เมื่อ SME รับงานจ้างทำของและต้องการโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อ หรือโอนให้บริษัทในเครือ ผลทางภาษีที่ตามมามีความซับซ้อนกว่าที่คิด บทความนี้อธิบายหลักการโอนสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่ง ภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และอากรแสตมป์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เจ้าของกิจการและผู้บริหาร SME ไทยวางแผนได้อย่างถูกต้อง (ข้อมูล ณ ปี 2569)

สัญญาจ้างทำของคืออะไร และแตกต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร

สัญญาจ้างทำของ (contract for work หรือ contract of hire of work) คือสัญญาที่ผู้รับจ้างตกลงทำงานชิ้นหนึ่งให้สำเร็จ และผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างเมื่องานสำเร็จ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 ตัวอย่างทั่วไปในโลก SME ได้แก่ งานก่อสร้างปรับปรุงอาคาร งานพัฒนาซอฟต์แวร์ตามสเปก งานผลิตสินค้าตามแบบลูกค้า และงานออกแบบกราฟิกตามโจทย์ที่กำหนด

ความแตกต่างสำคัญจากสัญญาซื้อขายคือ เป้าหมายของสัญญาจ้างทำของอยู่ที่ผลสำเร็จของงาน ไม่ใช่การโอนกรรมสิทธิ์สินค้าสำเร็จรูป ความแตกต่างนี้กระทบโดยตรงต่อการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย อากรแสตมป์ และจุดรับรู้รายได้เพื่อ VAT

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ในสัญญาจ้างทำของ: อัตราและประเด็นที่มักสับสน

เมื่อนิติบุคคลจ่ายค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำของ ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ของค่าจ้างและนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 (กรณียื่นกระดาษ) หรือวันที่ 15 (กรณียื่น e-Filing) ของเดือนถัดไป

ประเด็นที่ SME มักเข้าใจผิดมีดังนี้:

  • จ้างทำของที่รวมค่าวัสดุด้วย: หากออกใบแจ้งหนี้รวมเป็นก้อนเดียว กรมสรรพากรอาจถือว่าเป็นสัญญาจ้างทำของทั้งหมด และหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดรวม หากต้องการแยกส่วนค่าวัสดุออก ต้องออกใบกำกับภาษีแยกต่างหากอย่างชัดเจน
  • ค่าจ้างน้อยกว่า 1,000 บาทต่อครั้ง: หากจ่ายแต่ละครั้งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่หากสัญญาระบุยอดรวมเกิน 1,000 บาท ยังต้องหักตามปกติ
  • ผู้รับจ้างเป็นบุคคลธรรมดา: รายได้จากสัญญาจ้างทำของถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(7) หรือ (8) ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ซึ่งมีผลต่อการคำนวณหักค่าใช้จ่าย

อากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของ

สัญญาจ้างทำของอยู่ใน บัญชีอัตราอากรแสตมป์ลำดับที่ 4 ของประมวลรัษฎากร ผู้รับจ้าง (ผู้รับเงิน) เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อทุก 1,000 บาท (หรือเศษของ 1,000 บาท) ของมูลค่าสัญญา

  • สัญญามูลค่าต่ำกว่า 1,000,000 บาท: ปิดอากรแสตมป์ด้วยแสตมป์ปิดทับบนต้นฉบับ
  • สัญญามูลค่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป หรือสัญญากับหน่วยงานรัฐที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 บาท: ต้องชำระอากรเป็นตัวเงินกับสรรพากรพื้นที่ ภายใน 15 วันนับจากวันที่ทำสัญญา
  • หากมีการทำสำเนาสัญญา คู่สัญญาฝ่ายว่าจ้างต้องปิดอากรบนสำเนาด้วย (5 บาทหากต้นฉบับมีอากรเกิน 5 บาท)

ข้อควรระวัง: หากไม่ปิดอากรแสตมป์ สัญญาจะไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ และยังเสี่ยงถูกเรียกเก็บอากรขาดพร้อมเบี้ยปรับ

