ธุรกิจครอบครัวในไทยส่วนใหญ่สะสมทรัพย์สินและกิจการมาหลายทศวรรษโดยไม่ได้วางโครงสร้างรับมือกับการส่งต่อกิจการ ผลคือเมื่อถึงวันโอนผู้สืบทอด ทั้งภาษีมรดก ภาษีการรับให้ และภาระอากรแสตมป์อาจกระทบกระแสเงินสดของกิจการอย่างหนัก บทความนี้อธิบายกรอบกฎหมายที่บังคับใช้อยู่และแนวทางการวางแผนอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME (ข้อมูล ณ ปี 2569)

ภาษีมรดก vs. ภาษีการรับให้ — ความแตกต่างที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจก่อน

กฎหมายไทยแยกภาษีสองประเภทนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน และแต่ละประเภทมีเกณฑ์ ฐานภาษี และช่วงเวลาที่เกิดภาระแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

  • ภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) — เก็บตาม พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของทรัพย์เสียชีวิต และผู้รับมรดกแต่ละรายได้รับทรัพย์สินรวมเกิน 100 ล้านบาท จากเจ้ามรดกรายเดียวกัน เฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้นที่ถูกเก็บภาษี
  • ภาษีการรับให้ (Gift Tax) — เป็นส่วนหนึ่งของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) ตามประมวลรัษฎากร เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของทรัพย์ยังมีชีวิตอยู่แต่โอนทรัพย์สินหรือเงินให้บุคคลอื่น หากมูลค่าที่รับเกินเกณฑ์ยกเว้น ผู้รับต้องนำส่วนที่เกินไปรวมคำนวณภาษีเงินได้

ธุรกิจครอบครัวที่วางแผนส่งต่อกิจการจำเป็นต้องทำความเข้าใจทั้งสองระบบ เพราะการโอนสินทรัพย์ในขณะที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่ (เช่น โอนหุ้น โอนที่ดิน โอนเงิน) จะอยู่ภายใต้ภาษีการรับให้ ในขณะที่การส่งต่อทรัพย์สินหลังเสียชีวิตอยู่ภายใต้ภาษีมรดก

ภาษีการรับมรดก: เกณฑ์ อัตรา และทรัพย์สินที่ครอบคลุม

พ.ร.บ. ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 กำหนดหลักการสำคัญดังนี้

เกณฑ์และอัตราภาษีมรดก

  • เกณฑ์ยกเว้น: ผู้รับมรดกแต่ละรายได้รับทรัพย์สินรวมจากเจ้ามรดกรายเดียวกันไม่เกิน 100 ล้านบาท ไม่มีภาระภาษี
  • อัตราสำหรับบุพการีและผู้สืบสันดาน: ร้อยละ 5 ของมูลค่ามรดกสุทธิในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท (บุพการี = พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย; ผู้สืบสันดาน = ลูก หลาน)
  • อัตราสำหรับผู้รับมรดกอื่น: ร้อยละ 10 ของมูลค่ามรดกสุทธิในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท
  • คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย: ได้รับยกเว้นภาษีมรดกทั้งจำนวน ไม่จำกัดมูลค่า
  • ผู้รับมรดกที่เป็นรัฐหรือองค์กรสาธารณประโยชน์: ได้รับยกเว้น

ทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้ภาษีมรดก

ทรัพย์สินที่นับรวมในฐานภาษีมรดก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย หลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากและสิทธิเรียกร้องเงินจากสถาบันการเงิน ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย และทรัพย์สินทางการเงินอื่นที่กฎหมายกำหนด หุ้นของบริษัทจำกัดที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ถือเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาร่วมกับที่ปรึกษา เนื่องจากการประเมินมูลค่ามีความซับซ้อน

กำหนดยื่นแบบและชำระภาษีมรดก

ผู้รับมรดกต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (ภ.ม.60) และชำระภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดก กรณีมรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันจดทะเบียนโอน กฎหมายเปิดช่องให้ขอผ่อนชำระได้สูงสุด 5 งวดในบางกรณี ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากหากมรดกเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ขายทันทีไม่ได้ เช่น โรงงานหรือที่ดิน

