร้อมใบส่งของแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ควรติดตาม PO ค้างส่งมอบไว้ในทะเบียน Open PO เพื่อการวางแผนกระแสเงินสดและป้องกันการออก PO ซ้ำโดยไม่ตั้งใจ