การโอนสิทธิเรียกร้อง (Assignment of Rights) คืออะไร และทำไม SME ถึงทำ

การโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของ คือการที่ ผู้รับจ้าง (เจ้าหนี้ตามสัญญา) โอนสิทธิในการเรียกรับเงินค่าจ้างจากผู้ว่าจ้าง ไปให้บุคคลที่สาม (ผู้รับโอน) โดยสิทธิในการทำงานและความรับผิดตามสัญญายังคงอยู่กับผู้รับจ้างเดิม

SME มักใช้กลไกนี้ใน 2 กรณีหลัก:

  • การรับโอนสิทธิเพื่อขอสินเชื่อ (Invoice Financing / Factoring): ผู้รับจ้างโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างในอนาคตให้สถาบันการเงินหรือบริษัท Factoring เพื่อได้รับเงินทุนหมุนเวียนก่อนที่ผู้ว่าจ้างจะจ่ายจริง
  • การโอนสิทธิให้บุคคลในเครือ: กรณีบริษัทแม่รับงานแล้วโอนสิทธิเรียกร้องให้บริษัทย่อยที่เป็นผู้ทำงานจริง ซึ่งต้องระวังเรื่องราคาโอนระหว่างกันและ Transfer Pricing

ตามกฎหมายแพ่ง การโอนสิทธิเรียกร้องต้องทำเป็นหนังสือและ ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังผู้ว่าจ้าง (ลูกหนี้) ด้วย มิฉะนั้นการโอนไม่มีผลผูกพันผู้ว่าจ้าง

ผลทางภาษีของการโอนสิทธิเรียกร้อง: ใครยังต้องรับผิดชอบอะไร

ประเด็นที่ SME เข้าใจผิดมากที่สุดคือการคิดว่า เมื่อโอนสิทธิแล้วภาระภาษีทั้งหมดโอนไปด้วย ซึ่งไม่ถูกต้อง กรมสรรพากรมีแนวบทวินิจฉัยที่ชัดเจนว่า:

ภาระที่ยังอยู่กับผู้โอนสิทธิ (ผู้รับจ้างเดิม)

  • หน้าที่ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม: ผู้รับจ้างเดิมยังถือว่าเป็นผู้ให้บริการตามสัญญา จึงต้องเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้ผู้ว่าจ้างตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร แม้ว่าเงินจะไหลไปยังผู้รับโอนแล้วก็ตาม
  • ความรับผิดตามสัญญาจ้างทำของ: การโอนสิทธิเรียกร้องไม่ระงับหน้าที่ทำงานให้สำเร็จ ผู้รับจ้างเดิมยังต้องส่งมอบงานตามที่ตกลง
  • รายได้จากสัญญายังต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล: แม้จะได้รับเงินจริงน้อยกว่า (เพราะส่วนต่างจ่ายให้ผู้รับโอนไปแล้ว) แต่รายได้ตามสัญญาจ้างทำของทั้งจำนวนยังเป็นรายได้ของผู้รับจ้างเดิมในทางภาษี ส่วนต้นทุนการโอนสิทธิ (ค่า discount หรือค่าธรรมเนียม Factoring) ต้องรับรู้เป็นรายจ่าย

ภาระที่เกิดขึ้นกับผู้ว่าจ้างเมื่อจ่ายให้ผู้รับโอน

  • ยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%: แม้ผู้ว่าจ้างจะจ่ายเงินให้ผู้รับโอน (เช่น สถาบันการเงิน) แทนผู้รับจ้างเดิม หน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายยังคงมีอยู่ โดยผู้ว่าจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีในนามของผู้รับจ้างเดิม (ผู้โอนสิทธิ) ซึ่งเป็นผู้มีรายได้ตามกฎหมายภาษี
  • ต้องแน่ใจว่าได้รับใบกำกับภาษีจากผู้รับจ้างเดิม: ผู้ว่าจ้างที่จดทะเบียน VAT ต้องได้รับใบกำกับภาษีจากผู้รับจ้างเดิม ไม่ใช่จากผู้รับโอน เพื่อใช้เป็น Input Tax