ภาษีการรับให้: กรอบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีการรับให้ถูกบัญญัติโดยการแก้ไขประมวลรัษฎากร และมีผลบังคับใช้พร้อมกับ พ.ร.บ. ภาษีมรดก ในปี 2558 หลักการคือทรัพย์สินหรือเงินที่ได้รับโดยเสน่หาถือเป็น "เงินได้พึงประเมิน" ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ หากเกินเกณฑ์ที่กำหนด

เกณฑ์ยกเว้นภาษีการรับให้ (สังหาริมทรัพย์และเงิน)

  • จากบุพการี คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือผู้สืบสันดาน: ยกเว้นไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อผู้รับต่อปีปฏิทิน
  • จากบุคคลอื่น (เช่น พี่น้อง เพื่อน หรือบริษัท): ยกเว้นไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อผู้รับต่อปีปฏิทิน
  • ส่วนที่เกินเกณฑ์: ถูกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 5 เป็นอัตราพิเศษ (ไม่ใช้อัตราก้าวหน้า PIT ปกติ) โดยผู้รับต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ณ สิ้นปีภาษี

กรณีพิเศษ: อสังหาริมทรัพย์ที่โอนจากบิดามารดาให้บุตร

การโอนอสังหาริมทรัพย์จากบิดามารดาให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ในส่วนไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อผู้รับต่อปี ส่วนที่เกินคำนวณในอัตราร้อยละ 5 ซึ่งต่ำกว่าอัตราก้าวหน้า PIT ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การโอนอสังหาริมทรัพย์ยังอาจมีภาระอื่น ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) หรืออากรแสตมป์ที่กรมที่ดิน ซึ่งแยกต่างหากจากภาษีการรับให้และต้องตรวจสอบตามสถานการณ์จริงก่อนทำธุรกรรม

ความเสี่ยงภาษีที่พบบ่อยในธุรกิจครอบครัว

จากประสบการณ์การทำงานกับ SME ครอบครัว พบรูปแบบความเสี่ยงที่เกิดซ้ำในกลุ่มนี้อยู่เสมอ

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

  • โอนหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่าตลาด: การโอนหุ้นในบริษัทครอบครัวโดยตั้งราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (เช่น โอนในราคาพาร์ทั้งที่กิจการมีกำไรสะสมมาก) อาจถูกสรรพากรประเมินว่าส่วนต่างนั้นเป็น "การรับให้" และนำมาคำนวณภาษีการรับให้เพิ่มเติม
  • ให้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ: กรณีที่บริษัทให้เจ้าของหรือสมาชิกครอบครัวกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย ส่วนต่างดอกเบี้ยอาจถูกปรับเป็นรายได้ของนิติบุคคลและเงินได้ของผู้กู้ในเวลาเดียวกัน
  • จ่ายเงินปันผลไม่สม่ำเสมอหรือสูงผิดสัดส่วนถือหุ้น: เงินปันผลต้องจ่ายตามสัดส่วนหุ้น การจ่ายแตกต่างอาจถูกมองว่าเป็นการให้โดยเสน่หา
  • ไม่มีสัญญาหรือเอกสารรองรับการโอนทรัพย์: การโอนทรัพย์สินระหว่างสมาชิกครอบครัวโดยไม่มีเอกสารถูกต้องทำให้ยากต่อการพิสูจน์เจตนาและอาจถูกตีความเป็นรายการที่ไม่โปร่งใสในการตรวจสอบภาษี
  • การตั้งบริษัทโฮลดิ้งโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: บางธุรกิจพยายามลดภาระโดยโอนทรัพย์สินเข้าบริษัทโฮลดิ้งก่อน แต่หากทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย อาจเกิดปัญหาทั้งด้านภาษีนิติบุคคลและภาษีการรับให้ซ้อนกัน

กลยุทธ์การวางแผนส่งต่อธุรกิจครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

การวางแผนที่ดีไม่ใช่การหลีกเลี่ยงภาษี แต่คือการใช้กลไกที่กฎหมายอนุญาตอย่างถูกต้องและมีเอกสารรองรับ

1. วางแผนโอนทรัพย์สินขณะยังมีชีวิต (Lifetime Gifting)

หากมูลค่าสินทรัพย์รวมของครอบครัวอยู่ในระดับที่อาจเกินเกณฑ์ภาษีมรดก การทยอยโอนทรัพย์สินให้ทายาทปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท (กรณีโอนจากบุพการีหรือผู้สืบสันดาน) ช่วยใช้เกณฑ์ยกเว้นภาษีการรับให้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดฐานมรดกในอนาคต เนื่องจากเกณฑ์ยกเว้นคิดต่อปีปฏิทิน จึงสามารถใช้ซ้ำทุกปีได้

2. โอนหุ้นในราคาที่เป็นธรรมและมีหลักฐานรองรับ

การโอนหุ้นในบริษัทครอบครัวควรทำในราคาที่ผ่านการประเมินมูลค่าจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการถูกสรรพากรโต้แย้งในภายหลัง การจ้างผู้ประเมินอิสระทำ Business Valuation ก่อนโอนหุ้น แม้จะมีค่าใช้จ่าย แต่ลดความเสี่ยงภาษีที่อาจสูงกว่าหลายเท่า ควรจัดทำสัญญาโอนหุ้น ประชุมผู้ถือหุ้น และปรับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ให้ครบถ้วน

3. ใช้โครงสร้างการถือหุ้นที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น

ธุรกิจครอบครัวที่วางแผนส่งต่อล่วงหน้าควรพิจารณาโครงสร้างการถือหุ้นที่ชัดเจน เช่น การกำหนดหุ้นบุริมสิทธิ์ (preference shares) ที่มีสิทธิรับเงินปันผลก่อน หรือการแบ่งแยกสิทธิในการควบคุมออกจากสิทธิรับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวมีความซับซ้อนและต้องออกแบบร่วมกับทนายความและที่ปรึกษาภาษีที่มีความเชี่ยวชาญ

4. จัดทำพินัยกรรมและเอกสารการโอนให้ครบถ้วน

พินัยกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายช่วยกำหนดการจัดสรรมรดกอย่างชัดเจนและลดข้อพิพาทในครอบครัว ในด้านภาษี การมีพินัยกรรมที่ระบุมูลค่าและรายการทรัพย์สินชัดเจนช่วยให้ผู้จัดการมรดกคำนวณภาษีมรดกได้ถูกต้องและยื่นแบบภายในกำหนด ควรปรึกษาทนายความเพื่อให้พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

5. ทบทวนโครงสร้างกิจการเมื่อทรัพย์สินเติบโต

กิจการที่มีมูลค่าสินทรัพย์เติบโตอย่างรวดเร็วควรทบทวนการวางแผนส่งต่อทุก 3-5 ปี เพราะเกณฑ์ภาษีที่เคยไม่กระทบอาจกลายเป็นภาระเมื่อมูลค่ารวมเกิน 100 ล้านบาท การทำ ประเมินความเสี่ยงภาษี เชิงรุกช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมก่อนถึงจุดวิกฤต

ผลกระทบต่อบัญชีนิติบุคคลของธุรกิจครอบครัว

นอกจากภาระภาษีส่วนบุคคล การโอนทรัพย์สินในธุรกิจครอบครัวยังส่งผลต่อบัญชีของนิติบุคคลโดยตรง

  • การโอนสินทรัพย์จากบุคคลเข้าบริษัท ต้องบันทึกในราคาตลาด ณ วันโอน ส่วนต่างระหว่างราคาโอนกับราคาทุนอาจเป็นกำไรหรือขาดทุนที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานการบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs)
  • การโอนสินทรัพย์จากบริษัทให้กรรมการหรือผู้ถือหุ้น ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจถูกตีความเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร หรือถูกปรับเป็นเงินได้พึงประเมินของกรรมการ
  • การตีราคาสินทรัพย์ใหม่ เพื่อวัตถุประสงค์การวางแผนมรดกต้องสอดคล้องกับนโยบายบัญชีที่กิจการใช้อยู่ และควรจัดทำรายงานการประเมินมูลค่าโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ
  • เงินปันผล เป็นช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายในการโอนผลประโยชน์จากบริษัทให้ผู้ถือหุ้น แต่ต้องผ่านมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น และบริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ก่อนจ่าย

หากธุรกิจของท่านกำลังวางแผนปรับโครงสร้างการถือหุ้นหรือโอนกิจการ การมีระบบ บัญชีรายเดือนที่เป็นระเบียบ และงบการเงินที่ตรวจสอบแล้วเป็นพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้

เช็กลิสต์สำหรับเจ้าของธุรกิจครอบครัว: พร้อมส่งต่อกิจการแค่ไหน?