VAT กับการโอนสิทธิเรียกร้อง: จุดรับรู้ภาษีและการออกใบกำกับ

สำหรับสัญญาจ้างทำของที่ผู้รับจ้างเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ความรับผิดในการเสีย VAT เกิดขึ้นเมื่อ:

  • ได้รับชำระราคาค่าจ้าง หรือ
  • ได้รับชำระราคาบางส่วน หรือ
  • ออกใบกำกับภาษี

แล้วแต่เหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้อง การที่ผู้รับโอน (สถาบันการเงิน) จ่ายเงิน "ก้อนแรก" ให้ผู้รับจ้าง อาจถือเป็นจุดที่ผู้รับจ้างได้รับชำระราคาและต้องออกใบกำกับภาษีทันที SME ต้องระวังไม่ให้เกิดความล่าช้าในการออกใบกำกับ ซึ่งอาจนำไปสู่เบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร

อัตรา VAT ที่บังคับใช้ในปัจจุบันคือ 7% (ลดลงจากอัตราตามกฎหมาย 10% โดยพระราชกฤษฎีกา) อย่างไรก็ตาม อัตรา 7% ต้องได้รับการต่ออายุโดยพระราชกฤษฎีกาเป็นรายปี ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรเสมอ

การวางแผนภาษีสำหรับ SME ที่ต้องการโอนสิทธิเรียกร้อง

แนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับ SME ที่พิจารณาโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจ้างทำของมีดังนี้:

  • วางโครงสร้างสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น: ระบุในสัญญาจ้างทำของว่ายอดค่าจ้างแต่ละงวดเป็นเท่าไร เพื่อให้การคำนวณอากรแสตมป์และ WHT ถูกต้อง และเมื่อโอนสิทธิจะระบุในหนังสือโอนสิทธิได้ชัดเจน
  • ทำหนังสือโอนสิทธิและบอกกล่าวผู้ว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร: เพื่อให้การโอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแพ่ง และผู้ว่าจ้างรู้ว่าต้องจ่ายเงินให้ใคร
  • ตกลงกับผู้รับโอนเรื่องหน้าที่ภาษีล่วงหน้า: ควรระบุในสัญญาโอนสิทธิว่าหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายและการออกหนังสือรับรองเป็นของฝ่ายใด เพื่อป้องกันการโต้แย้งภายหลัง
  • บันทึกบัญชีให้ถูกต้อง: ต้นทุนของการโอนสิทธิ (ค่า discount หรือค่าธรรมเนียม) ให้รับรู้เป็นดอกเบี้ยจ่ายหรือค่าธรรมเนียมทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ไม่ใช่นำไปหักออกจากรายได้โดยตรง
  • ตรวจสอบสถานะ VAT ของทุกฝ่าย: ก่อนโอนสิทธิ ควรตรวจสอบว่าผู้รับโอนมีสถานะ VAT อย่างไร เพื่อวางแผนการออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง
  • พิจารณาผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล: SME ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30 ล้านบาทและทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท อาจได้รับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 0% สำหรับกำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท และ 15% สำหรับกำไรส่วนที่เกิน 300,000 บาทถึง 3 ล้านบาท การโอนสิทธิที่กระทบต่อการรับรู้รายได้อาจเปลี่ยนฐานภาษีและอัตราที่ใช้ได้

กรณีศึกษา: SME รับงานก่อสร้างและโอนสิทธิค่าจ้างให้แบงก์

สมมุติบริษัท ก. รับสัญญาจ้างทำของก่อสร้างโกดังมูลค่า 5,000,000 บาท (ไม่รวม VAT) จากบริษัท ข. บริษัท ก. ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจึงโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างงวดแรก 2,000,000 บาทให้ธนาคาร ซ. เพื่อขอสินเชื่อ:

  • อากรแสตมป์ที่บริษัท ก. ต้องเสียสำหรับสัญญาจ้างทำของทั้งฉบับ: 5,000 บาท (5,000,000 ÷ 1,000 × 1)
  • เมื่อบริษัท ข. จ่ายเงินงวดแรก 2,000,000 บาทให้ธนาคาร ซ.: บริษัท ข. ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% = 60,000 บาท และออกหนังสือรับรองการหักในนามบริษัท ก.
  • บริษัท ก. ต้องออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่บังคับใช้ ณ ขณะนั้น ให้บริษัท ข. สำหรับงานงวดแรก
  • บริษัท ก. รับรู้รายได้ 2,000,000 บาทในงบการเงิน และนำค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ธนาคารไปรับรู้เป็นรายจ่ายทางการเงิน

เช็กลิสต์ก่อนโอนสิทธิเรียกร้องสัญญาจ้างทำของ

ใช้รายการตรวจสอบนี้เพื่อลดความเสี่ยงทางภาษีและกฎหมายก่อนดำเนินการโอนสิทธิ:

ด้านเอกสารและกฎหมาย

  • สัญญาจ้างทำของระบุมูลค่าและงวดการชำระชัดเจน และปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้วหรือไม่
  • มีหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่
  • ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวการโอนให้ผู้ว่าจ้าง (ลูกหนี้) รับทราบแล้วหรือไม่
  • สัญญาจ้างทำของอนุญาตให้โอนสิทธิได้หรือไม่ (ตรวจสอบเงื่อนไขห้ามโอน)

ด้านภาษีและบัญชี

  • ตกลงกับผู้ว่าจ้างแล้วหรือไม่ว่าจะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในนามใคร
  • วางแผนการออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ ว่าจะออก ณ จุดใด
  • บันทึกค่าธรรมเนียมหรือ discount ของ Factoring เป็นรายจ่ายทางการเงินในบัญชีอย่างถูกต้องหรือไม่
  • ประเมินแล้วหรือไม่ว่าการรับรู้รายได้จากสัญญาจะกระทบต่อเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีนั้นอย่างไร

หากยังไม่แน่ใจในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ควรปรึกษาที่ปรึกษาบัญชีและภาษีก่อนดำเนินการ เนื่องจากข้อผิดพลาดในการโอนสิทธิอาจนำไปสู่การถูกประเมินภาษีย้อนหลังและเบี้ยปรับได้ สามารถใช้เครื่องมือ ประเมินความเสี่ยงภาษีเบื้องต้น หรือ ติดต่อทีมที่ปรึกษาวางแผนภาษี ของ A Plus Me เพื่อประเมินสถานการณ์เฉพาะของธุรกิจคุณ

แหล่งอ้างอิงและเอกสารกฎหมายที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ การวางแผนภาษีโอนสิทธิเรียกร้องสัญญาจ้างทำของ

เมื่อโอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างตามสัญญาจ้างทำของให้สถาบันการเงิน ใครต้องออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม?

ผู้รับจ้างเดิม (ผู้โอนสิทธิ) ยังคงมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ว่าจ้าง เนื่องจากกรมสรรพากรถือว่าผู้รับจ้างเดิมยังเป็นผู้ให้บริการตามสัญญา การโอนสิทธิเรียกร้องไม่โอนหน้าที่ทางภาษี VAT ไปด้วย

เมื่อผู้ว่าจ้างจ่ายเงินให้ผู้รับโอนสิทธิ ยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% หรือไม่?

ใช่ ผู้ว่าจ้างยังคงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากค่าจ้างที่จ่าย แม้จะจ่ายเงินให้ผู้รับโอนสิทธิ (เช่น สถาบันการเงิน) แทนผู้รับจ้างเดิม และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีในนามผู้รับจ้างเดิม ซึ่งเป็นผู้มีรายได้ตามกฎหมายภาษี

อากรแสตมป์สัญญาจ้างทำของคิดอัตราเท่าไร และใครเป็นผู้เสีย?

อากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของอยู่ที่ 1 บาทต่อทุก 1,000 บาท (หรือเศษของ 1,000 บาท) ของมูลค่าสัญญา โดยผู้รับจ้าง (ผู้รับเงิน) เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากร สัญญาที่ไม่ปิดอากรแสตมป์จะไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้