ใช้รายการด้านล่างประเมินความพร้อมของธุรกิจท่านก่อนเข้าสู่กระบวนการวางแผนส่งต่อกิจการอย่างจริงจัง

ด้านโครงสร้างกิจการและเอกสาร

  • สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น (บอจ.5) อัปเดตล่าสุดและตรงกับโครงสร้างที่ตั้งใจส่งต่อหรือยัง
  • มีพินัยกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายและครอบคลุมหุ้นในบริษัทครอบครัว
  • สัญญาโอนหุ้นหรือทรัพย์สินที่เคยทำไว้ทุกฉบับมีเอกสารครบถ้วนและยังคงมีผลทางกฎหมาย
  • ทราบมูลค่าตลาดโดยประมาณของหุ้นหรือสินทรัพย์หลักที่จะส่งต่อ

ด้านภาษีและบัญชี

  • มูลค่าสินทรัพย์รวมที่แต่ละทายาทจะได้รับยังอยู่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หรือหากเกิน ได้วางแผนชำระภาษีมรดกไว้แล้ว
  • การโอนทรัพย์สินหรือเงินให้สมาชิกครอบครัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไม่เกินเกณฑ์ยกเว้นภาษีการรับให้ หรือได้ยื่นภาษีถูกต้องแล้ว
  • งบการเงินของบริษัทผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) และสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ
  • ไม่มีรายการกู้ยืมระหว่างกรรมการกับบริษัทที่ยังค้างและไม่มีดอกเบี้ยอยู่ในบัญชี

ด้านการวางแผนระยะยาว

  • ได้หารือกับที่ปรึกษาภาษีและทนายความเรื่องโครงสร้างการส่งต่อกิจการอย่างเป็นทางการแล้ว
  • ทายาทที่จะรับช่วงต่อเข้าใจภาระภาษีและหน้าที่การยื่นแบบที่จะเกิดขึ้น
  • มีแผนสำรองเงินสดสำหรับชำระภาษีมรดกหากจำเป็น โดยไม่กระทบสภาพคล่องของกิจการ

แหล่งอ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับภาษีมรดกและภาษีการรับให้ในธุรกิจครอบครัว

ธุรกิจครอบครัวที่มีมูลค่าทรัพย์สินต่ำกว่า 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีมรดกไหม?

ไม่ต้องเสียภาษีมรดกตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 เพราะภาษีมรดกเริ่มเก็บเฉพาะมูลค่ามรดกที่ผู้รับแต่ละรายได้รับรวมเกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวังภาษีการรับให้ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) ในกรณีที่มีการโอนทรัพย์สินหรือหุ้นระหว่างสมาชิกครอบครัวในขณะที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่

การโอนหุ้นในบริษัทครอบครัวให้บุตรต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

การโอนหุ้นให้บุตรขณะที่ผู้โอนยังมีชีวิตอยู่เข้าข่ายภาษีการรับให้ภายใต้ประมวลรัษฎากร โดยมูลค่าหุ้นที่โอนในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีต่อผู้รับจะถูกนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราร้อยละ 5 หากโอนเกินเกณฑ์ ผู้รับต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปี อัตราและเกณฑ์ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนทำธุรกรรม

คู่สมรสของเจ้าของกิจการได้รับยกเว้นภาษีมรดกหรือไม่?

ใช่ คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายได้รับการยกเว้นภาษีมรดกทั้งจำนวน ไม่ว่ามูลค่ามรดกจะสูงเท่าใด ตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ส่วนภาษีการรับให้ระหว่างคู่สมรสมีเกณฑ์ยกเว้นสูงสุดที่กฎหมายกำหนด ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรสำหรับเกณฑ์ปัจจุบัน